โรคซึมเศร้าที่คร่าชีวิตคนมากมายในแต่ละปีเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มนักวิจัยสาขาจิตวิทยามหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (Harvard Psychology Department) และคอมพิวเตอร์แล็บจากมหาวิทยาลัยเวอมอนต์ (University of Vermont Computational Story Lab) คิดค้นวิธีการตรวจสอบว่า เรามีโอกาสที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่จากโทรศัพท์มือถือ ด้วยกระบวนการทางอัลกอริทึมที่จะประมวลข้อมูลของเราจากภาพในอินสตาแกรม การใช้โปรแกรมตรวจสอบข้อมูลบนใบหน้าและการทำกิจกรรม รวมถึงการวิเคราะห์เรื่องสีเพื่อคาดคะเนสุขภาพจิตของแต่ละคน ซึ่งจากการทดสอบรูปภาพจำนวน 44,000 ภาพของผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวน 166 คน สามารถบ่งบอกแนวโน้มอาการซึมเศร้าในแต่ละคนได้ถูกต้องถึงร้อยละ 70 เทียบกับผลการทดสอบครั้งก่อนหน้าที่ถูกต้องเพียงแค่ร้อยละ 42  สร้างความหวังในการป้องกันปัญหาระดับโลกที่องค์กรอนามัยโลกระบุว่า จำนวนผู้ป่วยจากความซึมเศร้าและความวิตกกังวลทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 1990 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 หรือมากกว่า 600 ล้านคน ขณะที่การประชุม World Economic Forum คาดว่าในปี 2030 โลกจะต้องรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตและเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ต้องจ่ายถึง 480 ล้านล้านบาท 

แนวคิดการป้องกันด้วยการบริหารจัดการความตึงเครียดรอบตัวจึงเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นทุกที อย่างเช่นแนวคิด ‘ลุกกะ’ (Lykke) ที่แปลว่า ความสุข ในภาษาเดนมาร์ก ที่แนะนำวิถีการแสวงหาความสุขแบบต่าง ๆ จากทั่วโลก เช่น การกินอาหารเพื่อเพิ่มพูนความสุขอย่างชาวฝรั่งเศส การเจริญสติระยะสั้นในภูฏาน หรือการอาบป่า (Shinrin-Yoku) เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายใจแบบชาวญี่ปุ่น จากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวขยายมาเป็นโอกาสใหม่สำหรับธุรกิจเพื่อสุขภาพทางใจ โดยจะเห็นได้จากโรงแรมหลายแห่งที่มีการดึงนักจิตบำบัดหรือนักประสาทวิทยามาร่วมทีมในการออกแบบโปรแกรมที่มีจุดขายของกิจกรรมและการนอนหลับที่ส่งผลดีต่อสมาธิและสุขภาพจิต ส่วนธุรกิจฟิตเนสที่แต่เดิมก็เป็นที่รู้กันดีว่าการออกกำลังกายส่งผลต่อความสดชื่นแจ่มใส ก็ยังมีการปรับแนวทางการออกกำลังกายที่ผสมผสานกับทำสมาธิและการฝึกสมองมากขึ้น เป็นที่มาของความสุขในแบบของรายงานจากมหาวิทยาลัยเกนต์ (Ghent University) ที่ว่า   ความสุขไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราสามารถโฟกัส ช่วยสร้างจินตนาการและเพิ่มความยืดหยุ่นทางจิตใจ ขณะที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดวิเคราะห์ว่า การบำบัดจากการสร้างสมาธิอย่างเช่นการกำหนดลมหายใจหรืองานศิลปะนั้น ช่วยลดการกำเริบของโรคซึมเศร้าได้ดียิ่งขึ้น 

มองผ่าน ๆ โลกที่กำลังหมุนเร็วมากขึ้นด้วยดิจิทัล ทำให้ธุรกิจในกลุ่มแอนาล็อกต้องล้มหายไป แต่เมื่อภาครัฐและเอกชนตื่นตัวมองเห็นความยิ่งใหญ่ของปัญหาทางสุขภาพจิต  การสร้างความแข็งแรงทางใจจากการออกแบบเพื่อบำบัดผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่มีการจูนคลื่นให้ตรงกับสภาวะที่จิตใจและสมองต้องการ ทั้งความเนิบช้า ความเรียบง่าย และการรับพลังจากธรรมชาติ ก็ได้เวลาที่จะก้าวออกมาเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางสังคมและธุรกิจที่เปี่ยมด้วยความหมายและทรงพลังสำหรับอนาคต

มนฑิณี ยงวิกุล
บรรณาธิการอำนวยการ