มันเคยเป็นเมนูฟาสต์ฟู้ดที่มีชื่อว่า ดิอริสโตแครต (The Aristocrat) อืม…

อย่าว่าแต่คนต่างชาติเลย แม้แต่คนอเมริกันเองเมื่อได้ยินชื่อเมนูใหม่ที่เสิร์ฟในร้านแมคโดนัลด์สาขาชานเมืองพิตต์สเบิร์ก ยังรู้สึกว่านอกจากเรียกยาก ยังเข้าใจยากด้วย 

มันล้มเหลว ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น เบอร์เกอร์ริบบิ้นสีฟ้า (Blue Ribbon Burger) ซึ่งแม้จะง่ายขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ปังเท่ากับชื่อที่สาม…บิ๊กแมค (Big Mac)

©McDonald

เมื่อได้ชื่อที่เรียกง่ายและเข้าใจได้ทันที ทั้งยังไปกันได้อย่างดีกับเบอร์เกอร์สองชั้นที่มีขนมปังคั่นตรงกลาง เมนูใหม่ที่เปลี่ยนมาทดลองวางขายที่ร้านสาขาเมืองยูเนียนทาวน์นี้ก็พุ่งทะยาน และกลายเป็นเมนูหลักของร้านแมคโดนัลด์ทั่วอเมริกามาตั้งแต่ปี 1968

จากวันนั้นบิ๊กแมคทำยอดขายถล่มทลายให้กับแมคโดนัลด์มาจนถึงวันนี้ (เป็นรองก็เพียงเฟรนช์ฟรายส์) ในปี 2007 แมคโดนัลด์ถึงกับเปิด “พิพิธภัณฑ์บิ๊กแมค” ในรัฐเพนซิลเวเนีย เพื่อฉลองวาระครบสี่สิบปีสำหรับเมนูนี้เลยทีเดียว

©yesshewentthere.com

ไม่เพียงเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของแมคโดนัลด์ แต่บิ๊กแมคยังมีความสำคัญระดับสัญลักษณ์ของทุนนิยมอเมริกัน ขณะที่นิตยสารอย่าง ดิอีโคโนมิสต์ใช้ราคาขายบิ๊กแมคของแมคโดนัลด์เป็นค่าอ้างอิงในการเปรียบเทียบค่าครองชีพในประเทศต่างๆ (หากอยากรู้ว่าค่าครองชีพในประเทศไทยเปรียบกับประเทศอื่นเป็นอย่างไร ดูดัชนีบิ๊กแมคปี 2019)

แต่ประเด็นของทั้งหมดที่เล่ามานี้อยู่ที่ว่า บิ๊กแมคไม่ใช่เมนูเบอร์เกอร์สองชั้นเมนูแรกของโลก!

เพราะการเกิดขึ้นของบิ๊กแมค (หรือในชื่อแรกว่าดิอริสโตแครต) นั้นเป็นเมนูที่คิดขึ้นเพื่อต่อกรกับเมนูซิกเนเจอร์ของคู่แข่งอย่างบิ๊กบอย (Big Boy) ต่างหาก 

หากจะถามว่าแฮมเบอร์เกอร์บิ๊กบอยมีหน้าตาอย่างไร มันก็คือเบอร์เกอร์สองชั้นที่คล้ายกันกับบิ๊กแมคนั่นแหละ (และคล้ายกับบิ๊กคิงของเบอร์เกอร์คิงด้วย)

มันคือเมนูออริจินัล และมันเริ่มต้นจากความคิดขี้เล่นของเจ้าของ เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1937 เมื่อลูกค้าถามบ็อบ เวียน เจ้าของร้าน Bob’s Pantry ในเมืองเกลนเดล รัฐแคลิฟอร์เนียว่ามีอะไรพิเศษๆ กินบ้างไหม บ็อบจึงเกิดไอเดียสร้างสรรค์เมนูใหม่ของเขาขึ้นมา โดยตั้งใจที่จะทำให้มันดูตลก “คล้ายกับหอเอน” และตั้งชื่อให้กับเมนูใหม่นี้ว่าบิ๊กบอย ก่อนที่ชื่อบิ๊กบอยจะกลายเป็นชื่อร้านที่มีสาขาทั่วอเมริกาในเวลาต่อมา

©twitter.com/ItsYourBigBoy

ในปัจจุบัน บิ๊กบอยมีสาขา 77 แห่งในอเมริกา และ 279 แห่งในญี่ปุ่น ส่วนแมคโดนัลด์มีสาขากว่าสามหมื่นแห่งทั่วโลก แม้บิ๊กบอยจะเป็นเบอร์เกอร์สองชั้นต้นตำรับที่มีสโลแกนว่า “ใหญ่เป็นสองเท่า อร่อยเป็นสองเท่า” แต่สำหรับบิ๊กแมค มันคือการพิสูจน์ด้วยยอดขายหลักหลายร้อยล้านจนถึงพันล้านชิ้นต่อปี

บางครั้ง มันก็ไม่ใช่การลอกกันตรงๆ แต่เป็นการซื้อผลิตภัณฑ์ออริจินัลมาเปลี่ยนชื่อ ดังตัวอย่างเช่นบาร์บี้กับเลโก้

ก่อนที่โลกจะรู้จักบาร์บี้ เคยมีตุ๊กตาแฟชั่นหน้าตาพิมพ์เดียวกันกับบาร์บี้มาก่อน เธอมีชื่อว่า Bild Lilli ซึ่งมาจากตัวการ์ตูนชื่อลิลลีที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ Bild ของเยอรมัน ตุ๊กตาดังกล่าวทำจากโพลิเมอร์ และขายคู่กับเครื่องแต่งกายตามสมัยนิยมในขณะนั้น นั่นคือแฟชั่นทศวรรษ 1950

บาร์บี้ (ซ้าย) และ ลิลลี (ขวา)
©Wikimedia Commons

ลิลลีเป็นแรงบันดาลใจให้รูธ แฮนด์เลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแมทเทล ธุรกิจของเล่นสัญชาติอเมริกัน ซื้อลิขสิทธิ์ตุ๊กตาลิลลี และสร้างมันขึ้นใหม่เป็นตุ๊กตาที่มีชื่อว่าบาร์บี้ตามลูกสาวของเธอ ขณะที่ตุ๊กตาลิลลีที่เคยมีการผลิตออกมากว่าแสนตัวก่อนถูกซื้อลิขสิทธิ์นั้นกลายเป็นของสะสมราคาหลายพันยูโรในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกัน ตุ๊กตาบาร์บี้ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากตุ๊กตาลิลลี ก็ส่งแรงบันดาลใจทอดต่อไปให้กับหญิงสาวที่ต้องการแปลงโฉมเป็นบาร์บี้ โดยเฉพาะการศัลยกรรมจมูกให้เป็นทรงบาร์บี้ไลน์ในปัจจุบัน

เรื่องราวของเลโก้มีรายละเอียดมากกว่าบาร์บี้นิดหน่อย รวมถึงคำถามเชิงศีลธรรม

ก่อนหน้าที่โลกจะรู้จักตัวต่อเลโก้ ตัวต่อชนิดนี้คือของเล่นที่ผลิตโดยบริษัทสัญชาติอังกฤษ Kiddicraft ซึ่งออกวางจำหน่ายครั้งแรกช่วงหลังสงครามโลก มันเป็นที่รู้จักเมื่อได้ไปโชว์ตัวที่งาน Earl’s Court Toy Fair และพิพิธภัณฑ์เด็กวิกตอเรียและอัลเบิร์ตถึงกับจัดให้เป็น “ของเล่นที่เด็กๆ ต้องมี” ประจำทศวรรษ 1940 

©flickr.com/Ryan Howerter

เมื่อโอเล่ เคิร์ก คริสเตียนเซ่น (Ole Kirk Christiansen) เจ้าของบริษัทเลโก้ชาวเดนมาร์กได้รับตัวอย่างตัวต่อ Kiddicraft จากซัพพลายเออร์ผู้ขายเครื่องฉีดพลาสติกชาวอังกฤษ และเห็นถึงศักยภาพทางการตลาดของมัน จึงลองปรับแต่งของเล่นดังกล่าวและผลิตออกวางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1949 ก่อนวางจำหน่ายในอังกฤษอันเป็นบ้านของ Kiddicraft ในปี 1960 แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องรอหลังจากนั้นอีกราวยี่สิบปี ที่เลโก้จะเข้าถือลิขสิทธิ์การผลิต Kiddicraft อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา อาจไม่มีอะไรจริงจังไปกว่าการลอกกันไปมาอย่างดุเดือดของสองยักษ์ใหญ่ในจักรวาลคอมิค: ดีซี กับ มาร์เวล

แม้ตัวละครจะถอดกันออกมาราวกับเป็นพี่น้องฝาแฝด แต่ดูเหมือนว่าใครลอกใครจะไม่สำคัญเท่ากับใครทำได้ดีกว่า จนถึงจุดหนึ่งกลายเป็นว่าถ้าอีกฝ่ายมี อีกฝ่ายก็ต้องมี อย่าเรียกว่าลอกดีกว่า เรียกว่าเข็นออกมาวัดกำลังกันทีละคู่ จนกลายเป็นวิถีใหม่แห่งการต่อสู้ในจักรวาลคอมิค ที่นับคะแนนกันไปทีละยก

นามอร์ (ซ้าย) และ อควาแมน (ขวา)
©DC COMICS/MARVEL COMICS

ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์แมน (ดีซี, 1938) กับ แกลดิเอเตอร์ (มาร์เวล, 1977); แคทวูแมน (ดีซี, 1940) กับ แบลคแคท (มาร์เวล, 1979); นามอร์ (มาร์เวล, 1939) กับ อควาแมน (ดีซี, 1941); เดอะแฟลช (ดีซี, 1940) กับ ควิกซิลเวอร์ (มาร์เวล, 1964) ไปจนถึงดาร์กไซด์ (ดีซี, 1970) กับ ธานอส (มาร์เวล, 1973) และอีกหลายคู่ 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเริ่มต้น ณ จุดแรกอาจเป็นเรื่องดี แต่บางทีมันก็วัดกันที่จุดสุดท้าย

ที่มา
บทความ What products that were complete knock offs made more money than the original? โดย Akshay Sirsalewala จาก quora.com
บทความ 14 Things You Never Knew About the McDonald’s Big Mac โดย Meghan Jones จาก rd.com
บทความ DC vs Marvel: Who’s The Real Copycat? โดย Chino จาก wereblog.com

เรื่อง : Little Thoughts