“หากมีอะไรสักอย่างที่นำมาใช้นิยามธรรมชาติของมนุษย์ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้ นั่นคือความอยู่ไม่สุขของเรา” ประโยคเปิดบทความ A Brief Visual History of Travel ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ gapyear.com เป็นไม่ต่างจากจุดเริ่มต้นในการย้อนกลับไปศึกษาเรื่องราวการเดินทางของมนุษย์ของเราเช่นกัน

ความอยู่ไม่สุขนั้นคือ “แรงกระตุ้นอันยากต้านทานให้เราเคลื่อนไหว เสาะหา และข้ามพรมแดนใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ และตอบสนองต่อสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นแบบเดียวกับที่ทำให้บรรพบุรุษของเราลงจากยอดไม้และเริ่มสำรวจผืนป่าเมื่อหกล้านปีก่อน”

แม้นักวิทยาศาสตร์จะค้นพบหลักฐานใหม่เมื่อไม่นานมานี้ว่า มนุษย์คนแรกอาจเป็นชาวยุโรป ไม่ใช่ชาวแอฟริกาอย่างที่เข้าใจกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การออกเดินทางของบรรพบุรุษเหล่านั้นต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐาน เพื่อสร้างรูปแบบของการเดินทางขึ้นใหม่

©wikipedia.org

อารยธรรมแสวงหา
น่าสนใจว่าเมื่อมนุษย์เริ่มเรียนรู้ที่จะปักหลัก-ตั้งถิ่นฐาน เปลี่ยนรูปแบบการหากินจากการเก็บของป่าล่าสัตว์มาเป็นการทำเกษตรกรรม แทนที่จะอยู่นิ่งๆ เรากลับขวนขวายที่จะออกเดินทางอีกครั้ง

เกษตรกรรมเปลี่ยนมนุษย์จากการอยู่เพื่อเอาตัวรอด เป็นการอยู่เพื่อใช้ชีวิต ส่วนเหลือที่ผลิตได้เอื้อให้มนุษย์สร้างสิ่งที่เรียกว่าอารยธรรมในที่สุด ก่อนเกิดประดิษฐกรรมอย่าง “ล้อ” และ “ใบเรือ” ที่พาพวกเขาออกเดินทางครั้งใหม่เพื่อสำรวจโลก สั่งสมทรัพยากร ค้าขาย ไปถึงการขยายผืนดินในครอบครอง

แต่ก็มีบางอารยธรรมที่ใช้การเดินทางเป็นมากกว่าการขยายดินแดนหรือการค้า ดังเช่นจิ๋นซีฮ่องเต้ผู้ปรารถนาที่จะมีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะ และส่งคนมากมายออกเดินทางเพื่อหายาอายุวัฒนะ จนต้องสังเวยชีวิตผู้คนมากมายรวมถึงเด็กไปเพื่อคว้าน้ำเหลว

ขณะที่จักรพรรดิฮั่นเกาจู่แห่งราชวงศ์ฮั่น ส่งคนไปสำรวจดินแดนทางตะวันตก จนเกิดเป็นการวางรากฐานเส้นทางการค้าประวัติศาสตร์ของโลก นั่นคือเส้นทางสายไหมที่ไม่ต่างจากประตูเชื่อมระหว่างอารยธรรมตะวันตกและตะวันออก อันหมายถึงการเชื่อมเข้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง หลังจากบรรพบุรุษแรกเริ่มของเราออกเดินทาง

จากจักรวรรดิสู่วัฒนธรรมตากอากาศ
การเดินทางไม่เพียงเป็นประตูสู่ความรู้ เป็นเส้นทางการค้า หรือเป็นการสั่งสมทรัพยากร แต่ท้ายที่สุดแล้วมันยังเป็นฐานรากของอำนาจที่แพร่ไปกว้างใหญ่ไพศาล เมื่ออารยธรรมขยายขนาดขึ้นเป็นจักรวรรดิ

โดยเฉพาะจักรวรรดิโรมัน ที่แม้จะล่มสลายไปนานแล้ว แต่คำกล่าวที่บอกว่า “ถนนทุกส่ายมุ่งสู่กรุงโรม” ยังคงอยู่ คำกล่าวนี้ไม่เพียงอุปมาอุปไมยถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความจริงที่ว่าการสร้างถนนจำนวนมากเกิดขึ้นในยุคนั้นด้วย

นอกจากถนนที่มุ่งสู่โรมจะหมายถึงเส้นทางการค้าและการทหาร มันยังหมายถึงการเริ่มต้นของวัฒนธรรม “ตากอากาศ” ที่ชาวโรมผู้มั่งมีจะสร้างวิลล่าไว้ในเมืองริมฝั่งทะเลอย่างปอมเปอีหรือคาปรีอีกด้วย

แต่ไม่มีการเดินทางใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการเดินทางเพื่อ “ศรัทธา” ไม่ว่าจะเป็นการจาริกแสวงบุญของชาวคริสต์ อิสลาม หรือฮินดู ไปจนถึงการเดินทางเพื่อทำสงครามศาสนา อันหมายถึงการเคลื่อนย้ายไพร่พลครั้งใหญ่ทั้งทางบกและทางน้ำ

ระหว่างที่สงครามครูเสดครั้งสุดท้ายกำลังขับเคี่ยวกันอยู่ ก็เกิดมีอำนาจใหม่ผุดขึ้นมาทางตะวันออก และแผ่ไพศาลจนกลายเป็นจักรวรรดิที่ครอบครองผืนดินหนึ่งในสี่ของโลก ซึ่งถือว่าเป็นอาณานิคมที่ใหญ่ที่สุดจนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือ จักรวรรดิมองโกล

ก่อนที่มาร์โคโปโล ผู้อาจจะเคยอาศัยอยู่ในจักรวรรดิมองโกลจริงหรือไม่จริงก็ตาม จะเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญและพาโลกเข้าสู่ยุคแสวงหา อันถือเป็นยุคทองของการสำรวจและเดินทาง

เดินทางเพื่อกลับไปหาโลกคลาสสิก
จากมาร์โคโปโลผู้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวรรดิมองโกล สู่วาสโกดากามาผู้เปิดประตูสู่อินเดียและโคลัมบัสผู้ค้นพบทวีปอเมริกาอันไม่ต่างจากโลกใหม่ โลกเข้าสู่ยุคแสวงหาอย่างเป็นทางการ

ขณะที่การค้นพบของนักแสวงหาส่งผลต่อการจัดเรียงความสัมพันธ์บนโลกนี้กันใหม่ด้วยการค้า ไปจนถึงการค้าทาส ความเหลือเฟือและกระแสการกลับไปหาความดีงามของยุคคลาสสิกที่เรียกว่าแรเนอซองส์ทำให้ชายหนุ่มผู้มั่งคั่งชาวยุโรปเลือกที่จะเดินทางเพื่อเปิดโลกทัศน์ด้วยอดีต เกิดเป็นการเดินทางที่เรียกว่า “แกรนด์ทัวร์” ซึ่งทำหน้าที่ไม่ต่างจาก Gap year ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่เลือกใช้เวลาราวหนึ่งปีหลังจบมัธยมออกเดินทางเรียนรู้โลกกว้างก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันของ Francis Basset โดย ศิลปินชาวอิตาลี Pompeo Batoni 

ประวัติศาสตร์ของแกรนด์ทัวร์เริ่มต้นราวกลางศตวรรษที่ 17 เมื่อชายหนุ่มจากชนชั้นสูงของอังกฤษเริ่มเดินทางข้ามช่องแคบโดเวอร์ไปสำรวจดินแดนฝั่งยุโรป ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปหาการศึกษาแบบยุคคลาสสิก สำรวจร่องรอยของสถาปัตยกรรมกรีกโบราณและประวัติศาสตร์ยุคโรมัน เยี่ยมชมงานของศิลปินชั้นบรมครูอย่างดา วินชี และมิเคลันเจโล ไปจนถึงใช้โอกาสในการฝึกฝนภาษาอื่นตลอดจนเรียนรู้มารยาทและวัฒนธรรม และที่สำคัญคือการสร้างเน็ตเวิร์กกับคนกลุ่มเดียวกันในยุโรป

การเดินทางของชายหนุ่มเหล่านี้จะมีผู้นำทางและคนติดตามจำนวนมากเพื่อแบกหามข้าวของ กล่าวได้ว่าเป็นการเดินทางกันแบบ “แกรนด์ๆ” ไม่ใช่แบกเป้ท่องโลกเพียงลำพังอย่างหนุ่มสาวในทุกวันนี้ หมายเหตุว่าเส้นทางสมัยก่อนก็ไม่ได้เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนสมัยนี้เช่นกัน

ปฏิวัติอุตสาหกรรมและสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
การปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่เพียงเปลี่ยนรูปแบบการผลิต แต่ยังสร้างให้เกิดการเดินทางในรูปแบบใหม่นั่นคือ รถไฟ และเรือกลไฟ

และเปิดโอกาสให้โธมัส คุก ชายชาวอังกฤษเริ่มบริการท่องเที่ยวของเขา ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1841 คุกมีเหตุให้ต้องไปประชุมในเมืองเลสเตอร์ การที่เขาต้องเดินเท้าเป็นระยะทางหลายไมล์เพื่อไปถึงที่ประชุมทำให้เกิดเป็นไอเดียในการเช่าเหมารถไฟสำหรับการประชุมครั้งต่อไป พร้อมกับเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้ผู้เข้าประชุม โดยมีค่าใช้จ่ายหนึ่งชิลลิ่งสำหรับตั๋วไปกลับรวมอาหาร และคุกได้ส่วนแบ่งจากการจัดการครั้งนี้ ก่อนเขาจะพัฒนามันจะเป็นธุรกิจตัวแทนท่องเที่ยวรายแรกของโลก ที่พานักท่องเที่ยวไปยังสก็อตแลนด์ เลยไปถึงยุโรป อียิปต์ จนถึงอเมริกา

ต่างกับแกรนด์ทัวร์ที่มีเฉพาะชายหนุ่มผู้มีอันจะกินจะเข้าถึงได้ ทัวร์ของคุกนอกจากชนชั้นสูงแล้วยังมีลูกค้าสำคัญคือชนชั้นกลางที่เบ่งบานในเวลานั้น

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ มันเป็นครั้งแรกในโลกที่การเดินทางไม่ได้มีวัตถุประสงค์อะไรมากไปกว่าการเดินทาง หากนั่นจะช่วยให้เราเข้าใจนิยามของการท่องเที่ยว และการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ทำมูลค่ามหาศาลในปัจจุบัน

Fly me to the moon
จากรถไฟและเรือกลไฟ เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 สิ่งที่เปลี่ยนโฉมการเดินทางของโลกก็คือเครื่องบิน

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินที่ทะยานขึ้นฟ้าเครื่องแรก เครื่องบินพาณิชย์ลำแรก การเดินทางข้ามทวีปทางอากาศสำเร็จเป็นครั้งแรก ไปจนถึงเครื่องบินรบที่มีบทบาทอย่างสูงในช่วงสงครามโลก

ก่อนจะพัฒนาเป็นยานอวกาศที่ทำให้มนุษย์เริ่มต้นการสำรวจครั้งใหม่ ข้ามพรมแดนขอบฟ้าไปไกลถึงนอกโลก และกำลังจะพามนุษย์ผู้มีอันจะกินเดินทางท่องเที่ยวในแบบใหม่อีกครั้ง หรืออาจจะพามนุษย์อพยพย้ายถิ่นฐานในวันที่โลกไม่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยอีกต่อไป ฟังดูแล้วไม่ต่างจากวันแรกที่มนุษย์เริ่มออกเดินทางสักเท่าไรเลย

แต่ก็คงจะจริงอย่างว่า ความอยู่ไม่สุขจะพาเราข้ามพรมแดนใหม่ไม่รู้จบ

ที่มาภาพเปิด: Unsplash/Heidi Sandstrom

ที่มา: gapyear.com

เรื่อง Little Thoughts