“มันอาจจะฟังดูน่ากลัว แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่าถ้าเราไม่จัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อย่างจริงจัง ภายใน 10 ปีข้างหน้า เราจะเผชิญหน้ากับความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และส่งผลต่อการล่มสลายของมนุษยชาติ” เซอร์ เดวิด แอทเทนเบอเรอห์กล่าวในรายการโทรทัศน์ล่าสุดของ BBC ‘Climate Change - The Facts’ 

ภาพเปลวเพลิงที่ลุกโชนในป่าหลายแห่งทั่วโลกซึ่งเกิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น น้ำท่วมที่อยู่อาศัยริมฝั่งจนผู้คนในรัฐลุยเซียนาต้องอพยพออกนอกพื้นที่จากผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น หรือภาพค้างคาวนับหมื่นตัวที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ จากคลื่นความร้อนในออสเตรเลีย

...ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพหายนะที่ปรากฏอยู่ในสารคดีที่ชื่อว่า ‘Climate Change - The Facts’ ที่ดำเนินรายการโดย เซอร์ เดวิด แอทเทนเบอเรอห์ นักธรรมชาติวิทยา ชาวอังกฤษ วัย 92 ปี 

เซอร์ เดวิดใช้เวลากว่า 20 ปี ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้แก่บรรดาสัตว์ป่าและธรรมชาติ เขาเรียกร้องให้มนุษย์หันมาให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ผ่านสารคดีอันทรงพลังนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ‘Blue Planet' ที่กระตุ้นให้มนุษย์ตระหนักถึงความอันตรายของพลาสติกที่เราใช้ในชีวิตประจำวันต่อสัตว์ในมหาสมุทร หนังสือพิมพ์ทั่วโลกตีพิมพ์ภาพของวาฬตัวเขื่องที่ตายจากการกลืนกินพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้จำนวนมากเข้าไป และล่าสุด ‘Our Planet’ บน Netflix ที่พาเราไปชมธรรมชาติ ชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์แต่ละสายพันธุ์ การพึ่งพาอาศัยกันของสรรพชีวิต และผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

©Unsplash/Jason Blackeye

นักวิทยาศาสตร์ในสารคดี Climate Change - The Facts ได้กล่าวถึงต้นตอหลักที่ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น อันได้แก่ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน พลังงานเหล่านี้นอกจากจะมีจำกัดแล้ว ยังก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ที่ส่งผลทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและสร้างผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศทั้งทางบกและทางทะเล นั่นหมายความว่าสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกจะเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต ไม่เว้นแม้แต่ ‘มนุษย์’ 

นักวิทยาศาสตร์กล่าวเพิ่มเติมว่า “การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อสร้างพลังงานทดแทนจึงเป็นสิ่งที่ประเทศทั่วโลกต้องหันมาให้ความสำคัญ” และนอกจากการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดรอยเท้าคาร์บอน  (Carbon Footprint) แล้ว การสร้างเครื่องมือเพื่อมากำจัดปริมาณ

คาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์สร้างขึ้นก็เป็นอีกสิ่งที่จำเป็น และเครื่องมือที่ดีที่สุดในการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ก็คือ ‘ต้นไม้'

การมีนโยบายที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าจึงเป็นสิ่งที่รัฐต้องผลักดันให้เกิดอย่างเร่งด่วน

การกอบกู้โลกครั้งนี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ นักอนุรักษ์ นักการเมือง หรือซูเปอร์ฮีโร่คนไหนๆ แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน เรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็น 

  • การติดตั้งฉนวนกันความร้อนในบ้านเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องทำความร้อน
     
  • การลดการซื้อของที่ไม่จำเป็น เพราะทุกอย่างที่เราซื้อต่างสร้างรอยเท้าคาร์บอน ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงเสื้อผ้า หากจำต้องซื้อ ก็จงเลือกซื้อของที่มีคุณภาพ คงทน จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ 
     
  • ตระหนักถึงสิ่งที่เรารับประทาน ด้วยการ (1) กินอาหารที่ซื้อมาให้หมด (2) หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่ต้องเดินทางไกล (เช่น อาหารนำเข้า) และ (3) ลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์จากการทำฟาร์มแบบหนาแน่น (Intensive Farming) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการปล่อยก๊าซมีเทนออกมาในชั้นบรรยากาศ (งานวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่า หากเราปฏิบัติตามข้อแนะนำเกี่ยวกับอาหารทั้งสามข้อนี้ จะสามารถลดปริมาณรอยเท้าคาร์บอนเฉลี่ยต่อชาวอังกฤษ 1 คนได้ถึงประมาณ 2 ตัน) 
     
  • สุดท้ายช่วยกันส่งเสียงให้สังคมได้ยินและกดดันให้ภาครัฐกำหนดนโยบายและออกกฎหมายในการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง 
 

©commons.wikimedia.org

สาวน้อย เกรต้า ธันเบิร์ก นักรณรงค์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ ชาวสวีเดน ตัดสินใจออกมาชูป้ายเรียกร้องให้นักการเมืองและผู้คนหันมาแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ เสียงของเธอดังและแผ่ขยายไปทั่วโลก ส่งผลให้นักเรียนในประเทศต่าง ๆ กว่าแสนคน ออกมาร่วมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องมาตรการเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพจากรัฐบาลในประเทศของตัวเอง 

“พวกเราจะไปโรงเรียนทำไม ถ้าไม่มีอนาคต ทำไมเราต้องเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ ในเมื่อไม่มีใครใส่ใจกับข้อมูลที่สำคัญที่สุด” เกรต้ากล่าวถึงเหตุผลว่าทำไมเธอจึงเลือกที่จะออกมาเดินเรียกร้องแทนที่จะไปโรงเรียน 

เธออาจพูดถูก เพราะหากไร้ซึ่งอนาคตแล้ว สิ่งที่ทำในปัจจุบันก็ดูจะสำคัญน้อยลงไปทันที ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญ สำคัญกว่าใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะชนะการเลือกตั้ง หรือใครจะเลือกอยู่ฝั่งไหน เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาของมนุษยชาติ และบางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้คนทั้งโลกได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่ง ร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้น และกอบกู้บ้านที่ชื่อว่า ‘โลก’ ก่อนที่มันจะสายเกินไป... 

อาจจะฟังดูเลวร้าย แต่เซอร์ เดวิด แอทเทนเบอเรอห์ ได้ให้กำลังใจทุกคนโดยกล่าวว่า “มนุษย์ต้องไม่ยอมแพ้ เพราะเรายังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 10 ปีที่จะกอบกู้ความเสียหายนี้ขึ้นมาได้”

ใช่ค่ะ 10 ปี...

ที่มาภาพ : Unsplash/Jonathan Kemper

เรื่อง : ณฐภัทร อุรุพงศา