“ในยุคแห่งความเร่งด่วน ไม่มีสิ่งใดที่จะน่าสุขใจมากไปกว่าการดำเนินไปช้า ๆ ในยุคแห่งความไขว้เขว ไม่มีอะไรที่จะหรูหราไปกว่าการให้ความสนใจ และในยุคของการเคลื่อนไหว ไม่มีอะไรจำเป็นมากไปกว่าการนั่งนิ่งๆ”

คือคำกล่าวของปิโก ไอเยอร์ (Pico Iyer) นักเขียนชาวอังกฤษ ผู้คร่ำหวอดด้านวัฒนธรรมต่างแดนและนักเขียนเชิงสารคดีท่องเที่ยว แต่หลังจากที่เขาเรียกตัวเองว่าเป็นนักเดินทางมาทั้งชีวิต เขากลับกล่าวในเวทีเท็ดทอล์กไว้ว่า ไม่มีอะไรมีค่าไปกว่าการสงบนิ่งและไม่ต้องไปไหน เพื่อถอยออกมาพิจารณาถึงความหมายของชีวิต นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดไม่น้อยว่า หากการอยู่นิ่งๆ และไม่ต้องไปไหนมีคุณค่ามากกว่าการออกเดินทาง แล้วเราจะแสวงหาการเดินทางไปเพื่ออะไร

Something from going SOMEWHERE
คงจะเป็นการด่วนสรุปเกินไปหากจะบอกว่าการเดินทางนั้นไร้คุณค่า เพราะในแง่ของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องวันหยุด (ในที่นี้หมายถึงการออกเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุด) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก1 ที่ได้ศึกษาถึงความสำคัญของทริปวันหยุดและผลประกอบการของบริษัท พบว่า ผู้บริหารระดับ CEO มักเลือกเดินทางพักผ่อนในช่วงที่หุ้นของบริษัทกำลังอยู่ในช่วงขาลง แต่หลังจากที่ CEO กลับมาจากทริป ราคาหุ้นในบริษัทจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสรุปได้สั้นๆ ว่าทริปวันหยุดจะช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจในเรื่องการตลาดได้ดีขึ้น หรือผลการศึกษาจากโครงการ “Time Off’s State of American Vacation 2016” ยังพบอีกว่า พนักงานชาวอเมริกันที่ใช้สิทธิลาวันหยุดเกิน 10 วันจะมีโอกาส 65.4% ที่จะได้ขึ้นเงินเดือนและรับโบนัส ขณะที่พนักงานที่ใช้สิทธิลาน้อยกว่า 10 วันจะมีโอกาสเพียง 34.6% เท่านั้น ผลการวิจัยที่เยอรมนี2 ก็เช่นกัน เมื่อนักวิจัยพบว่ากลุ่มคุณครูที่มีโอกาสออกเดินทางในวันหยุดจะรู้สึกผูกพันกับงานเพิ่มขึ้นและรู้สึกหมดไฟกับการทำงานน้อยลง แต่ข่าวร้ายก็คือ ความรู้สึกดีเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปในเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น แถมนักวิจัยอีกกลุ่มยังสรุปอีกว่าหากคนทำงานได้รับประสบการณ์ที่สุดแสนประทับใจระหว่างทริปการเดินทางก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะรู้สึกดีเพิ่มขึ้นเมื่อกลับมาทำงาน เพราะเพื่อนร่วมงานไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกร่วมเหล่านี้ได้ ซึ่งบางทีการอยู่แฮงก์เอ้าท์กับเพื่อนๆ ในวันหยุดแทนที่จะออกไปเที่ยวอาจสร้างความรู้สึกดีได้มากกว่าเสียอีก 

และดูเหมือนว่าสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าการออกเดินทางในวันหยุดสามารถสร้างความสุขได้ก็คือ การวางแผนและความรู้สึกก่อนออกเดินทางที่มอบความรู้สึกตื่นเต้น และความคาดหวังที่จะได้เผชิญเรื่องราวผจญภัยซึ่งรอคอยอยู่ข้างหน้าเท่านั้น เพราะผลการศึกษาเรื่อง “Vacationers Happier, But Most Not Happier After a Holiday” ยืนยันว่าแม้ก่อนออกเดินทางผู้ที่กำลังจะไปพักผ่อนในวันหยุดจะรู้สึกมีความสุขมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ไป แต่หลังกลับมาจากทริป ระดับความสุขของคนที่ออกเดินทางไปพักผ่อนกับผู้ที่ไม่ได้ไปกลับไม่ต่างกันเลย ผลการศึกษานี้ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่า หากเราแค่ได้วางแผนไปเที่ยวชมซากุระในโอซาก้าช่วงซัมเมอร์นี้จะมีความสุขกว่าการได้ไปเห็นซากุระจริงๆ หรือไม่

Something from going NOWHERE
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของหลักการใช้ชีวิต ชาวอิตาเลียนมีหลักการคิดหนึ่งที่ชื่อว่า “Dolce Far Niente” หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “The Sweetness of Doing Nothing” (ความสุขของการไม่ต้องทำอะไร) มันคือการดื่มด่ำและรู้สึกพอใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ต้องพยายามแสวงหาสิ่งอื่นใดเพิ่มเติม เช่น การจิบไวน์ขณะดูพระอาทิตย์ตกอยู่ที่บ้าน การเปิดเพลงและเต้นตามจังหวะในห้องนอน หรือการใช้เวลาอยู่กับเพื่อนฝูงในคาเฟ่ ฯลฯ (แต่ไม่ได้หมายถึงการเล่นโซเชียลมีเดียโดยไม่ทำอะไร เพราะแทนที่จะรู้สึกพอใจในช่วงเวลาพักผ่อน จะกลับทำให้รู้สึกวุ่นวายใจเสียมากกว่า) 

โดยหลักการคิดของการมีความสุขโดยไม่ต้องทำอะไรนี้ เคยฮอตฮิตในหมู่ชาวอเมริกันเป็นอย่างมากในช่วงปี 2007 หรือช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่ส่งผลให้ประชาชนไม่มีเงินมากพอที่จะออกไปเที่ยวไกลๆ ชาวอเมริกันจึงปรับใช้หลักคิดของชาวอิตาเลียนนี้และเรียกใหม่ว่า “Staycation” หรือการเที่ยวอยู่บ้านและละแวกบ้านด้วยมุมมองใหม่ที่ปกติไม่เคยทำ เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับงาน เช่น ใช้เวลาอ่านหนังสือหรือดูหนัง ลองทำสูตรอาหารใหม่แล้วออกไปปิกนิกที่สวนใกล้บ้าน หรือการนอนเล่นเฉยๆ ก็ไม่ถือว่าผิดกฎแต่อย่างใด เพราะหลักการเที่ยวแบบอยู่บ้านก็คือการไม่มีหลักการ ขึ้นอยู่กับว่าคุณพึงใจที่จะทำหรือไม่ทำอะไร มีกฎสำคัญเพียงสองข้อเท่านั้นที่จะทำให้คุณรู้สึกมีความสุขกับการเที่ยวอยู่บ้านได้มากที่สุด นั่นคือ การเอ็นจอยเดอะโมเมนต์ และ ความรู้สึกสบายเมื่อต้องอยู่กับตัวเอง เพราะคงเหมือนอย่างที่ปิโก ไอเยอร์กล่าวขยายความถึงความสำคัญในการอยู่นิ่งๆ เอาไว้ว่า “…ไม่มีที่ใดจะอัศจรรย์ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเห็นมันด้วยมุมมองที่คู่ควร หากคุณเอาคนขี้โมโหไปหิมาลัย เขาก็จะเริ่มบ่นเรื่องอาหาร และผมพบว่า วิธีที่ดีที่สุดที่สามารถพัฒนาทัศนะและซาบซึ้งกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ก็คือไม่ต้องไปไหน แค่นั่งนิ่งๆ… เพื่อจะค้นหาว่าอะไรให้แรงผลักดันคุณมากที่สุด เพื่อที่จะระลึกว่า ความสุขอันจริงแท้ของคุณนั้นอยู่ที่ใด…”

Sometimes We Should Do Both
“ถ้ามีโอกาส จงเดินทาง” เพราะในความเห็นของนักปรัชญา ตั้งแต่นักบุญออกัสติน ก็เคยเปรียบเปรยเอาไว้ว่า “โลกคือหนังสือ ผู้ที่ไม่ได้เดินทางเรียนรู้แค่หน้าเดียว” หรือรุสโซ นักปรัชญาชาวสวิสที่เลือกเดินทางด้วยเท้าไปทั่วยุโรปก็เคยบอกเอาไว้ว่า การเดินทางเป็นส่วนสำคัญของการเติบโต จุดประสงค์ของการเดินทางคือการเรียนรู้และเข้าใจผู้คนและวัฒนธรรมในส่วนที่เหมือนและต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคย แต่หากคุณไม่ได้มีเวลามากพอจะเดินทางนานๆ เพื่อซึมซับวัฒนธรรมต่างแดน นักจิตวิทยา3 ก็แนะนำว่าให้ออกไปท่องเที่ยวธรรมชาติในวันหยุด เพราะความรู้สึกทึ่งในความสวยงามและพลังของธรรมชาติจะช่วยให้มนุษย์ตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมได้ดีขึ้นและช่วยทำให้เราใจกว้างมากขึ้นอีกด้วย

“ถ้ามีเวลา จงอยู่เฉยๆ” เพราะงานวิจัยทางจิตวิทยา4 ชี้ว่าการไม่ทำอะไรถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพื้นที่ของความคิดสร้างสรรค์ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการได้สัมผัสถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างไม่จำกัด อย่างเช่นที่ไอแซก นิวตันใช้เวลานั่งเล่นอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ลและฉุกคิดเรื่องกฎของแรงโน้มถ่วงได้ หรือที่อาร์คิมิดีสรู้สึกผ่อนคลายขณะแช่น้ำและอยู่ๆ ก็คิดหาค่าความถ่วงจำเพาะของวัตถุได้สำเร็จ จนร้องออกมาด้วยความยินดีว่า ยูเรก้า! หรืออย่างที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ชอบมองดูท้องฟ้าเป็นเวลานานๆ และขบคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ จนกลายเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก


1จากงานวิจัย Tailspotting: Identifying and profiting from CEO vacation trips (มกราคม 2013)
2จากงานวิจัย How long do you benefit from vacation? A closer look at the fade‐out of vacation effects (มกราคม 2011)
3งานวิจัย Awe, the Small Self, and Prosocial Behavior (2015)
4งานวิจัย Doing Nothing and Nothing to Do: The Hidden Value of Empty Time and Boredom (2014)

ที่มาภาพ: Unsplash/Anete Lusina

ที่มา:
บทความ “The Most Relaxing Vacation You Can Take Is Going Nowhere At All” (กรกฎาคม 2018) จาก qz.com
บทความ “The Scientifically Proven Way To Have The Best Vacation Ever” (กรกฎาคม 2015) จาก fastcompany.com
พอดแคสต์  "What Science Says About Taking A Great Vacation" จาก npr.org
วิดีโอ “The art of stillness” (พฤศจิกายน 2014) โดย Pico Iyer จาก ted.com
หนังสือ “”Why Grow up?” (หน้า 134-145) โดย Susan Neiman (แปลโดย โตมร ศุขปรีชา)

เรื่อง: วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ