งานฝีมือและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนานในฝั่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศอังกฤษ แม้ว่าสองวิธีการผลิตต่างขั้วนี้ อาจดูเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตามหน้าประวัติศาสตร์ อย่างแนวคิดตอบโต้ระบบการผลิตด้วยเครื่องจักรจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมของ Arts and Crafts Movement ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกิดจากสำนึกของการตระหนักรู้ถึงผลกระทบเชิงลบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของระบบอุตสาหกรรม (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ เมื่องานฝีมือจับคู่กับอุตสาหกรรม จับคู่ทำไม อย่างไร และเกี่ยวอะไรกับผู้บริโภค

เกือบสองร้อยปีที่ผ่านมา จวบจนปัจจุบัน งานฝีมือยังคงเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะมีการก่อตั้ง Craft Council องค์กรของรัฐที่ดูแลส่วนงานฝีมือในประเทศอังกฤษโดยเฉพาะแล้ว อีกหนึ่งตัวอย่างน่าสนใจซึ่งแสดงให้เห็นการแบ่งบานของส่วนงานฝีมือในเกาะอังกฤษก็คือเทศกาล London Craft Week ที่จัดขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558

©Oko London (IG: @_oko_london)

เทศกาล London Craft Week (LCW) จัดขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักเพื่อเป็นแพลตฟอร์มนำเสนอผลงานสร้างสรรค์จากทั้งระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยในปีนี้ เทศกาล LCW มีพาร์ตเนอร์ผู้เข้าร่วมเทศกาลที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วกว่า 240 เจ้า โดยเป็นการรวบรวมเมคเกอร์ นักออกแบบ ศิลปิน แบรนด์ และแกลเลอรีจากกว่า 15 ประเทศทั่วโลก เพื่อมาร่วมจัดกิจกรรมและแสดงผลงานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงลอนดอนตลอด 5 วันเต็ม

จำนวนที่มากมายของกิจกรรม เปิดให้เราเห็นถึงโอกาสและความหลากหลายที่ทลายภาพจำของ “งานฝีมือ” ในรูปแบบเดิม ๆ เราขอหยิบตัวอย่าง 4 กิจกรรมและผลงานที่น่าสนใจ จากเมคเกอร์ ศิลปิน และนักออกแบบอิสระ ที่สร้างสรรค์ผลงานในประเทศอังกฤษ ผู้ช่วยเปิดให้เห็นถึงนิยามความเป็นได้ใหม่ในบริบทที่ร่วมสมัยของ ‘Crafted in the UK’

RÆBURN
แฟชั่นล้ำสมัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เสื้อทำจากร่มชูชีพปลดระวาง คอลเล็กชันครบ 10 ปีของ RÆBURN
©RÆBURN  IG: Raeburn_design)

กระแสมาแรงทั่วโลกในปีนี้ คงจะหนีไม่พ้นการรณรงค์เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการล่มสลายของระบบนิเวศ (Climate and Ecological Breakdown) ที่นำโดย Greta Thunberg เด็กสาวชาวสวีเดน และกลุ่ม Extinction Rebellion แฟชั่นนับเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมใหญ่ที่มักจะตกเป็นจำเลยในประเด็นของการรับผิดชอบทางสังคม ทั้งด้านจริยธรรมและสิ่งแวดล้อม RÆBURN แบรนด์ไฮสตรีตแฟชั่นแถวหน้าของอังกฤษ ซึ่งก่อตั้งโดย Christopher Raeburn ก่อตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด “Remade, Reduced, Recycled” โดยเน้นการใช้วัสดุเก่าเก็บ วัสดุเหลือใช้ วัสดุรีไซเคิล หรือวัสดุที่ผ่านการผลิตโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาสร้างคุณค่าใหม่ ด้วยการออกแบบที่ร่วมสมัยและการตัดเย็บแสนประณีต ด้วยวัสดุอย่างผ้าที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล หรือการนำผ้าจากร่มชูชีพปลดระวาง วัสดุที่เป็นไอค่อนของแบรนด์ นำมาตัดเย็บเป็นคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าที่น่าสวมใส่

ร้านค้าและสตูดิโอทำงานในย่านอีสแอนด์
©RÆBURN  IG: Raeburn_design)

สำหรับงาน LCW 2019 แบรนด์ RÆBURN มาด้วยกิจกรรมการเปิดสตูดิโอที่เชิญชวนให้ผู้เยี่ยมชมมีโอกาสเลือกผ้าไหมพิมพ์ลายแผนที่ของแท้จากยุค 50 ที่ทหารใช้ในการหลบหนีสมัยสงครามเย็น วัสดุหลักจากคอลเล็กชั่น Silk Escape Map ก่อนนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าและกระเป๋าตามแบบที่ต้องการ นอกจากที่จะได้พูดคุยกับนักออกแบบแล้ว ผู้เยี่ยมชมยังจะได้เห็นเบื้องหลังกระบวนการออกแบบและตัดเย็บแบบสด ๆ โดยทีมงานของ RÆBURN ณ ร้านค้าและสตูดิโอย่านอีสแอนด์ของลอนดอน 

คอลเล็กชั่น Silk Map Escape
©RÆBURN (IG: Raeburn_design)

กิจกรรมของ RÆBURN นอกจากจะทำให้เห็นกระบวนการทำงานและงานฝีมือสุดประณีตแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการสร้างแบรนด์แฟชั่นล้ำสมัยที่ใช้ความยั่งยืนมาเป็นหัวใจหลักในการทำงาน

Ceramics in the Vanguard
ความเป็นไปได้ไม่รู้จบของเซรามิก

©Oko London (IG: @_oko_london)

หากพูดถึงเซรามิก หลายคนอาจจะนึกถึงภาพของถ้วย จาน หรือแก้วกาแฟ ที่พบเห็นได้ตามท้องตลาด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เซรามิกเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในหมู่ศิลปินและนักออกแบบ หรือแม้กระทั่งในฐานะกิจกรรมยามว่างของหลาย ๆ คน 

©Oko London (IG: @_oko_london)

กิจกรรม Ceramics in the Vanguard เป็นงานทอล์กและการเปิดให้เข้าเยี่ยมชมสตูดิโอของ 8 ศิลปินหน้าใหม่และผู้คร่ำหวอดในวงการเซรามิกของอังกฤษอย่าง Carina Ciscato, Catrin Howell, Chris Keenan, Christopher Riggio, Grant Aston, Henry Pim, Kaori Tatebayashi และ Robert Cooper ศิลปินเหล่านี้ทำงานภายในสตูดิโอ ณ Vangurd Court คอมมิวนิตี้สตูดิโอของเหล่าศิลปิน นักออกแแบบ และผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 50 ชีวิต ซึ่งเปิดมากว่า 30 ปี ณ ย่านเซาต์ลอนดอน 

©Oko London (IG: @_oko_london)

ความน่าสนใจของกิจกรรมนี้อยู่ที่กระบวนการคิดและผลงานของเหล่าศิลปิน ที่แม้จะสร้างสรรค์ผลงานเซรามิกภายในคอมมิวนิตี้เดียวกัน แต่กลับมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นผลงานเชิงฟังก์ชันอย่างถ้วยชาม แจกัน การคิดค้นเทคนิคใหม่ในการดัดแปลงคุณสมบัติของดิน ไปจนถึงผลงานศิลปะเชิงประติมากรรมที่นำเซรามิกไปผสมผสานกับวัสดุอื่น นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงทิศทางของงานเซรามิก อย่างกระแสความนิยมของตลาดเซรามิกเชิงศิลปะในแถบยุโรป ซึ่งมีแกลเลอรีจำนวนไม่น้อยที่จัดแสดงผลงานเซรามิก หรือการแลกเปลี่ยนประเด็นด้านการศึกษาในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะประเด็นที่สถาบันศิลปะหลายแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับการสอนภาคปฏิบัติน้อยลง ส่งผลให้นักเรียนหลายคนไม่เข้าใจถึงกระบวนการการทำงานกับดินและสามารถต่อยอดประยุกต์ใช้องค์ความรู้ได้น้อยลงตามไปด้วย

©Oko London (IG: @_oko_london)

การไปทัวร์สตูดิโอครั้งนี้จึงทำให้เห็นว่าเซรามิกคืองานฝีมือ ที่นอกจากจะใช้ความคิดความสร้างสรรค์ในการทำงานแล้ว ยังจำเป็นต้องใช้ความอดทนในการฝึกฝน อาศัยการทดลอง ความรู้ความชำนาญ และเป็นศาสตร์ที่ต้องสะสมความรู้ตลอดชีวิต

Arrange Whatever Pieces Come Your Way
งานฝีมือคือวิถีแห่งการมอง

©Olive Harty (@olivehartywork) (@arrangewhateverpieces)

ภาพจำของผ้าควิลต์มักจะมีลักษณะเป็นผ้านวมลายดอกสีพาสเทลแสนอ่อนหวาน แต่แท้จริงแล้ว ศาสตร์การเย็บผ้าควิลต์เป็นงานฝีมือที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ผ้านวมควิลต์เป็นสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคยกันดี ซึ่งหากมองอย่างลึกซึ้งจะพบว่า ผ้าแต่ละชิ้นมีความหมายและเปรียบเสมือนความทรงจำที่ถูกปะเย็บเข้าด้วยกัน

Olive Harty (@olivehartywork) (@arrangewhateverpieces)

กิจกรรมโชว์เคสนำเสนอผลงาน ณ ร้านอาหาร Hoi Polloi ที่ตั้งอยู่ในโรงแรม Ace Hotel ทำให้เราได้เจอกับงานผ้าควิลต์ร่วมสมัยสีสันจัดจ้านของ Arrange Whatever Pieces Come Your Way

ผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาคาร Barbrican
Olive Harty (@olivehartywork) (@arrangewhateverpieces)

Arrange Whatever Pieces Come Your Way ก่อตั้งโดย Sheelagh Boyce และ Anabelle Harty เพื่อนรักที่ตัดสินใจสร้างผลงานควิลต์ด้วยกัน แม้จะมีพื้นเพที่แตกต่าง โดย Sheelagh เคยเป็นครู ส่วน Anabelle ทำงานเป็นสถาปนิก แต่ทั้งสองก็มีความสนใจที่คล้ายคลึงกันนั่นคือสุนทรียะในศิลปะ สถาปัตยกรรม และอาหาร งานควิลต์ของพวกเธอทำให้เราต้องคิดถึงผ้าควิลต์ในรูปแบบใหม่ ผลงานของทั้งสองเป็นงานศิลปะเชิงแอ็บสแตรกร่วมสมัย ซึ่งหลายชิ้นได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตกรรมชิ้นเอก ไม่ว่าจะเป็นอาคาร Barbrican ในลอนดอน ตึกที่ทำการของพรรคคอมมิวนิสท์ที่ถูกออกแแบบโดย Oscar Niemeyer หรือเวทีละครที่ถูกออกแบบโดย Isamu Nogushi

Olive Harty (@olivehartywork) (@arrangewhateverpieces)

นอกจากการเย็บมืออย่างประณีตแล้ว ผ้าทุกชิ้นที่พวกเธอเลือกใช้ ยังเป็นเสื้อผ้าที่ถูกส่งต่อจากพ่อแม่และมิตรสหายในแวดวงสร้างสรรค์และสถาปัตยกรรม หลากหลายชิ้นเป็นเสื้อผ้าชื่อดังอย่างเสื้อรุ่น Plantation ของ Issey Miyake หรือกระโปรงที่ออกแบบโดย April Crichton ในคอลเล็กชั่นแรก ๆ ของ Sonia by Sonia Rykiel ซึ่งแม้จะเก่าเก็บหรือถูกใส่จนสีซีด แต่เสื้อผ้าแต่ละชิ้นล้วนมีความหมายและเต็มไปด้วยความทรงจำ ทั้งสองคนยังเปรียบเปรยการเย็บผ้าควิลต์ของพวกเธอว่า เป็นเสมือนการทำงานเชิงสถาปัตยกรรม ซึ่งนอกจากจะต้องอาศัยการเข้าใจฟอร์มสามมิติของเสื้อผ้าเก่าในการเลาะแยกชิ้นส่วนแล้ว ยังจำเป็นต้องนำผ้าจากชิ้นส่วนต่าง ๆ มาเย็บเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างรูปทรงสองมิติในการสร้างเรื่องราวใหม่อีกด้วย ผลงานของพวกเธอจึงเป็นงานฝีมือเชิงศิลปะโดยอาศัยการเย็บผ้าควิลต์ในฐานะสื่อที่สะท้อนถึงวิถีและมุมมองของทั้งสองคน

Digital Craft Talk by Today at Apple
ดิจิทัลและคราฟต์ สิ่งคู่ขนานที่ผสานด้วยกันได้

“คุณคิดว่าการเขียนโค้ดเป็นงานฝีมือหรือเปล่า” คำถามที่ Oli Stratford บรรณาธิการบริหารของแมกกาซีน Disegno ผู้ดำเนินรายการ 

โยนถามผู้เข้าร่วมกิจกรรมระหว่างงานสัมมนา Digital Craft ที่จัดโดย Today at Apple ณ Design Museum

งานสัมมนา Digital Craft ชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนพร้อมเปิดมุมมองใหม่ว่าด้วยประเด็นของงานฝีมือในบริบทของโลกดิจิทัลเทคโนโลยี โดยเป็นการรวมตัวนักสร้างสรรค์ต่างสาขารุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในอังกฤษอย่าง Yinka Ilori นักออกแบบเชื้อชาติไนจีเรียผู้เล่าเรื่องผ่านโปรดักส์ Lucy Hardcastle ศิลปินนักออกแบบที่ทำงานสามมิติเชิงประติมากรรมผ่านสื่อดิจิทัล Natsai Audrey Chieza นักออกแบบที่ใช้ไบโอเทคโนโลยีมาเพื่อออกแบบอนาคตของมนุษย์ และ Jessica Pile ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตจาก Hand & Lock สตูดิโอช่างปักเก่าแก่ของอังกฤษ 
แม้นักสร้างสรรค์แต่ละคนจะมาจากต่างสาขา ทว่าจุดร่วมของทุกคนคือการใช้งานฝีมือผนวกกับนวัตกรรมเทคโนโลยีในการทำงาน ซึ่งทำให้เห็นว่างานฝีมือไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมแขนงหนึ่ง แต่เป็น ‘หลักคิด’ ในการทำงาน นอกจากนี้งานฝีมือยังมีวิวัฒนาการตามการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีในทุกยุคทุกสมัย แม้เทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในด้านการออกแบบและการผลิต แต่ก็มีหลายอย่างที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนการทำงานด้วยมืออย่างประณีตได้

ประเด็นที่ Lucy Hardcastle ทิ้งไว้ให้คิดก็คือ นิยามของงานฝีมือในยุคดิจิทัลที่มีขอบเขตไปได้ไกลกว่าที่เคยเป็นมา “แม้แต่ศาสตร์เก่าแก่อย่างการทอผ้า เครื่องทอผ้าเองก็ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ เครื่องทอผ้า Jacquard ก็เปรียบเสมือนคือคอมพิวเตอร์ในรูปแบบแรก ๆ ของโลก” “สำหรับฉันแล้ว การเขียนโค้ดก็ไม่ต่างอะไรจากงานฝีมือ มันเป็นงานทำมือที่ต้องใช้ทักษะและความชำนาญที่ผ่านการฝึกฝน” 

นอกจากที่งาน London Craft Week 2019 จะทำให้เราเห็นถึงความเฟื่องฟูของตลาดงานฝีมือจากฝั่งประเทศอังกฤษแล้ว ยังช่วยเปิดโลกให้เห็นว่า “งานฝีมือ” ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกรอบภาพความจำเจเดิม ๆ แต่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไม่มีข้อจำกัด นิยามของงานฝีมืออาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่สาขาหนึ่งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่อาจจะไปได้ไกลถึงวิธีการคิดและปรัชญาในการทำงาน โดยเมื่อผสานกับความคิดสร้างสรรค์ การรับผิดชอบทางสังคม เทคนิคที่หลากหลาย และนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้ว ก็สามารถสร้างตลาดที่ตอบโจทย์กลุ่มคนที่หลากหลายได้ไม่ต่างกัน ที่สำคัญความประณีต ความทุ่มเท และมุมมองใหม่ต่อนิยามของงานคราฟต์ จะยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้งานฝีมือในยุคปีพ.ศ. 2562 เป็นอีกหนึ่งแขนงที่น่าจับตามอง

ขอขอบคุณการเอื้อเฟื้อข้อมูลจาก London Craft Week, RÆBURN, Vanguard Court, Yinka Iloiri และ Arrange by Whatever Pieces Come Your Way

ขอขอบคุณรูปถ่ายจาก RÆBURN, oxo, Arranges by Whatever Pieces Come Your Way, Oliver Harty

ที่มาภาพเปิด : FB London Craft Week

เรื่อง : ณัฐา อิสระพิทักษ์กุล