แม้ว่าโลกของเราจะมีอยู่ใบเดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนจะไม่ถูกแบ่งออกจากกัน อย่างน้อยๆ เราก็ถูกแบ่งออกจากกันตั้งแต่ระดับใหญ่ๆ อย่างการแบ่งเป็นทวีป เป็นภูมิภาค แบ่งโซน ไปจนถึงการแบ่งออกเป็นแต่ละประเทศ เมือง เขต ย่าน ไปจนถึงระดับครัวเรือน (โดยยังไม่นับการแบ่งแยกเรื่องชนชาติ สีผิว ความเชื่อ ทัศนคติ ฯลฯ ที่เป็นปัญหาประจำของพลเมืองโลกมาโดยตลอด)

เมื่อบวกเข้ากับความชอบแข่งขันของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เราจึงได้เห็นสถิติการจัดอันดับเพื่อเป็นที่หนึ่งในแง่มุมต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันเชิงกายภาพอย่างขนาดของประเทศ จำนวนประชากร จำนวนทรัพยากรธรรมชาติ หรือการแข่งขันด้านความสามารถของประเทศ เช่น ขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เทคโนโลยี นวัตกรรม รายได้ การค้าขาย การส่งออก ไปจนถึงการแข่งขันทักษะความสามารถด้านต่างๆ ของพลเมือง 

ความเป็นชาติ ความเป็นเมือง และความเป็นย่านเหล่านี้ จึงต้องได้รับการ “แบรนดิ้ง” โดยปฏิเสธไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนในชาติรู้สึกรักและหวงแหน เข้าใจในอัตลักษณ์ของตน เกิดความภูมิใจในการมีส่วนร่วมพัฒนาถิ่นที่อยู่ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การแบรนดิ้งชาติหรือประเทศจึงมีให้เห็นหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ของดีของประเทศหรือของเมืองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว การโปรโมตศักยภาพของเมืองเพื่อดึงดูดผู้ที่มีพรสวรรค์ในด้านต่างๆ เข้ามาอาศัยและทำประโยชน์ หรือการแสดงขีดความสามารถทางการแข่งขันเชิงธุรกิจเพื่อดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจากภายนอก 

แนวโน้มความร่วมมือร่วมใจในการสร้างชาติแบบที่ไม่ใช่การทำสงครามเพื่อขยายอาณานิคมอย่างในอดีตเหล่านี้ จึงถูกเปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของการแสวงหาความร่วมมือเพื่อสร้างชาติให้มีฐานะเป็น “แบรนด์” ที่คนทุกคนรัก คำว่า Branded City จึงเกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ของโลก บนแนวคิดการสร้างทางเลือกใหม่ๆ ที่ทุกคนในสังคมสามารถตัดสินใจที่จะเลือกได้ร่วมกัน สามารถที่จะปรับเปลี่ยนพื้นที่ต่างๆ หรือการเข้าถึงบริการสาธารณะ และสาธารณูปโภคพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม เสมอภาค ไปจนถึงความสามารถที่จะลุกขึ้นมาเพื่อพูดและทำในสิ่งที่ตนเองอยากได้ให้เกิดผลจริง 

แนวคิดความร่วมมือในการสร้างเมืองโดยหน่วยเล็กๆ ของสังคม ที่ไม่ใช่แค่ภาครัฐ จึงเริ่มปรากฎให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การริเริ่มโครงการเพื่อพัฒนาสังคมของแบรนด์ใหญ่ต่างๆ ที่มีเป้าหมายทั้งเพื่อการทำการตลาดเพื่อสังคม และการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนไปพร้อมๆ กัน ไปจนถึงการรวมกลุ่มของประชาชนที่มีแนวคิดคล้ายกันในการปรับปรุงและพัฒนาเมืองในมุมมองที่แตกต่างกันไป ที่สำคัญความเคลื่อนไหวเหล่านี้มักเป็นไปอย่างรวดเร็ว กระตือรือร้น และสร้างผลกระทบโดยตรงต่อหน่วยย่อยของเมือง

ในอนาคตอันใกล้ พลเมืองโลกในหลายๆ ประเทศทั่วโลกอาจไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียงประชากรที่รอรับบริการจากภาครัฐเท่านั้น แต่หลายคนสามารถลุกขึ้นมาเป็นแอคทีฟ ซิติเซน ที่แข่งขันกันสร้างเมืองอย่างที่ต้องการไปได้ด้วยกัน เพราะเมืองคือเรื่องของคน และคนสำคัญที่จะขับเคลื่อนเมือง ก็คือผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองต่างๆ เหล่านั้นนั่นเอง

ที่มาภาพ: Element5 Digital/Unsplash

พิชิต วีรังคบุตร
บรรณาธิการอำนวยการ