“แม่ครับ ทำไมไม่มีใครในหนังสือเป็นเหมือนผมเลย” คือคำถามของเด็กชายผิวสีในวัย 7 ขวบที่ถามแม่ของเขาเมื่อได้อ่านหนังสือชุด “The Magic House” ซึ่งมีเหล่าเด็กอเมริกันผิวขาวรับบทเป็นตัวเอกตลอดทั้งเรื่อง แน่นอนว่าคำถามนี้ทำให้ผู้เป็นแม่อย่างจูดี้ ดอดสัน (Judy Dodson) รู้สึกจุกที่อก เธอตัดสินใจลุกขึ้นมาเขียนหนังสือ “Micah’s Magic” โดยให้เด็กผิวสีเป็นตัวเอกดำเนินเรื่องแทน 10 ปีต่อมา จูดี้ตัดสินใจยื่นต้นฉบับหนังสือเรื่องนี้ให้กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งพิจารณาตีพิมพ์และหวังว่าเด็กๆ ในวันข้างหน้าจะไม่รู้สึกแปลกแยกเหมือนกับที่ลูกของเธอเคยรู้สึก 

เช่นเดียวกับคุณแม่อีกคนอย่าง เกีย เบิร์ด (Kia Byrd) ที่ก็กังวลกับประเด็นความไม่หลากหลายที่ปรากฏในหนังสือเด็กเช่นกัน เธอมักตรวจสอบเนื้อหาในนิทานที่ซื้อให้ลูกผิวสีของเธอก่อนเสมอว่า ลูกของเธอจะได้เห็นภาพตัวเองในเรื่องราวที่ได้อ่าน “ฉันอยากให้ลูกรู้ว่าในโลกนี้มีผู้คนอีกมากที่เหมือนกับเธอและสามารถทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีหนังสือที่คอยบอกเด็กๆ ว่า มันโอเคนะที่จะเป็นตัวเอง และพวกเขาก็แตกต่างและโดดเด่นได้อย่างที่พวกเขาเป็น” เกียกล่าว 

ย้อนไปในปี 2017 ประเด็นเรื่องการขาดความหลากหลายในหนังสือเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะเคยมีการเคลื่อนไหวของนักเขียน ผู้ปกครอง นักการศึกษา และสำนักพิมพ์ในสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้สังคมตระหนักถึงประเด็นดังกล่าวกันอย่างกว้างขวางจน #WeNeedDiverseBooks กลายเป็นไวรัลแคมเปญที่มีคนในโลกออนไลน์ร่วมกันแสดงความคิดเห็นกันอย่างท่วมท้น ว่าอยากจะเห็นหนังสือที่เปิดรับความหลากหลายทั้งเรื่องสีผิว เพศ เชื้อชาติ ศาสนา และสถานะทางสังคมเป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งแสนทวีต เพราะผลสำรวจโดยมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) เรื่องความหลากหลายของสีผิวที่ปรากฏในตัวละครของนิทานเด็กเฉพาะในสหรัฐฯ จำนวน 3,700 เรื่อง เผยให้เห็นตัวละครที่ไม่ได้มีผิวขาวเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น ต่างจากความจริงที่ว่าสังคมอเมริกันมีเด็กผิวขาวจริงๆ เพียงครึ่งหนึ่ง คำถามคือ ในเมื่อเด็กผิวขาวไม่ได้เป็นคนกลุ่มหลักของประชากรเด็กทั้งหมด ทำไมเรายังไม่เห็นเด็กสีผิวอื่นๆ ได้ออกมาเฉิดฉายและกลายเป็นตัวเอกในนิทานของพวกเขากันบ้าง และนั่นเป็นเพราะความไม่มั่นใจของสำนักพิมพ์ที่ไม่กล้าเสี่ยงลงทุนกับหนังสือที่ไม่มีเด็กผิวขาวตามขนบเดิมๆ รับบทเป็นตัวละครเอก 

“First Book” องค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เด็กๆ ในสังคมคือหน่วยงานที่ออกมาท้าทายความเชื่อนี้ ไคล์ ซิมเมอร์ (Kyle Zimmer) ซีอีโอและผู้ก่อตั้งได้พัฒนาโครงการที่ชื่อว่า “Stories for All” มาตั้งแต่ปี 2013 เพื่อสนับสนุนให้สำนักพิมพ์ตีพิมพ์หนังสือเด็กที่ชูประเด็นความหลากหลายทุกด้าน โดยหนังสือที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการจะได้รับการการันตีว่าจะถูกซื้อเป็นจำนวน 10,000 เล่ม ดังนั้นนักเขียนที่ต้องการเขียนถึงเรื่องราวใหม่ๆ ผ่านความหลากหลายของตัวละครรวมถึงตัวสำนักพิมพ์เองจึงมีความมั่นใจที่จะเขียนและตีพิมพ์มากขึ้น เพราะมีลูกค้าเจ้าใหญ่อย่าง Stories for All คอยให้การสนับสนุน และหนังสือเหล่านี้ ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปบริจาคให้กับเด็กที่ยากไร้ในสังคม อีกส่วนจะนำไปจำหน่ายให้กับสมาชิกที่เป็นองค์กรการศึกษาสำหรับเด็กๆ ด้อยโอกาสในราคาที่ถูกกว่าปกติ  เพื่อให้เด็กๆ ได้เข้าถึงมิติความแตกต่างเหมือนที่ปรากฏอยู่ในนิทานซึ่งสื่อสารกับเด็กๆ ว่า พวกเขาก็สามารถเป็นตัวละครเอกที่ผจญภัยในโลกกว้างและสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้ใครเช่นกัน เหมือนอย่างที่สตีเฟน โควีย์ (Stephen Covey) นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันเคยกล่าวไว้ว่า “ความแข็งแกร่งเป็นสิ่งที่มาจากความแตกต่าง ไม่ใช่ความเหมือน” (Strength lies in differences, not in similarities.)

Did You Know?
  • รายงานจาก First Book เผยว่า กว่า 90% ของเด็กๆ จะอยากอ่านหนังสือมากขึ้น หากพวกเขาสามารถเห็นภาพตัวเองได้ในเรื่องราวที่กำลังอ่าน
     
  • ตั้งแต่ปี 2013 โครงการ Stories for All ได้สนับสนุนเงินเป็นจำนวน 5 แสนเหรียญสหรัฐฯ เพื่อซื้อหนังสือที่ชูประเด็นความหลากหลาย เมื่อโครงการได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากภาคประชาชนผ่านเงินบริจาค ในปี 2017 ทางโครงการจึงเพิ่มเงินสนับสนุนการซื้อหนังสือเป็นจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ตอนนี้มีหนังสือเด็กที่มีเรื่องราวหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม เพศ รวมถึงเรื่องของเด็กๆ ที่มีความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจเป็นจำนวนถึง 650 เรื่องเกิดขึ้นใหม่ในสังคม
 

ที่มาภาพ: storyforall.org

ที่มา:
firstbook.org
บทความ “Diversity in Children’s Books: Moving From Outcry to Real, Market-Driven Solutions” (ธันวาคม 2017) จาก huffingtonpost.com
บทความ “Her Kids Didn't See Themselves In Books. So This NC Mom Started Writing” (กรกฎาคม 2018) จาก wunc.org
บทความ “New Initiative Aims To Encourage Diversity In Kids' Publishing” (พฤษภาคม 2014) จาก npr.org

เรื่อง: วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ