Pictograph หรือภาษาภาพ ปรากฏให้เห็นตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์แสดงออกผ่านภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ หรือการสกัดหินเป็นรูปต่าง ๆ (Petroglyph) เพื่อบันทึกและบอกเล่าเรื่องราวที่สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น ภาษาภาพยังปรากฏให้เห็นในยุคที่วิวัฒนาการของมนุษย์ก้าวไปสู่การประดิษฐ์ตัวอักษรได้แล้ว เช่น ยุคอียิปต์โบราณที่ใช้ตัวอักษรภาพเฮียโรกริฟฟิก (Hieroglyph) หรือภาษาเดโมติก (Demotic) ในการสื่อสารผ่านสัญลักษณ์ต่าง ๆ

©museumthailand.com

ตัดฉากมาที่ยุคปัจจุบันซึ่งผู้คนติดต่อสื่อสารกันด้วยตัวอักษรผ่านทางอินเทอร์เน็ตเป็นสัดส่วนใหญ่ของชีวิต เราสามารถติดต่อพูดคุยกับอีกคนหนึ่งได้โดยไม่ต้องพบเจอหน้ากัน หรือไม่แม้แต่ต้องต่อสายโทรศัพท์ ต่อให้อยู่คนละซีกโลกกันก็ตาม โดยมี “ภาษาภาพ” ในแพลตฟอร์มการสื่อสารออนไลน์ต่าง ๆ เป็นตัวชูโรงในการสื่อสารที่สัมฤทธิผล 

©smiley.cool

อย่างไรก็ดี สก็อตต์ ฟาห์ลแมน (Scott Fahlman) นักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนได้ตั้งข้อสังเกตว่า การพูดคุยผ่านตัวอักษรนั้นอาจทำให้ความรู้สึกและอารมณ์ที่ต้องการสื่อสารผ่านถ้อยคำบางคำนั้นหายไป และในบางครั้งยังทำให้เกิดความสับสนจนไม่สามารถแยกออกได้ระหว่างการคุยเรื่อง “ซีเรียส” กับการคุยเรื่อง “ล้อเล่น” สก็อตต์จึงได้คิดค้น “อิโมติคอน (Emoticon)” ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1982 โดยเป็นการใช้เครื่องหมายวรรคตอน เครื่องหมายวงเล็บ และเครื่องหมายอื่น ๆ บนแป้นพิมพ์ นำมาประกอบให้เกิดเป็นรูปภาพที่สื่อถึงสีหน้าลักษณะต่าง ๆ เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์ในการสื่อสาร เช่น :-) ที่แสดงถึงการยิ้ม เป็นต้น 

จากนั้นมา การใช้อิโมติคอนจึงกลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ด้วยความสามารถของมันที่ช่วยเติมเต็มการแสดงอารมณ์ และความรู้สึกของผู้ส่งสารเมื่อต้องสื่อสารกับผู้อื่นโดยไม่เห็นหน้า กระทั่งเกิดการพัฒนาให้มีรูปทรงและสีสันมากยิ่งขึ้น กลายเป็น “อิโมจิ (Emoji)” ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน 

©emojipedia.org

คำว่า “อิโมจิ” เป็นคำมาจากภาษาญี่ปุ่น e ที่แปลว่ารูปภาพ (Picture) ส่วน moji แปลว่าบุคลิกลักษณะ (Character) ถูกคิดค้นโดยชิเกตากะ คุริตะ (Shigetaka Kurita) ชายชาวญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1999 ซึ่งปัจจุบันหลายบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนได้มีการพัฒนารายละเอียดและความหลากหลายของอิโมจิ เพื่อให้การใช้อิโมจิสามารถแทนค่าของความหมายและความรู้สึกได้มากขึ้น และมีตัวเลือกในการเลือกใช้อิโมจิที่เข้ากับบริบทของแต่ละกลุ่มผู้ใช้ได้ ซึ่งไม่เพียงทำให้การสื่อสารมีความสนุกสนานและมีสีสันมากยิ่งขึ้นแล้ว การพัฒนาภาษาภาพเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า โลกของการส่งข้อความคือความหลากหลายทางภาษาที่พัฒนาไปตามความต้องการของมนุษย์ ทั้งยังมีความผูกพันกับวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มคนอย่างแน่นแฟ้น

และถึงแม้ว่าการตีความรูปภาพของแต่ละบริบท แต่ละกลุ่มผู้ใช้ จะมีความแตกต่างกันออกไปบ้างก็ตาม แต่ “ภาษาภาพ” จะยังคงเป็นภาษาที่มนุษย์นำมาใช้ประกอบในการสื่อสารอยู่เสมอ เพราะ “ภาพ” เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นแล้วจะเข้าใจและรับรู้ถึงอารมณ์ได้รวดเร็ว เหมือนคำกล่าวที่ว่า "A picture is worth a thousand words." นั่นเอง

ที่มา : 

In Praise of Emoticons โดย  KATY STEINMETZ จาก
Symbol โดย The Editors of Encyclopaedia Britannica จาก britannica.com
Now hiring: Emoji translator โดย Alanna Petroff  จาก cnn.com

เรื่อง : ภีร์รา ดิษฐากรณ์