....จัดของกินใส่ตะกร้า แล้วไปปิกนิกในสุสานกันไหม

ช่วงศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะปลาย ๆ ศตวรรษ การ “ปิกนิกในสุสาน” นั้นนับเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั่วไปในสหรัฐอเมริกา สาเหตุหลักเป็นเพราะสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีสวนสาธารณะให้ไปนั่งเล่นกัน

แน่นอนว่าเราอยากไปนั่งปิกนิกในสถานที่ที่สงบและสวยงาม ดั งนั้น “สุสาน” ก็เลยเป็นสถานที่ที่ “ใกล้เคียง” กับบรรยากาศแบบที่ว่ามากที่สุด (หากไม่รังเกียจว่าวิวทิวทัศน์ที่เห็นจะเป็นแผ่นหินอ่อนระบุวัน “ชาตะ-มรณะ” ของชายหญิงที่ล่วงลับไปแล้ว) ซึ่งสำหรับสังคมตะวันตกก็ดูจะไม่ได้เป็นที่รังเกียจของชาวอเมริกัน เพราะมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายของกลุ่มหญิงสาวที่แต่งกายด้วยแฟชั่นในยุคนั้น ถือร่มเดินเล่นอยู่ในสุสานวูดแลนด์ (Woodland Cemetery) เมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ ส่วนเหล่านิวยอร์กเกอร์ก็เดินเล่นกันในสุสานเซนต์พอล (Saint Paul’s Churchyard) ในแมนฮัตตัน มือก็หิ้วตะกร้าบรรจุผลไม้ จิงเจอร์สแนป (ginger snaps - ขนมปังกรอบรสขิง) และแซนด์วิช เพื่อไปนั่งปิกนิกกันให้เห็นทั่วไป

ข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ในยุคนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่มีผู้เสียชีวิตกันเป็นจำนวนมาก เพราะมีโรคระบาดสำคัญ คือไข้เหลืองและอหิวาตกโรค  ทำให้เด็ก ๆ จำนวนมากป่วยตายตั้งแต่อายุยังไม่ครบสิบขวบ อีกทั้งยังมีผู้หญิงที่เสียชีวิตในการคลอดลูกกันไม่น้อย ดังนั้นการไปนั่งจิบน้ำชากินขนมกินแซนด์วิชกันในสุสาน ก็เป็นเหมือนกิจกรรมที่ทำให้ได้ “คุย” กับสมาชิกในครอบครัว ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และที่ล่วงลับไปแล้ว

มีบันทึกของชายหนุ่มคนหนึ่งในปีค.ศ. 1884 ที่ระบุว่า “เราอยากฉลองวันขอบคุณพระเจ้ากับคุณพ่อ ให้เสมือนว่าท่านยังอยู่กับเราแบบปีที่ผ่านมา” ชายหนุ่มคนนี้จึงชวนแม่และพี่ ๆ น้อง ๆ เตรียมอาหารและกาต้มกาแฟไปปิกนิกกันในสุสานที่ฝังศพพ่อ

ธรรมเนียมการ “กินข้าวกับคนตาย” จะว่าไปแล้วไม่ได้มีแต่ในสหรัฐอเมริกาช่วงศตวรรษที่ 19 เท่านั้น แต่ในประเทศกัวเตมาลา ทุก ๆ วันที่ 1 พฤศจิกายน จะเรียกกันว่าวัน All Saints ซึ่งครอบครัวและเพื่อนฝูงของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะมารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงผู้ตาย โดยการไปที่สุสาน ร่วมกันสวดภาวนา เล่าเรื่องราวในครอบครัว วางดอกไม้และเทียนประดับหลุมไว้ให้ พอตกเย็น ก็จะร่วมกันกินอาหารหน้าหลุมศพของผู้ตาย ซึ่งมีเมนูพิเศษชื่อว่า ฟิเอมเบร (Fiambre)

ในกัวเตมาลาจะทำฟิเอมเบรกินกันเฉพาะในวันนี้เท่านั้น เมนูนี้เป็นสลัดที่ประกอบด้วยเครื่องปรุงมากกว่า 50 ชนิด เช่น กุ้ง ไข่ต้ม ซาลามี ผักดอง ดอกไม้สด ชีส ปลาซาร์ดีน ฯลฯ โดยครอบครัวจะมาช่วยกันซื้อและเตรียมวัตถุดิบก่อนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน เพราะสลัดนี้ต้องปรุงด้วยการแช่ทุกอย่างไว้ในน้ำปรุงรส 1 วันก่อนกิน

ที่น่าสนใจก็คือ จุดประสงค์ของอาหารจานนี้คือเพื่อให้ผู้ตายมี “ตัวเลือก” ในการกินอาหาร จึงต้องมีเครื่องปรุงที่หลากหลายมากถึง 50 ชนิด เพราะไม่มีใครรู้ว่าผู้ตายจะอยากกินอะไรเป็นพิเศษในวันนั้น

ในกรีซเองก็มีประเพณี “กินข้าวกับคนตาย” เช่นกัน ทุก ๆ วันอาทิตย์แรกหลังเทศกาลอีสเตอร์ ชาวบ้านในหมู่บ้านรีซานา (Rizana) ทางตอนเหนือของกรีซ จะมาล้อมวงกินอาหารเที่ยงด้วยกันในสุสานประจำหมู่บ้าน โดยนำโต๊ะพับได้และเก้าอี้มาเองเสร็จสรรพ เพื่อร่วมกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยท่ามกลางแผ่นหินอ่อนบนหลุมศพและดอกไม้สด ถือเป็นการร่วมกินมื้อเที่ยงอีกครั้งกับเหล่าสมาชิกในครอบครัวที่ล่วงลับไป

สำหรับชาวเอเชียอย่างเรา จะว่าไปก็มีประเพณีคล้าย ๆ กันนี้เช่นเดียวกัน แม้เราจะไม่ได้ไปนั่งกินข้าวในสุสาน แต่คนไทยเชื้อสายจีนก็มีการไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วด้วยข้าวปลาอาหารดี ๆ เมื่อไหว้เสร็จแล้วจึงเอาอาหารเหล่านั้นมากินกันต่อ หรือคนไทยเองก็มีความเชื่อว่า อยากให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้กินเมนูอะไรก็ให้นำไปถวายพระ จะจริงหรือไม่แต่ก็ทำให้สบายใจ ว่าได้ส่งของอร่อยไปให้ปู่ย่าตายายแล้ว

แม้ต่างชาติต่างศาสนา แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เรายังรำลึกถึงบรรพบุรุษ และคำว่าครอบครัวยังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่เหนียวแน่นอยู่เสมอ

เครดิตภาพเปิด : กวีพัฒน์ ผุยเจริญ

ที่มา : 
บทความ Remembering When Americans Picnicked in Cemeteries โดย Jonathan Kendall จาก atlasobscura.com  
บทความ The Greeks Who Picnic on the Graves of their Loved Ones โดย Kostas KouKoumakas จาก vice.com 
บทความ Guatemalan Fiambre โดย atlasobscura.com

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ