สังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนร้อยพ่อพันแม่ย่อมเต็มไปด้วยความคิดเห็นอันหลากหลายที่อาจทั้งสอดคล้องและขัดแย้งกัน ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด คนเราต่างก็มีความคิดเห็นที่ต้องการจะสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนและพัฒนาสังคมที่เราอยู่ แต่ในบางครั้งการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด มนุษย์จึงสร้างสรรค์กลวิธีการสื่อสารอย่างหนึ่งซึ่งคือ ‘วรรณกรรมเสียดสี’ เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวกลางในการเผยแพร่ความเห็นสุดเฟียสที่อาจกระทบกระทั่งใครบางคนไปบ้าง แต่ก็ขอกระทบแบบชนไหล่ขำ ๆ ก็แล้วกัน 

คำจำกัดความหนึ่งของวรรณกรรมเสียดสีกล่าวว่าเป็นงานเขียนที่ผสมผสานทัศนคติเชิงวิจารณ์กับอารมณ์ขันเป็นสำคัญ เพื่อเสนอให้เห็นความบกพร่องในสังคมและมุ่งหมายให้เกิดการแก้ไขปรับปรุง เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวอย่างการเมืองและสังคมในทุกยุคทุกสมัย สำหรับในประเทศไทยนั้น วรรณกรรมแนวเสียดสีนี้ปรากฏให้เห็นมาเป็นเวลานานแล้ว ดังเช่นเรื่อง เพลงยาวว่าจมื่นราชามาตย์หรือเพลงยาวบัตรสนเท่ห์ ที่ว่ากันว่าแต่งโดยพระมหามนตรี (ทรัพย์) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เหตุที่บทประพันธ์นี้มีชื่อว่าเพลงยาวบัตรสนเท่ห์ ก็เป็นเพราะในวันหนึ่งกลอนเพลงยาว 27 บทที่ไร้ชื่อและไม่ลงนามผู้แต่ง (แต่การประพันธ์กลับมีลายเซ็นชัดเจน) ก็ถูกนำมาแปะเผยแพร่ในลักษณะบัตรสนเท่ห์ ณ หน้าทิมดาบตำรวจในพระบรมมหาราชวัง จนเป็นที่พูดถึงในวงกว้างอย่างรวดเร็วแม้จะถูกดึงออกในเวลาต่อมา ด้วยมีเนื้อหาที่ทั้งขบจมื่นราชามาตย์ (ทองปาน) ข้าราชการในกรมพระตำรวจใหญ่ได้อย่างเจ็บแสบและทำให้ผู้อ่านอดที่จะรู้สึกขันไม่ได้เลย

เนื้อหาของกลอนเพลงยาวตลอด 27 บทนั้นหากอ่านเผิน ๆ ก็จะเห็นว่ามีแต่คำดี ๆ เหมือนกับจะยกยอจมื่นราชามาตย์ แต่เมื่ออ่านตั้งแต่ต้นจนจบแล้วก็จะเห็นได้ทันทีว่าแซะทุกกระเบียดนิ้ว ผ่านกลวิธีต่าง ๆ ทั้งการใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายตรงข้ามกับรูปคำ เช่น ขึ้นมาว่า ‘ไม่เสียทีที่เขามีวาสนา’ แต่หากอ่านต่อไปก็จะพบว่าจมื่นผู้นี้มีนิสัยร้ายกาจ และใช้อำนาจข่มผู้คนให้เกรงกลัว ชวนให้ผู้อ่านได้ขบขันและตั้งคำถามไปกับคำว่า ไม่เสียที ที่เกริ่นไว้ก่อนหน้า อีกทั้งยังใช้การกล่าวเกินจริง เช่น ‘จะเข้าวังตั้งโห่เสียสามหน’ ซึ่งถึงแม้ในความเป็นจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่เสี้ยวความเป็นจริงที่คนในสมัยนั้นเห็นได้ก็คงจะทำให้พวกเขาหลุดยิ้มเมื่อนึกภาพอยู่เหมือนกัน หรือการเรียกแทนตัวจมื่นเกินกว่ายศว่า ‘เจ้าคุณ’ และใช้คำว่า ‘หม่อมภรรยา’ ก็ทำให้เห็นภาพของจมื่นผู้นี้ที่ทำตัว ‘เสมอเจ้านาย’ เช่นกัน อีกกลวิธีหนึ่งที่สร้างความเจ็บแสบไม่แพ้กันคือการใช้ความเปรียบที่ขัดแย้ง ดังเช่นที่กล่าวชมจมื่นผู้นี้ว่า ‘ปัญญาท่านแทงลอดตลอดดิน’ โดยแทนที่ปัญญาจะงอกเงยขึ้นไปในทางที่ดีและสูงส่งขึ้นกลับได้ภาพที่ทิ่มต่ำลงไปเรื่อย ๆ แทน ความคมคายที่สอดแทรกอยู่ตลอดทั้งบทประพันธ์นี้มีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้พระมหามนตรี (ทรัพย์) ถ่ายทอดข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ค่อนข้างรุนแรงได้อย่างไม่ตึงเครียดมากนัก เป็นการผ่อนความจริงจังให้กลายเป็นความขำขัน และสร้างบรรยากาศหยอกล้อให้เกิดขึ้นเพื่อลดความรุนแรงทางน้ำเสียงลง

แล้วความขบขันเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ความรู้สึกขบขันส่วนมากเกี่ยวโยงกับความผิดแปลกซึ่งอาจจะเป็นความผิดไปจากมาตรฐาน เบี่ยงเบนไปจากกรอบ หรือผิดจากที่สิ่งที่คาดไว้ก็ได้ ดังนั้นความตลกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรายึดถือมาตรฐานหรือรับรู้ปรากฏการณ์ในวัฒนธรรมนั้น ๆ ความตลกที่เกิดขึ้นจากบทประพันธ์ข้างต้น จึงเกิดจากการที่สังคมในสมัยนั้นรับรู้เรื่องราวของจมื่นราชามาตย์ (ทองปาน) รวมถึงพฤติกรรมของท่านที่แปลกไปจากมาตรฐานเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ที่ทำให้บทประพันธ์นี้ยังคงสร้างความขบขันให้กับผู้คนมาจนถึงปัจจุบันก็คือกลวิธีที่ผู้ประพันธ์ใช้ในการพลิกความคาดหมายของผู้อ่านนั่นเอง อย่างไรก็ตามอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ประพันธ์เลือกใช้ความขบขันเป็นตัวช่วยก็อาจจะเป็นเพราะความเคร่งครัดของกฎหมายที่ในยุคสมัยนั้นที่มีการลงโทษผู้เขียนวรรณคดีที่วิพากษ์การทำงานของข้าราชการ ความขบขันจึงเป็นเครื่องมือช่วยในการระบายความคับข้องใจและความคิดความอ่านของผู้คนในสังคมที่ถูกกดดัน โดยสื่อสารเรื่องราวภายใต้กรอบของความไม่จริงจังและความสมมติแทน 

แม้ไม่อาจรู้ได้ว่าจมื่นผู้นั้นจะปรับปรุงตัวอย่างไรบ้างเมื่อบัตรสนเท่ห์นี้ ‘แมส’ ไปทั่วพระนคร แต่หากถามว่าพระมหามนตรี (ทรัพย์) ประสบความสำเร็จกับวรรณกรรมเสียดสีชิ้นนี้หรือไม่ ก็คงตอบได้จากการที่กลอนเพลงยาว 27 บทนี้ยังคงเดินทางข้ามยุคข้ามสมัยและส่งต่อความขบขันมาได้ถึงปัจจุบัน อีกทั้งท่านเองยังรอดพ้นจากการลงโทษ เพราะกลวิธีที่แยบคายและซ่อนนัยผ่านถ้อยคำชื่นชมอย่างมีชั้นเชิง ทำให้รัชกาลที่ 3 มีรับสั่งตรัสเพียงว่า “เขาหยอกกันเล่น” เท่านั้น เรียกได้ว่าพระมหามนตรี (ทรัพย์) ก็เป็นอีกหนึ่งในบุคคลที่เป็นต้นแบบของความเฟียสที่เหล่ามนุษย์โซเชียลในยุคนี้น่าจะเรียนรู้ไว้ เผื่อจะได้ลองพิจารณาใช้แนวทางนี้ในการเสนอความเห็นในโลกปัจจุบันบ้างเช่นกัน

เพราะตำแหน่งจะอยู่กับเราไม่นาน แต่ตำนานจะอยู่กับเราตลอดไป

ที่มา :
“ขบ” แล้วต้อง “ขัน” วิถีวิจารณ์แบบ “ขำ ๆ” ในวรรณคดีไทยสมัย ร. 3 โดย นลิน สินธุประมา จาก museumsiam.org
เพลงยาวบัตรสนเทห์ ของพระยามหามนตรี (ทรัพย์) davisakd.blogspot.com
เพลงยาวว่าเสียดสีพระยามหาเทพ (ทองปาน) ความสำเร็จในกลวิธีการเสียดสีอย่างสร้างสรรค์ โดย วนิดา บำรุงไทย จาก human.nu.ac.th
เรื่องสั้นแนวเสียดสีของไทยระหว่าง พ.ศ. 2535-2545 : การศึกษาแนวคิดและกลวิธี โดย นัทธนัย ประสานนาม จาก cuir.car.chula.ac.th

เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง