“สงคราม” ทำให้เกิด “ภาษาใหม่”

ใช่แล้ว สงครามแต่ละครั้ง ทำให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ในหลายแง่มุม เพราะสงครามเป็นการรวมตัวของผู้ชายจำนวนมาก มีกิจกรรมที่น่าเบื่อและอันตรายร่วมกัน ไหนจะคิดถึงครอบครัวและคนรักที่บ้าน แต่ละวันก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาจากสมรภูมิไหม 

หลาย ๆ ครั้ง ภาษาใหม่เกิดขึ้นในกองทัพเพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจเนื้อความที่สื่อสารกัน เช่น ในปี 1942 นาวิกโยธินสหรัฐฯ พยายามคิดค้นรหัสลับที่ฝ่ายตรงข้ามจะไม่มีวันแปลความหมายออก การส่งข้อความอย่างรวดเร็วไปโดยปลอดภัย อาจพลิกผลแพ้ชนะได้เลยทีเดียว พวกเขาจึงเลือกใช้ภาษาของชาวอินเดียนพื้นเมือง คือเผ่านาวาโฮ (Navajo) ซึ่งเป็นอักษรภาพแทนตัวอักษรในภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ

ภาษาสแลง (slang) ที่เกิดขึ้นใหม่ในสงครามกลายเป็นเครื่องผูกสัมพันธ์ระหว่างทหาร เพราะเหล่าทหารย่อมเข้าใจภาษาสแลงของฝ่ายตนเอง เป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า มี ‘พวกเรา’ และ ‘พวกศัตรู’ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มีใจฮึกเหิมในการต่อสู้เพื่อเอาชนะ

สงครามครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดภาษาสแลงมากกว่าครั้งไหนก็คือ “สงครามโลกครั้งที่สอง” ที่กินเวลายาวนานถึงราว 7 ปี มีคำและวลีใหม่ ๆ เกิดขึ้นนับพัน บางอย่างก็ยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ บางคำฟังแล้วต้องอมยิ้ม ลองมาดูว่าภาษาสนุก ๆ ที่ใช้จริงในสงครามโลกครั้งที่สองมีอะไรบ้าง

armored cow (“วัวใส่เสื้อเกราะ”) หมายถึง นมสดบรรจุกระป๋อง
armed to the teeth (“ติดอาวุธทุกอย่างไปจนถึงฟัน”) หมายถึง พร้อมมาก พร้อมสุด ๆ ตื่นตัวพร้อมรับอันตรายตลอดเวลา
army strawberries (“สตรอว์เบอร์รีกองทัพ”) หมายถึง ลูกพรุน
asparagus stick (“แท่งหน่อไม้ฝรั่ง”) หมายถึง กล้องส่องดูเหนือผิวน้ำของเรือดำน้ำ
baby (“เด็กทารก”) หมายถึง มัสตาร์ด (เพราะคล้ายอุจจาระเด็กทารก)
battle breakfast (“อาหารเช้าสมรภูมิ”) ภาษาทหารเรือ หมายถึงอาหารเช้ามื้อใหญ่พิเศษ มักมีสเต็๊กและไข่ เสิร์ฟแก่ทหารเรือในเช้าวันที่จะทำการรบ
behavior report (“รายงานความประพฤติ”) หมายถึง จดหมายที่เขียนถึงสาวคนรัก
bottled sunshine (“แสงแดดบรรจุขวด”) หมายถึง เบียร์
cast the last anchor (“หย่อนสมอครั้งสุดท้าย”) ภาษาทหารเรือ หมายถึง ตาย
cat’s beer (“เบียร์ของแมว”) หมายถึง นม
cracked egg (“ไข่ที่มีรอยแตก”) เป็นคำด่า หมายถึงไอ้โง่ 
dad (“ป๋า”) หมายถึง ลูกพี่ของกลุ่ม
devil’s piano (“เปียโนของปีศาจ”) หมายถึง ปืนกล
dog food (“อาหารสุนัข”) หมายถึง corned beef and hash คืออาหารที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์สับ คลุกมันฝรั่งและเครื่องเทศ และทำให้สุก หน้าตาออกเละๆ เทะๆ 
dog show (“งานโชว์สุนัข”) หมายถึง การตรวจเท้าทหาร ทุกคนต้องนอนหงายและยกเท้าให้ตรวจ
do-re-mi (ตัวโน้ต โด เร มี) หมายถึง เงิน
duck soup (“ซุปเป็ด”) หมายถึง ภารกิจง่ายๆ 
eagle day (“วันนกอินทรี”) หมายถึง วันเงินเดือนออก บางคนเรียกว่า “the day the eagle shits” หรือวันที่นกอินทรีถ่ายมูล เพราะเหรียญเงินอเมริกันบางชนิดมีรูปนกอินทรี
grandma gear (“เกียร์คุณยาย”) หมายถึง ให้ใช้เกียร์ต่ำ
jawbreakers (“แข็งจนขากรรไกรหัก”) หมายถึงขนมปังกรอบที่แจกให้กินในกองทัพ เพราะมักจะแข็งมาก
jeepable (“ใช้รถจีปได้”) หมายถึง ถนนที่กว้างพอแค่ให้รถจีปหนึ่งคันผ่าน มักใช้เพื่ออธิบายลักษณะถนนกันดารที่กองทัพต้องเคลื่อนผ่าน
lay an egg (“วางไข่”) หมายถึง วางระเบิด หรือปล่อยระเบิด
Mickey Mouse rules (“กฎเกณฑ์มิกกี เมาส์”) หมายถึงกฎระเบียบหยุมหยิมหรือระเบียบราชการที่พวกทหารคิดว่าไม่ค่อยเข้าท่า
monkey clothes (“เสื้อผ้าลิง”) หมายถึง เครื่องแบบทหารเต็มยศ
penguin (“เพนกวิน”) ทหารกองทัพอากาศที่ไม่ได้ขับเครื่องบิน (เพราะเพนกวินบินไม่ได้)
sandpaper the anchor (“เอากระดาษทรายไปขัดสมอเรือ”) หมายถึง งานที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้
T.N.T. หมายถึง today, not tomorrow
torpedo figure (“รูปร่างยังกับตอร์ปีโด”) หมายถึง สาวๆ ที่มีทรวดทรงเซ็กซี่น่ามอง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น คำและวลีใหม่ ๆ ที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่สองยังมีอีกมาก จะเห็นได้ว่าแต่ละคำมีที่มาที่ไป และมีความหมายเหมาะสมต่อสิ่งที่ต้องการสื่ออย่างชัดเจนทีเดียว

ที่มาภาพเปิด : wikimedia.org

ที่มา
บทความ Blow It Out Your Barracks Bag! WWII Slang From the Front โดย Brett and Kate McKay จาก artofmanliness.com
บทความ War of the words: the global conflict that helped shape our language โดย Gary Nunn จาก theguardian.com 
บทความ WW2: What's the secret language that helped win the war? จาก www.bbc.co.uk 

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ