เมื่ออุตสาหกรรมการแสดงดนตรีสดต้องกลับมาประเมินอนาคตของตัวเองในมุมมองใหม่ หลังเผชิญความยากลำบากจากสถานการณ์การการระบาดของ COVID-19 ในระดับโลก การเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นที่ได้เห็นกันบ้างแล้ว คือการที่ศิลปินหลายคนเริ่มหันมาทำอีเวนต์ออนไลน์ จนเกิดเป็นรูปแบบสร้างสรรค์ใหม่ ๆ และวิธีสร้างรายได้ในระยะยาว 

©Lee Blanchflower/Unsplash

COVID-19 กับผลกระทบต่อธุรกิจคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี 
นอกจากธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบิน อุตสาหกรรมการแสดงสดและเทศกาลดนตรีนับเป็นธุรกิจแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่อุตสาหกรรมนี้ ในระยะสั้น ศิลปินที่เดินสายทัวร์คอนเสิร์ตและขึ้นแสดงในเฟสติวัลทั่วโลก ต่างต้องสูญเสียรายได้ก้อนโตประจำปีในเวลาชั่วข้ามคืน ไม่เพียงเท่านั้นผู้คนที่ทำงานสนับสนุนพวกเขา ทั้งผู้จัดการศิลปิน ผู้จัดงาน ค่ายเพลง ผู้จัดจำหน่ายสินค้าของศิลปิน และทีมงานเบื้องหลังอื่น ๆ ก็ล้วนได้รับกระทบอย่างรุนแรง จากหลายเหตุผล อาทิ อัลบั้มที่กำลังจะเปิดตัวต้องเลื่อนวันจำหน่ายออกไป ทัวร์คอนเสิร์ตต้องหยุดชะงัก และเทศกาลดนตรีต่างๆ ถูกยกเลิก ทุกคนที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับ Live Music จึงต้องปรับตัว เพื่อหาจุดกึ่งกลางของการแสดงสดกับการเว้นระยะห่างทางสังคม 

Music Venue Trust ประเมินว่าสถานที่จัดการแสดงดนตรีสดในสหราชอาณาจักร มีความเสี่ยงต้องปิดตัวลงเป็นการถาวรถึง 80% ซึ่งคาดว่าอาจสูญเสียรายได้ราว 900 ล้านปอนด์จากรายได้ประจำปีราว 1.1 พันล้านปอนด์ มาร์ค เดวิด (Mark Davyd) ซีอีโอของ Music Venue Trust กำลังผลักดันให้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาเร่งด่วนให้แก่สถานที่จัดการแสดงสดขนาดเล็ก เพื่อให้ธุรกิจเหล่านั้นยังคงดำเนินต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้สถานที่จัดการแสดงสดขนาดเล็กอาจกลับมาเปิดให้บริการได้ในเร็ววันหลังการระบาดลดลง แต่อีเวนต์การแสดงดนตรีสดในสเกลใหญ่อาจยังไม่กลับมาจัดอีกครั้งจนกว่าจะถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 และ UK Music คาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลานานราว 4-5 ปี กว่าอุตสาหกรรมการแสดงดนตรีสดจะกลับมาเป็นแบบเดิมอย่างเมื่อครั้งก่อนประกาศล็อกดาวน์ได้ 

งานวิจัยหลายงานแสดงให้เห็นว่าแฟนเพลงมีมุมมองเรื่องการกลับไปชมไลฟ์คอนเสิร์ตแตกต่างกันไป โพลสำรวจของ Triple J สถานีวิทยุชื่อดังของออสเตรเลีย เผยว่ากว่าครึ่งของผู้ออกความเห็นในแบบสำรวจ ยินดีจะกลับมาร่วมสนุกในเทศกาลดนตรีก่อนที่จะพบวัคซีนต้าน COVID-19 ในขณะที่โพลจากสำนักข่าว Reuters พบว่ากว่า 60% ของชาวอเมริกันของดการร่วมชมการแสดงดนตรีสดไปก่อน จนกว่าจะมีการค้นพบวัคซีนต้าน COVID-19

แน่นอนว่าอาจเป็นเรื่องยากที่จะเห็นสถานที่จัดการแสดงดนตรีอัดแน่นด้วยแฟนเพลงเหมือนดังเดิม ศิลปินและผู้จัดจึงต้องปรับตัว คิดค้นแพลตฟอร์มใหม่ ๆ อย่างการ “ไลฟ์สตรีม” และพึ่งพาเทคโนโลยีสุดล้ำเพื่อสร้างสรรค์อีเวนต์ออนไลน์ในการเชื่อมต่อศิลปิน ดนตรี กับแฟนเพลง ให้ได้มีปฏิสัมพันธ์กันในรูปแบบใหม่ ๆ ตรงนี้หลายแบรนด์สามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนศิลปินได้ เช่น สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการแสดงสดทางไลฟ์สตรีมมิง สนับสนุนเรื่องสถานที่ หรือร่วมงานกับศิลปินเพื่อจัดอีเวนต์และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ทางออนไลน์ 

©Spotify

Together Apart ตัวอยู่ไกล แต่ดื่มด่ำ Live Music ไปด้วยกัน 
สำหรับคอเพลงหลาย ๆ คน การได้ไปชมการแสดงสด อยู่ท่ามกลางผู้คน และดื่มด่ำกับบรรยากาศของเสียงดนตรีด้วยตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องของดนตรี แต่ในช่วงล็อกดาวน์ที่หลายคนต้องอยู่บ้านและกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ต้องหยุดชะงัก ผู้คนหลายกลุ่มได้พยายามเชื่อมโยงมิวสิกเลิฟเวอร์ผ่านการจัดไลฟ์มิวสิกบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ทิม เบอร์เจสส์ (Tim Burgess) จากวง The Charlatans ของเกาะอังกฤษ ที่จัดปาร์ตี้ฟังเพลง ด้วยการชวนแฟนๆ มาฟังเพลงจากอัลบั้มของวงด้วยกันผ่านทางทวิตเตอร์ พร้อมใช้แฮชแท็กว่า #timstwitterlisteningparties 

วงดนตรีชั้นนำอย่าง Oasis, The Flaming Lips, The Cribs, Blur, Ride และ Franz Ferdinand ต่างโอบรับไอเดียสร้างสรรค์นี้เช่นกัน แฟนเพลงจึงสามารถร่วมกันฟังเพลงของพวกเขาด้วยกันได้จากบ้านของตัวเอง พร้อมแบ่งปันมุมมองและความทรงจำที่มีต่อเพลงดังต่าง ๆ ในอัลบั้ม โดยศิลปินที่มาร่วมปาร์ตี้ฟังเพลงยังสามารถตอบคอมเมนต์ พูดคุยกับแฟน ๆ และแชร์เรื่องราวที่มาที่ไปของเพลงหรือรำลึกความหลังในช่วงที่ปล่อยเพลงนั้น ๆ ออกมาให้แฟนเพลงฟังได้อีกด้วย ในขณะเดียวกันไมค์ สกินเนอร์ (Mike Skinner) แห่ง The Streets จากเกาะอังกฤษ ได้เปิดตัวค่ำคืน Lockdown Your Aerial ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีการจัดทั้งปาร์ตี้ฟังเพลง การเปิดตัวสารคดี และการถาม-ตอบเรื่องดนตรี ผ่านทางทวิตเตอร์ ยูทูบ และอินสตาแกรม  

แม้ปาร์ตี้ฟังเพลงอาจไม่ได้สร้างบรรยากาศที่เหมือนกับการไปชมการแสดงดนตรีสด แต่อย่างน้อยมันก็สามารถมอบประสบการณ์ร่วมและความรู้สึกที่เชื่อมต่อระหว่างศิลปินกับแฟนเพลงที่ได้ร่วมทำกิจกรรมทางออนไลน์ด้วยกันแบบเรียลไทม์ ในขณะที่แคมเปญ Listening Together ของ Spotify ก็ช่วยตอกย้ำว่า Spotify เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงนักฟังเพลงเข้าด้วยกัน เพราะบางครั้งผู้คน 30,000 คนจากทั่วโลกอาจกำลังฟังเพลงเดียวกันอยู่ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่าง Group Session ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกของแอพฯ ที่จ่ายค่าบริการ ได้แชร์เพลย์ลิสต์ของตัวเองแบบเรียลไทม์ด้วย 

Micrashell Suit
©Production Club

6 มิติของการแสดงดนตรีสดยุคโควิด-19 

เมื่อเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ บรรดาผู้จัดคอนเสิร์ตต่างพยายามค้นหาวิธีจัดงานแสดงดนตรีสดในวิถีใหม่ ที่ศิลปินสามารถขึ้นแสดงได้ และผู้ชมก็สามารถมาร่วมงานได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการระบาดเพราะมีการเว้นระยะห่างทางสังคม 

  1. Drive-In Concerts: มิติใหม่ของการจัดการแสดงดนตรีสดที่ให้ผู้ชมขับรถเข้ามาจอดหน้าเวทีเพื่อชมคอนเสิร์ต โดยมีการเว้นระยะห่างของรถแต่ละคัน เช่นการจัด Drive-In Concert ที่ออร์ฮูส เมืองท่าสำคัญของเดนมาร์ก ซึ่งมีทั้งเวทีกลางแจ้งขนาดใหญ่ และพื้นที่สำหรับจอดรถถึง 500 คันหน้าเวที ทั้งนี้ผู้ชมต้องนั่งชมในรถ แต่สามารถเปิดกระจกเพื่อส่งเสียงเชียร์ศิลปินได้ รวมทั้งสามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มให้ไปส่งที่รถได้ด้วย ส่วนที่ย่านชานเมืองของกรุงโซลในเกาหลีใต้ มีการจัดคอนเสิร์ตในรูปแบบเดียวกันในชื่อ Stage X Drive-In Concert ซึ่ง Hyundai Motors เป็นทั้งผู้จัดและผู้สนับสนุน ในขณะที่ฝั่งอเมริกา คีธ เออร์บัน ศิลปินคันทรี ได้จัด Drive-In Concert เพื่อมอบความบันเทิงให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเช่นกัน  
     
  2. Wearable Protection: Production Club สตูดิโอออกแบบจากแคลิฟอร์เนีย ได้คิดค้น Micrashell บอดี้สูทครึ่งตัวสำหรับป้องกันเชื้อโรคและหมวกกันน็อกสไตล์ล้ำที่สามารถสวมทับกับเสื้อผ้าที่ใส่ได้ เพื่อให้ผู้ชมสนุกกับเสียงเพลงและเข้าสังคมได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้บริษัทสตาร์ตอัพ StrongArm ได้คิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสียงเตือนเมื่อมีใครสักคนอยู่ใกล้เราน้อยกว่า 6 ฟุต ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในงานอีเวนต์ได้ด้วย เพื่อกระตุ้นให้แฟน ๆ รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างกัน 
     
  3. Going Local: รายชื่อศิลปินที่ขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรีต่าง ๆ ในระยะสั้นและระยะกลาง จะเน้นที่ศิลปินในประเทศเป็นหลัก เพื่อลดความกังวลเรื่องการโดยสารเครื่องบินระยะไกล ในออสเตรเลีย Falls Festival มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนธันวาคมปีนี้ โดยศิลปินทั้งหมดที่ขึ้นแสดงคือศิลปินในออสเตรเลียทั้งหมด ขณะที่ผู้จัดงานก็เตรียมจับมือกับเมืองที่เป็นเจ้าภาพช่วยกันกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักเดินทาง เพื่อให้แน่ใจว่าเมืองเหล่านั้นจะจัดงานแสดงดนตรีสดได้อย่างยั่งยืนเมื่อการท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมา นอกจากนี้อีเวนต์ลูกผสมที่รวบรวมผู้ชมจากในเมืองนั้น ๆ เข้ากับกิจกรรมไลฟ์สตรีมเพื่อเชื่อมต่อผู้เข้าชมที่อยู่ในเมืองอื่นหรืออยู่ในต่างประเทศ จะช่วยเพิ่มฐานแฟนเพลงให้มากขึ้นได้
     
  4. Spacing: ในสโลวาเกีย ผู้จัดคอนเสิร์ตกลางแจ้งได้มีการแบ่งพื้นที่สำหรับแดนเซอร์แต่ละคนโดยเฉพาะเพื่อให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม ที่จะช่วยแก้ปัญหาการแพร่กระจายของไวรัสได้ดีกว่าการจัดอีเวนต์แบบปิด และยังมีความหวังว่าพวกเขาจะสามารถกลับมาจัดคอนเสิร์ตในรูปแบบเดิมที่เคยมีได้มากขึ้นในท้ายที่สุด 
     
  5. Venues: เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2020 Event Safety Alliance ร่วมมือกับผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมดนตรีกว่า 400 คน เผยแพร่แนวทางและข้อปฏิบัติเมื่อสถานที่จัดการแสดงสดสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง โดยกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในแง่มุมต่าง ๆ เช่น ขนาดที่รองรับได้ พิกัดสถานที่ จำนวนผู้ร่วมงาน และข้อปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพแก่ทีมงานและผู้ชม สิ่งสำคัญคือการให้ความรู้เรื่องสุขอนามัย การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสถานที่จัดงาน รวมทั้งการเคร่งครัดกับมาตรการความปลอดภัยของผู้ชมทั้งช่วงเข้างานและออกจากงาน 
     
  6. Testing: ปีเตอร์ ชาปิโร (Peter Shapiro) ผู้จัดคอนเสิร์ตชั้นนำในสหรัฐอเมริกา พิจารณาการนำระบบตรวจสอบเร่งด่วนมาใช้ในการจัดงาน โดยแฟน ๆ อาจต้องมาถึงสถานที่จัดงานเร็วขึ้นเพื่อตรวจเช็กว่าติดเชื้อ COVID-19 หรือไม่ ในจีน ไนต์คลับเริ่มกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง โดยที่แขกจะต้องผ่านการตรวจสอบอุณหภูมิของร่างกายก่อนเข้าใช้บริการ รวมทั้งส่งข้อมูลส่วนตัวให้แก่พนักงานเพื่อให้สามารถติดตามได้ 


เครดิตภาพ : กวีพัฒน์ ผุยเจริญ

เรื่อง : ศันสนีย์ เล้าอรุณ