ว่ากันว่าธรรมชาติมอบพลังให้ร่างกายและจิตใจมนุษย์เสียมากมาย เป็นพลังที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ร่างกายจะตอบสนองและแสดงออกให้รู้เองว่ามันเป็นผลดีมากแค่ไหน ดังที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า “มองลึกลงไปในธรรมชาติ แล้วเราจะเข้าใจทุกอย่างได้ดีขึ้น (Look deep into nature, and then you will understand everything better.)”  

คนเมืองส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่ในป่าคอนกรีตแทบทุกช่วงเวลาของชีวิต เต็มไปด้วยความวุ่นวายจากมลภาวะสารพัดรูปแบบ ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็วิ่งวุ่นเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นยาบำบัดชั้นดีแถมไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมอ้าแขนยินดีจะรักษาเรา หากเราดูแลและรักษามันเช่นเดียวกัน นั่นคือ ‘ธรรมชาติ’

อาบป่า หรือ Forest Bathing ในภาษาอังกฤษ-อเมริกัน หรือ Forest Therapy ในภาษาอังกฤษแบบสหราชอาณาจักร เป็นศาสตร์ที่ถูกคิดค้นและมีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่นตั้งแต่ยุค 801 แผ่วงกว้างมากมายในนานาประเทศทั่วโลก ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ‘ชินริน-โยกุ’ ที่มาจากคำว่า ชินริน แปลว่าป่า ส่วนโยกุ แปลว่าการอาบน้ำ หลายคนอาจนึกภาพถึงการไปแช่น้ำในสระหรือการไปเล่นน้ำตกทำนองนั้น แต่เปล่าเลย การอาบป่าไม่ใช่เป็นการไปอาบน้ำในป่าในเขาแต่อย่างใด แต่เป็นการพาร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยไปพักผ่อนโดยการเข้าใกล้เพื่อสัมผัสธรรมชาติมากขึ้น เป็นหนทางการเยียวยาร่างกายและจิตใจอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นคนไม่เคยเดินป่าหรือไม่ชอบเดินป่าเลย ก็จะไม่เป็นปัญหาใด ๆ กับศาสตร์การอาบป่านี้ เพราะว่าไม่จำเป็นจะต้องเดินจ้ำอ้าวเหมือนเดินป่าหรือปีนเขา หากแต่เป็นการทอดน่องและค่อย ๆ สัมผัสซึมซับกับธรรมชาติให้รู้สึกและรับรู้ถึงการเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกัน

เมื่ออยู่ในป่า ลองหลับตาลง ฟังเสียงธรรมชาติจากการพลิ้วไหวของใบไม้ นกคุยกันเจื้อยแจ้ว น้ำไหลเอื่อย ๆ หรือลมโชยอ่อน ๆ แล้วจะพบว่าทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ เวลาที่ตาเรามองไม่เห็นจะเป็นช่วงที่เราได้เปิดใช้งาน ‘สัญชาตญาณ’ และ ‘ประสาทสัมผัส’ ที่ทุกวันนี้กลายเป็นสิ่งที่เราแทบจะลืมมันไป จับเสียงของสรรพสิ่งในป่า สูดไอดินกลิ่นต้นไม้  สัมผัสก้อนหินที่แน่นิ่งราวกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในขณะเดียวกันก็ได้สังเกตสิ่งมีชีวิตน้อย ๆ ที่ปกติแล้วอาจจะถูกมองข้ามไป เช่น ปลาตัวจิ๋วที่ว่ายเวียนเป็นฝูงอยู่ในน้ำ หรือจิงโจ้น้ำที่คอยเคลื่อนไหวแบบขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อหาอาหารกินบนผิวน้ำ หากโชคดีสักหน่อยบางทีอาจได้พบสิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติ อย่างลูกไม้ที่หล่นโปรยปรายลงมาดังสายฝนยามลมพัด ที่ไม่สามารถพบได้จากในเมือง สิ่งวิเศษพวกนี้ธรรมชาติพร้อมจะมอบให้เสมอเพียงแค่เราก้าวเท้าเข้าป่า

และยาตัวสำคัญที่ป่ามอบให้เราก็คือไฟทอนไซด์ (Phytoncide) มาจากภาษากรีก คำว่า ไฟโต (phyto) แปลว่าต้นไม้ และไซด์ (cide) แปลว่าการกำจัด ไฟทอนไซด์คือน้ำมันหอมระเหยที่บรรดาต้นไม้ปล่อยออกมาเพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคเชื้อราและเหล่าแมลงร้าย ทว่าธรรมชาติไม่ได้เห็นแก่ตัวขนาดนั้น ต้นไม้ก็ป้องกันเราเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อเราสูดอากาศสด ๆ จากในป่าก็จะได้รับสารตัวนี้เข้าไปด้วย ไฟทอนไซด์นี่แหละที่เป็นตัวช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นและดีต่อเราอย่างที่สุด และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งดี ๆ ที่ป่ามอบให้เรา

หากตารางเวลาแน่นจนไม่สามารถเจียดเวลาไปเดินในป่า ลองปลีกตัวไปเดินสวนสาธารณะในเมืองก็เป็นตัวสำรองที่ไม่เลวทีเดียว แล้วเราจะพบว่าพลังแห่งธรรมชาติมหัศจรรย์เพียงใด

 
  • เชื่อไหมว่าแค่อยู่ในป่าเพียง 15 นาที ก็มีพลังมากพอที่เราจะอยู่ไปได้ทั้งเดือนแล้ว
  • แนะนำว่าควรอาบป่าเดือนละครั้ง จะช่วยเพิ่มพูนภูมิคุ้มกันได้อย่างเพียงพอ
 
 

วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว ‘ธรรมชาติคือยาที่ดีที่สุด’
ยาขนานนี้หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน ช่วยฟื้นฟูเรามากมาย อาจจะใช้เวลาสักหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปราวกับเวทมนตร์ 

  • ต่อสู้กับโรคร้ายอย่างมะเร็งได้ดี โดยไฟทอนไซด์จะช่วยเพิ่มเซลล์เพชฌฆาต (NK cell หรือ Natural Killer cell) ที่เป็นตัวทำลายเซลล์มะเร็งตัวสำคัญ
  • แก้ซึมเศร้า เยียวยาสุขภาพจิต จากแบคทีเรียที่อยู่ในดินที่เรียกว่า ‘ไมโครไบโอม (Microbiome)’ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
  • เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น ลดความดันเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความเครียด แม้แต่ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น 
  • ฯลฯ

หลังจากกลับมาจากการอาบป่า ลองสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ดูว่า ‘ป่ารักษาอะไรเราบ้าง’

 

ปี 1982 โทโมะฮิเดะ อากิยามะ รัฐมนตรีกระทรวงการเกษตร ป่าไม้ และประมงประจำประเทศญี่ปุ่น ผลักดันศาสตร์การอาบป่าให้ประชาชนใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าและใช้เป็นวิธีการรักษา บำบัดร่างกายตัวเองด้วยธรรมชาติ

ขอขอบคุณทริปอาบป่าจาก Trekkingthai

ที่มา
หนังสือ “The healing magic of forest bathing” โดย Julia Plevin
หนังสือ “Forest Therapy: seasonal ways to embrace nature for happier you” โดย Sarah Ivens
บทความ “การรักษาโรคมะเร็งโดยใช้เซลล์เพชฌฆาต” จาก veritalife.com

เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร