Culture-to-go

ทฤษฎีด้านการเรียนรู้ของบันดูราอธิบายว่า มนุษย์ ‘เรียนรู้’ โดยการ ‘สังเกต’ และ ‘เลียนแบบ’ เพราะมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวอยู่เสมอ เช่นเดียวกับคำกล่าวของบาทหลวงชาวอังกฤษ ชาร์ล คาเล็บ โคลตัน ที่กล่าวว่า การลอกเลียนเป็นการแสดงออกถึงความนิยมชมชอบที่จริงใจที่สุด เพราะเมื่อเราชื่นชมสิ่งใด เราย่อมต้องการเป็นให้เหมือนกับสิ่งนั้น ๆ เราจึงมองเห็นวัฒนธรรมต่างถิ่น ค่านิยมต่างความเชื่อ และงานศิลปะหลากหลายแขนงจากในอดีต ย้อนกลับมาอยู่ในกระแสความนิยม หรือกลายมาเป็นที่ชื่นชอบของคนต่างยุคสมัยหรือต่างดินแดนอยู่อาศัยเสมอ ๆ และยังทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า แท้จริงความดั้งเดิมนั้นมีอยู่จริงในสังคมของเราหรือไม่ 

เสินเจิ้น เมืองที่ถูกมองว่าเป็นเมืองแห่งการก๊อปปี้เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ได้กลายมาเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมของจีนที่ผงาดขึ้นครองอันดับเป็นซิลิคอนแวลลีย์แห่งใหม่ของโลกไปเป็นที่เรียบร้อย จากหมู่บ้านชาวประมงนอกสายตาที่มีประชากรเพียง 3 แสนคน พ่วงด้วยปัญหาความยากจนไม่แพ้เมืองอื่น ๆ ของจีนในสมัยนั้น แต่เมื่อรัฐบาลประกาศให้เสินเจิ้นเป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของจีนในปีค.ศ. 1980 เพื่อเปลี่ยนเสินเจิ้นให้กลายเป็นมหานครแห่งใหม่ ช่วงเวลาไม่ถึง 30 ปี เสินเจิ้นก็เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ มีประชากรเพิ่มเป็น 12 ล้านคน พื้นที่เขตเมืองขยายจากเพียง 1.2 ตารางไมล์เป็น 780 ตารางไมล์ โดยท่ามกลางการปฏิรูปเศรษฐกิจของบ้านเมือง เสินเจิ้นได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เรียกว่า ซานจ้าย (shanzhai -山寨) ขึ้น คำว่า ซานจ้าย นั้นหมายถึงการเลียนเพื่อที่จะรู้และอยู่รอด ดังนั้นมันจึงหมายถึงอีกหนึ่ง ‘ทักษะ’ ที่จะสามารถสร้างสิ่งที่เหมือนกับงานออริจินัลได้อย่างไม่มีที่ติจนก้าวไปสู่การเป็นงานฝีมือ 

ในปีค.ศ. 1983 ที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นและบริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีต่าง ๆ เริ่มขยับขยายมาหาแรงงานราคาถูกที่เสินเจิ้นมากขึ้น แรงงานเหล่านี้จึงมีทักษะในการผลิตสินค้าเลียนแบบที่เรียกว่า Shanzhai Product มากขึ้นและยังขายมันได้ในราคาที่ต่ำกว่า ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังได้เพิ่มเติมนวัตกรรมใหม่ ๆ ลงไปจนสามารถขายแข่งกับสินค้าของแบรนด์ใหญ่ได้อย่างทัดเทียม 

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับแนวทางการเลียนเพื่อรู้ แต่จีนกลับหันหลังให้กับการเป็น “โรงงานผลิตของโลก” พร้อมปิดตัวโรงงานกว่า 17,000 แห่งในช่วง 5 ปีให้หลังมานี้ เพื่อเคลื่อนการลงทุนจากการรับจ้างผลิตแบบเดิมไปสู่การวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำในแวดวงนวัตกรรมตัวจริง ตัวอย่างหนึ่งก็คือบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ BYD (ตัวย่อจากคำว่า Build Your Dreams) ที่เริ่มต้นจากการเลียนแบบโตโยต้า ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ของจีนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประเทศในเวลาต่อมา หรือ Xiaomi ที่พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงบวกกับคุณภาพที่ไม่แพ้แบรนด์ดังเจ้าตลาด จนกลายเป็นแบรนด์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับในปัจจุบัน 

การจะก้าวไปเป็นประเทศผู้นำเบอร์หนึ่งทางนวัตกรรมในปีค.ศ. 2050 ของจีนนั้น จึงไม่น่าใช่เรื่องยาก เพราะจีนได้ก้าวข้ามการลอกเลียน มาสู่การเรียนรู้ และมุ่งสู่การพัฒนาที่รวดเร็วจนเรียกได้ว่าทิ้งต้นแบบไปอย่างไม่เห็นฝุ่น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าในอนาคตวัฒนธรรมการเลียนเพื่อรู้แบบจีน จะได้รับการเคลื่อนย้ายไปใช้ต่อ ณ มุมใดของโลก ในเมื่อวัฒนธรรมคือต้นทุนทางความคิดที่เคลื่อนย้ายได้ อยู่ที่ว่าใครจะปรับใช้ประโยชน์มันอย่างไร เหมือนอย่างที่แจ๊ก หม่า บอกไว้ว่า “คุณต้องเรียนรู้จากคู่แข่ง ไม่ใช่แค่ก๊อปปี้ เพราะถ้าแค่ก๊อป คุณก็ถึงทางตัน”

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล 
บรรณาธิการที่ปรึกษา 

ที่มาภาพ: in.c.mi.com

ที่มา : บทความ “How Copycat Culture Created China’s Silicon Valley” จาก theculturetrip.com