“สำหรับผม ถ้าเปรียบกับอาหารแล้ว พัฒน์พงศ์ก็เหมือน ‘ส้มตำ’ หลากหลายรสชาติ น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ถูกปรุงขึ้นด้วยวัตถุดิบและวิธีการที่เรียบง่ายธรรมดา” - ไมเคิล เมสซ์เนอร์ ผู้ก่อตั้งพัฒน์พงศ์มิวเซียม

ท่ามกลางแสงสี ดนตรียั่วเย้าอารมณ์ และผู้คนที่พลุกพล่านอยู่ในทุกตารางนิ้วบนถนนย่านพัฒน์พงศ์ ‘แหล่งบันเทิง’ อันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้กลับเปี่ยมไปด้วยเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต สะท้อนเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยสงครามเย็นที่สร้างความเสียหายให้กับดินแดนเอเชียอาคเนย์อย่างมหาศาล เหล่านี้ถูกจัดแสดงอยู่ภายใต้พื้นที่กว่า 300 ตารางเมตรของ ‘พัฒน์พงศ์มิวเซียม’ หรือ พิพิธภัณฑ์พัฒน์พงศ์ สถานที่ที่จะชวนคุณมาลิ้มลองรสชาติที่หลากหลายของ ‘ส้มตำ’ จานเด็ดจานนี้

ช้าก่อน! หากคุณคิดว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ ต้องเป็นสถานที่เงียบเชียบ ทางการ ชวนน่าง่วงนอนล่ะก็.. พัฒน์พงศ์มิวเซียมจะทำให้มุมมองของคุณเปลี่ยนไป เพราะรูปแบบการจัดแสดงและนำเสนอข้อมูลของพิพิธภัณฑ์นั้นเรียกได้ว่า ‘ทันสมัย’ สมกับเป็นพิพิธภัณฑ์ในศตวรรษที่ 21 โดยแท้ ตั้งแต่ป้ายไฟทางเข้าสะดุดตาที่เหมือนบาร์ทั่วไปมากกว่าจะเป็นป้ายพิพิธภัณฑ์ ไปจนถึงบรรยากาศภายในที่เปิดเพลงสบาย ๆ เคล้าไปกับแสงไฟโทนสีแดง  

ส่วนจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์จริง ๆ อยู่ที่่ชั้นสอง เดินขึ้นบันไดไปไม่ทันเหนื่อยก็พบห้องจัดแสดงที่แยกส่วนเล่าเรื่องราวแตกต่างกันไป เริ่มด้วยประวัติความเป็นมาของพัฒน์พงศ์ เกร็ดความรู้และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามเย็น มีมุมที่ใช้จัดแสดงประวัติของนายพลสุดโหดช่วงสงครามเย็นอย่าง แอนโทนี โพเชปนี (Anthony Poshepny) หรือที่รู้จักกันดีในนาม Tony Poe ที่เป็นที่รู้จักจากการตัดหูหรือหัวของศัตรูส่งให้กองบัญชาการแทนคำรายงาน ตลอดจนที่มาของบาร์อะโกโก้อันเลื่องชื่อในปัจจุบัน โดยเน้นให้เห็นภาพถ่าย ภาพวีดิทัศน์ โมเดลจำลองทางสถาปัตยกรรม และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ พร้อมคำบรรยายสั้น ๆ ประกอบชัดเจน และยังมี QR Code เอาไว้ให้ผู้เข้าชมสแกนเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เป็นการนำประวัติศาสตร์เรื่องยาวมาซอยย่อยในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ผสานกับเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อช่วยเพิ่มลูกเล่นให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ไม่ยาก เช่นลูกเล่นบนผนัง ‘Hall of Fame’ ที่มีเงาใบหน้าคนอยู่ เมื่อผู้เข้าชมสามารถยกแท็บเล็ตที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดเตรียมไว้ขึ้นมาทาบกับเงา ก็จะปรากฏข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบุคคลนั้น ๆ ให้ได้ตามอ่านเรื่องราวของคนดังที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับย่านพัฒน์พงศ์

ไกด์กิตติมศักดิ์ คุณซัคกี้ – เกรียงศักดิ์ คะศรีทอง อดีตช่างภาพหนุ่มใหญ่หัวใจโจ๋ ที่ใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่บนถนนพัฒน์พงศ์มานานหลายสิบปีเล่าให้ฟังว่า พัฒน์พงศ์ เป็นชื่อที่ตั้งตาม “หลวงพัฒน์พงศ์พานิช” หรือนายตุ้น แซ่ผู่ ชาวจีนไหหลำ ที่เดินทางมาเมืองไทย และได้ซื้อที่ผืนหนึ่งที่กลายมาเป็นพื้นที่ของ ‘ย่านพัฒน์พงศ์’ ในปัจจุบัน 

ทว่าจุดเริ่มต้นของ ‘Red Light District’ ที่แท้จริงนั้นเริ่มขึ้นหลังจากที่คุณอุดม พัฒน์พงศ์พานิช หนึ่งในลูกชายของหลวงพัฒน์พงศ์พานิชกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกา เขาชวนเพื่อน ๆ จาก CIA ที่รู้จักกันเมื่อครั้งเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยมาทำธุรกิจในย่านพัฒน์พงศ์ จนในตอนนั้นพัฒน์พงศ์เป็นพื้นที่ธุรกิจที่สำคัญและทันสมัยมาก ต่อมาในช่วงกลางยุคทศวรรษที่ 70 ถึงต้น 80 ได้เกิดไนต์คลับ Superstar Disco รวมไปถึงสถานบันเทิงต่าง ๆ ขึ้น นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของบาร์และอะโกโก้ที่แพร่หลายอยู่ในเมืองไทยในปัจจุบัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดขึ้นของ ‘Night Market’ ในยุค 90 ทำให้มีบาร์อะโกโก้ใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาจำนวนมากจนพัฒน์พงศ์กลายเป็น ‘พัฒน์พงศ์’ อย่างที่ทุกคนเห็นกันทุกวันนี้ โดยทางพิพิธภัณฑ์ก็ได้สร้้่างแบบจำลองไว้ให้ดูด้วยตั้งแต่ครั้งหลวงพัฒน์พงศ์พานิชซื้อที่ดินไว้ในตอนแรก และยังสร้างแบบจำลองของถนนพัฒน์พงศ์ตามผังปัจจุบันไว้อย่างละเอียด ทุกสิ่งทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์ถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะสม ครบถ้วน สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจและหลงใหลในเรื่องราวของผู้ก่อตั้งได้เป็นอย่างดี

“ช่วงที่ผมทำร้านอาหาร ผมได้ฟังเรื่องเล่าเด็ด ๆ จากลูกค้าประจำมากมายที่เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่พวกเขาเคยเป็นทหารผ่านศึกช่วงสงครามเวียดนาม บางคนเป็นถึงอดีตสมาชิก CIA และเมื่อผมตระหนักได้ว่าพื้นที่แห่งนี้แท้จริงมีประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ ผมก็เริ่มสนใจ อยากจะทำพิพิธภัณฑ์ขึ้น” คุณไมเคิล เมสเนอร์ (Mr. Michael Messner) หนุ่มใหญ่ชาวออสเตรียที่ตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อนเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาอยากพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งศึกษาประวัติศาสตร์ ด้วยความที่เขาเป็นทายาทของศิลปินและเคยดูแลพิพิธภัณฑ์มาก่อน ทำให้เขาสานต่อเป้าหมายนั้นจนสำเร็จในอีกหลายปีต่อมา

“ที่ผมอยากทำเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้” คุณเมสเนอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงฟังสบายขณะเท้าแขนข้างหนึ่งกับโต๊ะ “คนต่างชาติไม่รู้ ส่วนคนไทย...ไม่อยากจะรู้”

จริงอย่างว่า.. สำหรับสังคมไทยแล้ว ‘การเที่ยวกลางคืน’ ตามผับ บาร์ ตลอดจน ‘การขายบริการ’ เป็นเรื่องที่คนส่วนมากมองว่าเป็นสิ่งต้องห้าม ความคิดเช่นนี้ส่งผลให้คนไทยส่วนใหญ่ ‘กลัว’ พัฒน์พงศ์ รวมไปถึงสถานบันเทิงอื่น ๆ ด้วย แต่สำหรับคุณเมสเนอร์ การเที่ยวกลางคืนไม่ใช่เรื่องน่าอายที่ต้องปิดซ่อน เขายังสนับสนุนให้อาชีพขายบริการถูกกฏหมาย และต้องการนำเสนอเรื่องราวในแง่มุมอื่น ๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนอย่างพัฒน์พงศ์สู่สายตาคนภายนอก ให้คนภายนอกได้รู้ถึงมิติที่หลากหลาย ที่สำคัญคือเขาต้องการให้ผู้ชมได้เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านผับ บาร์ เหล่านี้ และเพื่อทำความรู้จักกับพัฒน์พงศ์มากขึ้นด้วย “ผมอยากให้ทุกคนกล้าเข้ามา ผมพูดจริง ๆ นะ พัฒน์พงศ์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ทุกคนคิด” เขาว่า

เพราะฉะนั้น ‘พัฒน์พงศ์มิวเซียม’ จึงเลือกที่จะนำเสนอเรื่องแบบ ‘18+’ อย่าง ‘เปิดเผย’ มีภาพและสิ่งของประกอบชัดเจน แต่ก็ไม่ได้แสดง ‘ทุกส่วน’ ให้เห็นมากจนเกินไป หนึ่งใน ‘ของเด็ด’ ประจำพิพิธภัณฑ์ คือเครื่องยิงลูกปิงปองที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าชมฝึกรับเสมือนกำลังดูปิงปองโชว์อยู่จริง เห็นภาพ และเข้าใจ ‘ปิงปองโชว์’จริง ๆ นอกจากนี้ยังนำเสนอชุดภาพถ่ายของพนักงานบริการ Sex Toy รวมไปถึงโชว์พิศดารอื่น ๆ ด้วย การตีแผ่ข้อมูลในวงการดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยให้ผู้คนเข้าใจมากขึ้น 

นอกจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์ยังจำลองภาพบาร์ในอดีตมาไว้ในห้อง ‘18+’ ที่เข้าได้เฉพาะผู้ที่มีอายุถึงเท่านั้น สิ่งที่เด่นที่สุดในห้องเห็นจะเป็นจอขนาดใหญ่เท่าตัวคนที่เล่นภาพวิดีโอของสาวสวยที่ขยับไหวร่างกายอย่างเย้ายวนอยู่ตรงมุมห้อง ช่วยจำลองภาพบรรยากาศให้สมจริงยิ่งขึ้นไปอีก

“เริ่มแรก ผมคิดว่าคงมีแต่ชาวต่างชาติที่สนใจ เพราะคนไทยไม่ค่อยชอบพูดถึงเรื่องพวกนี้ แต่ผิดคาด ผมได้รับความสนใจจากชาวไทยเยอะมาก มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยถึง 2 แห่งติดต่อมาเพื่อขอเข้าศึกษาในพิพิธภัณฑ์ของผม” คุณเมสเนอร์กล่าวพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ “ตอนนี้เพราะสถานการณ์โควิด ทุกอย่างจำเป็นต้องหยุดชะงักลง แต่ต่อไปในภายภาคหน้าคาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ที่นี่น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างความสำราญใจให้ผู้คนได้ในวันหยุด และน่าจะเข้ากับวิถีของวัยรุ่นได้มากขึ้น”  

ทางพิพิธภัณฑ์กำลังมีโครงการจะสร้างให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้คนที่สนใจในงานศิลปะได้มาร่วมเสพและสร้างสรรค์งานศิลป์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งการวาดภาพบนผนัง (Graffiti) การแสดงดนตรี และอื่น ๆ ตามความตั้งใจของพวกเขาที่ต้องการเปลี่ยนสายตาของคนภายนอกที่มีต่อพัฒน์พงศ์ 

‘พัฒน์พงศ์มิวเซียม’ ได้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ ‘พิพิธภัณฑ์’ และ ‘ย่านพัฒน์พงศ์’ ไปอย่างสิ้นเชิง ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสได้ถึงมิติที่หลากหลายในย่านที่คนในไม่กล้าออก คนนอกไม่กล้าเข้านี้ เริ่มเข้าใจและเข้าถึงทีละน้อย เหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะความชื่นชอบและมุ่งมั่นของผู้ก่อตั้ง ที่นอกจากจะมีความสุขไปกับสิ่งที่ทำแล้ว ยังช่วยสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวม และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยกัน 

‘รสชาติ’ ที่แท้จริงของ ‘ส้มตำพัฒน์พงศ์’ จะเป็นอย่างไร ในอนาคตอาหารรสเด็ดจานนี้จะพัฒนาต่อไปแบบไหน จะถูกเติมรสและส่วนประกอบใดเข้ามา ขอเชิญร่วมสัมผัสได้ด้วยตนเองที่ ‘พัฒน์พงศ์มิวเซียม’

ที่อยู่ : พัฒน์พงษ์ ซอย 2 บางรัก กรุงเทพฯ 
โทร : +66 (91) 8876 829
อีเมล : info@patpongmuseum.com
เว็บไซต์ : www.patpongmuseum.com
เวลาเปิดทำการ : จันทร์ – อาทิตย์ 11:00 น. ถึง 20:00 น
ค่าเข้าชม : 350 บาท (ไม่รวมค่าเครื่องดื่มด้านใน)
วิธีการเดินทาง : BTS ลงสถานีศาลาแดง ทางออก 1 เดินมาที่ซอยพัฒน์พงศ์ 2 พิพิธภัณฑ์อยู่ตรงข้ามกับ Foodland

เรื่อง : บินยากร นวลสนิท I ภาพ : วรินทร ชัยชนะศักดิ์