ในเดือนพฤษภาคม ปี 2018 องค์การสหประชาชาติรายงานว่า ในขณะนี้ร้อยละ 55 ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในเมืองเป็นส่วนใหญ่ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 68 ภายในปี 2050 ซึ่งหมายถึงประชากรสองในสามของโลก โดยประเทศที่ผู้คนจะหลั่งไหลเข้าไปอยู่อาศัยในเมืองมากเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ อินเดีย จีน และไนจีเรีย เมกะซิตี้จะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ปี 1990 มีเมกะซิตี้อยู่ประมาณ 10 แห่งและมีประชากร 10 ล้านคนโดยประมาณ ในขณะนี้เมกะซิตี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 33 แห่ง และคาดว่าน่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 43 แห่งภายในปี 2030 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา อันเนื่องมาจากว่าประชากรในเมืองมีโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขและการศึกษาที่ดีกว่า จอห์น วิลมอธ (John Wilmoth) ผู้อำนวยการแผนกประชากร องค์การสหประชาชาติ มองว่าการกระจุกตัวของประชากรอาจไม่ใช่วิกฤตแต่เป็นโอกาสในการออกแบบนโยบายและภารกิจให้พร้อมรองรับคลื่นมหาชนที่จะหลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยในเมือง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อสังคมและสภาพแวดล้อมในอนาคตได้ “ความหนาแน่นของประชากรที่อยู่อาศัยในเมืองที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสร้างให้การบริการต่างๆ มีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน” วิลมอธกล่าว 

ในช่วงเวลาที่บรรดาเมืองทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน มลภาวะสิ่งแวดล้อม หรือการเพิ่มขึ้นของความเหลื่อมล้ำทางสังคม โครงการเพื่อการพัฒนาเมืองจำนวนมากจึงเกิดขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคเอกชน และมีแนวโน้มว่าจำนวนโครงการต่างๆ จะมีมากขึ้น แนวคิดเรื่อง ‘สมาร์ทซิตี้’ กำลังกลายเป็นแก่นของการพัฒนาเมืองครั้งใหม่ แบรนด์ชั้นนำของโลกผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในมือต่างพร้อมที่จะช่วยหน่วยงานภาครัฐพัฒนาเมือง อุตสาหกรรมสมาร์ทซิตี้จะเติบโตขึ้นถึงสามเท่าตัวภายในปี 2050 นั่นหมายความว่าสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของผู้คนจะถูกเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีและข้อมูล เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่รอบเมืองจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยเก็บข้อมูลจากชีวิตประจำวันของผู้คนมาพัฒนาให้สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของเมืองดีขึ้น อีกทั้งนวัตกรรมจากแบรนด์ต่างๆ จะมีความสำคัญมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เนื่องจากกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของเมือง 

ในช่วงเวลาที่รัฐบาลเองต้องรับมือกับสารพัดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเมืองกำลังดิ้นรนเพื่อจัดหาบริการพื้นฐานต่างๆ ให้เพียงพอกับความต้องการของผู้อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสาธารณะหรือรถพยาบาล นี่คือช่วงเวลาที่รัฐบาลหรือเมืองอาจไม่ใช่หัวหอกหลักในการพัฒนาเมืองผ่านนโยบาย แต่กลับกลายเป็นแบรนด์ต่างๆ ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม 

จากเมืองมุ่งสู่สมาร์ทซิตี้
การพัฒนาเมืองให้พร้อมรับการหลั่งไหลเข้ามาของผู้คนกำลังเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ “เมื่อคุณมีประชากรจำนวนมากขึ้นๆ สิ่งนี้ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานเข้าเมือง ผลกระทบจะมีความคล้ายกับการพัฒนาของเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม” เอสเมรัลดา ชวอร์ตซ (Esmeralda Swartz) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดสำหรับธุรกิจซอฟต์แวร์ของอีริคสันกล่าว “ตัวอย่างที่ผมชอบกล่าวถึงคือการบริการส่วนกลาง ถ้าคุณคิดถึงหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของคนขับรถในสภาพการจราจรที่ติดขัด คือคนขับพยายามวนรถเพื่อมองหาที่จอด ตอนนี้คนขับรถสามารถเช็กตำแหน่งที่ว่างของที่จอดรถผ่านแอพพลิเคชัน โดยที่แอพพลิเคชันจะเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์บริเวณที่จอด ทำให้คนขับสามารถรู้ตำแหน่งที่ว่างได้และไม่จำเป็นต้องวนรถไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่จอด นี่คือเรื่องธรรมดาๆ ที่เราชอบมองข้ามเมื่อพูดถึงบริการสาธารณะของเมือง”แนวคิดเรื่องสมาร์ทซิตี้ หรือเมืองที่ใช้ประโยชน์จากเซ็นเซอร์ อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (Internet of Things) และเทคโนโลยีเชื่อมต่อส่วนต่างๆ ของเมืองเข้าด้วยกันในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นในอากาศ บนถนน หรือกระทั่งใต้ดิน กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน เพื่อมุ่งปรับปรุงคุณภาพของประชากรที่อยู่อาศัยในเมือง ผู้คนสามารถใช้แอพฯ เข้าถึงข้อมูลจราจรหรือสภาพท้องถนน “คุณทำเรื่องเหล่านี้ขึ้นเพราะคุณต้องการปรับปรุงและสร้างผลกระทบให้กับชีวิตของผู้คนในเมือง เรื่องมีแค่นี้เองครับ มันคือเรื่องของการเปลี่ยนชีวิตของผู้คนและทำให้ชีวิตของพวกเขามีประสิทธิภาพมากขึ้น”จาร์แร็ตต์ เวนด์ต (Jarrett Wendt) รองประธานฝ่ายกลยุทธ์และการพัฒนาธุรกิจของบริษัท Panasonic Enterprise Solutions Company กล่าว “คุณภาพชีวิตไม่ใช่เรื่องของการใช้เวลาสามชั่วโมงในรถยนต์ทุกวัน ถ้าคุณฉลาดขึ้นและสามารถเชื่อมต่อและใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆ ของเมืองที่มีอยู่ ความทุกข์ระทมจากการใช้ชีวิตในเมืองจะลดลง”

ความสนใจในแนวคิดเรื่องสมาร์ทซิตี้สำหรับการพัฒนาเมืองที่เพิ่มขึ้นทำให้รัฐบาลหลายประเทศหันมาให้ความสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น ในปี 2015 ทีมบริหารของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประกาศแผนสมาร์ทซิตี้แผนใหม่และให้ทุน 160 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์และการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่งเพื่อช่วยปรับปรุงการบริการของเมืองให้กับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ ในปลายปี 2016 ทำเนียบขาวประกาศลงทุน 80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับแผนสมาร์ทซิตี้ต่อเนื่อง ทุนดังกล่าวรวมถึงการใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงความมีประสิทธิภาพของพลังงาน การวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการขนส่ง และโปรแกรมตอบสนองต่อภัยพิบัติ นอกเหนือจากนี้ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติยังแบ่งเงินจำนวนอีก 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับแผนสมาร์ทซิตี้ โดยทุนนี้ครอบคลุมถึงการวิจัยเพื่อหาทางเลือกต่างๆ ให้กับเมือง การขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายในเมือง ความมีประสิทธิภาพในการคมนาคนขนส่ง การวิจัยเพื่อสุขภาพ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์  

แต่ในยุคสมัยที่โลกจริงและโลกออนไลน์เชื่อมถึงกันอย่างไร้รอยต่อ ความสามารถในการพาเมืองมุ่งหน้าสู่สมาร์ทซิตี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมือของรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว แบรนด์ต่างๆ ผู้เป็นเจ้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างมีความสามารถในการพัฒนาเมืองไม่น้อยหน้ากัน ทุกวันนี้แบรนด์สามารถติดตามผู้คนไปได้ทุกที่ ทำความรู้จักพวกเขาได้อย่างดีขึ้น เกิดเป็นความสามารถในการสร้างสินค้าและบริการที่ตรงใจ นำมาซึ่งผลตอบแทนที่งดงาม เครื่องสำอาง Elizabeth Arden นำข้อมูลของระดับมลพิษมาใช้โปรโมตครีมบำรุงผิว ศูนย์การค้า Westfield Shopping Centre ในกรุงลอนดอน ทดลองการโฆษณาผ่านบิลบอร์ดที่จะติดตามนักช้อปปิ้งไปทุกที่ในห้าง หรือ บริการกูเกิลเพลย์ ที่รวมข้อมูลจากอีเมล ปฏิทิน และยูทูบ เข้ากับพยากรณ์อากาศและข้อมูลจากแต่ละพื้นที่เพื่อสร้างเพลย์ลิสต์ที่เข้ากับแต่ละสถานการณ์ เมื่อแบรนด์เริ่มถือครองเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลต่างๆ ในการปรับปรุงสินค้าบริการเพื่อเอาใจลูกค้า การที่แบรนด์จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้พัฒนาบริการต่างๆ ควบคู่ไปกับรัฐบาลหรือเมือง เพื่อช่วยให้เมืองให้มุ่งสู่สมาร์ทซิตี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

Seoul Transport Operation and Information Service (TOPIS)

คงจะดีถ้ามีงบและเวลา
จากจำนวนผู้คนที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีจนในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะกว่า 7 ล้านคนต่อวัน เทศบาลของกรุงโซลจึงเริ่มโครงการ Transport Operation and Information Service (TOPIS) ในปี 1998 ที่ดูแลจัดการโดย Seoul Metropolitan Government ขึ้น เพื่อสร้างศูนย์ควบคุมการจราจรที่ครอบคลุมทั่วทั้งเมือง กรุงโซลคือเมืองแรกที่รัฐบาลท้องถิ่นพัฒนาระบบการจราจรอัจฉริยะโดยมีงบประมาณของโครงการอยู่ที่ประมาณ 200 พันล้านวอน ระบบ TOPIS จะรวมรวบและแปรข้อมูลการจราจรบนท้องถนนรวมถึงระบบรถไฟใต้ดินแบบเรียลไทม์เพื่อช่วยให้เมืองสามารถจัดการการเดินทางของรถประจำทาง ลดความหนาแน่นของการจราจร และดำเนินการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนอยากใช้การบริการขนส่งสาธารณะมากขึ้นTOPIS เกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อกล้อง CCTV จำนวน 741 ตัวรอบเมือง เพื่อให้ประเมินสภาพท้องถนนโดยรวมและแชร์ข้อมูลการควบคุมท้องถนน รวมทั้งอุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกรมตำรวจของกรุงโซล ประชาชนจึงสามารถตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้จากเว็บไซต์ของเมือง แอพพลิเคชัน หรือ ทวิตเตอร์ เมื่อโครงการดังกล่าวสร้างความสนใจให้กับเมืองอื่นๆ เป็นอย่างมาก รัฐบาลกลางจึงหันมาให้ความสนใจและเล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการนี้ ส่งผลให้ในกรุงโซลได้รับความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากรัฐบาลในการสนับสนุนบางโครงการของเมือง

Seoul Transport Operation and Information Service (TOPIS)

อัตราอาชญากรรมที่เกี่ยวกับปืนที่เป็นปัญหาสังคมเรื้อรังทำให้สหรัฐฯ เสาะหาวิธีลดอัตราอาชญากรรมดังกล่าวเรื่อยมาโดยในเดือนเมษายน ปี 2018 หนังสือพิมพ์ Independent รายงานว่า ปืนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตของผู้คนในสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 75 ในปี 2018 สภาเทศบาลเมืองแทมปาในรัฐฟลอริดา อนุมัติงบประมาณ 430,000 เหรียญสหรัฐฯ จากทุนเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของสาธารณะ เพื่อว่าจ้าง ShotSpotter ให้เป็นผู้ช่วยคนใหม่ของตำรวจในเมืองแทมปาในการเฝ้าระแวดระวังอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับปืนที่อาจเกิดขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าว คือ ระบบเซ็นเซอร์ที่ทำงานร่วมกันเพื่อตรวจจับ ระบุตำแหน่ง และแจ้งเตือนเหตุการณ์ยิงกัน เซ็นเซอร์จะได้รับการติดตั้งตามหลังคาบ้านเรือนและเสาโทรศัพท์โดยทุกๆ ระยะทาง 2.5 ตารางกิโลเมตร จะมีเซ็นเซอร์ประมาณ 15-20 ตัว ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ตำแหน่งที่เกิดเหตุ ประเภทของอาวุธที่ใช้ และจำนวนกระสุน ข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับตำรวจที่ทำงานในพื้นที่ แต่ยังช่วยให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้ตำรวจตรวจจับเหตุการณ์การยิงกันได้ก่อนจะมีการแจ้งเรื่องไปยัง 911 อีกทั้งสามารถเข้าควบคุมเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพดังกล่าวทำให้ ShotSpotter ได้รับความนิยมในหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นซานดิเอโก ซานฟรานซิสโก นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์กซิตี้ฝั่งตะวันออก ไมอามี หรือ ชิคาโก

ShotSpotter

TOPIS และ ShotSpotter คือ ตัวอย่างความพยายามในการแก้ปัญหาของเมืองและพัฒนาเมืองให้น่าอยู่มากขึ้นโดยอาศัยการสนับสนุนทั้งในด้านนโยบายและทุนจากภาครัฐ จริงอยู่ที่ว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว โครงการการพัฒนาเมืองทั้งหลายต่างใช้ทั้งเงินและเวลา แต่ในยุคสมัยที่ผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองใหญ่ คงจะเป็นการยากที่จะหวังพึ่งให้ภาครัฐพัฒนาเมืองแต่เพียงลำพังในเมื่อความท้าทายของการพัฒนาเมืองไม่ได้มีแค่เรื่องของการจราจร คมนาคมขนส่ง และอาชญากรรม ในขณะที่รัฐบาลกำลังง่วนกับสารพัดปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขแต่นโยบายและงบประมาณไม่สามารถมาได้ทันเวลา บทบาทในการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 อาจถูกเปลี่ยนผ่านไปยังแบรนด์ต่างๆ ผู้มีพร้อมทั้งเงินทุน นวัตกรรม และเทคโนโลยี

เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือจากรัฐสู่แบรนด์
บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ McKinsey & Company เผยว่า อุตสาหกรรมสมาร์ทซิตี้มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 400 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2020 จาก 600 กว่าเมืองทั่วโลก และคาดว่าจะสร้างจีดีพีของโลกได้ร้อยละ 60 ภายในปี 2025 ในอุตสาหกรรมนี้เอง แบรนด์ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็น Intel, IBM, GE, Ericsson และ Siemens ต่างพากันสนับสนุนให้สมาร์ทซิตี้เกิดขึ้น แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้มีแค่เครื่องมือแต่ยังมีทุนซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อวิวัฒนาการของเมือง นิตยสาร Fast Company เผยว่า สถาบันการเงินกว่า 30 แห่งมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 50 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้สถาบันเหล่านั้นมีอำนาจและอิทธิพลมากกว่ารัฐเอกราชอีกหลายๆ รัฐ ตลาดหุ้นแนสแด็กรายงานว่า มูลค่าหุ้นของ Amazon, Apple, Facebook และ Google รวมกันมีมูลค่าอยู่ที่ 2.8 ล้านล้านเหรียญฯ บริษัทวิจัย Market and Market เผยว่า แบรนด์เหล่านี้มองว่ามูลค่าของสมาร์ทซิตี้จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.2 ล้านล้านเหรียญเหรียญสหรัฐฯ ภายในสี่ปีข้างหน้า 

ปี 2018 รายงานของ Edelman TRUST BAROMETER เผยถึงผลสำรวจในสหรัฐฯ ว่าความคาดหวังต่อประธานกรรมการบริหาร คือการช่วยเติมช่องว่างทางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้เกิดขึ้นแทนรัฐบาล ร้อยละ 22 เห็นว่าภาคธุรกิจคือสถาบันที่สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเมือง ร้อยละ 15 คิดว่ารัฐบาลคือสถาบันที่จะพาเมืองไปสู่อนาคตที่ดีกว่า และร้อยละ 64 กล่าวว่า ประธานกรรมการบริหารคือบุคคลที่ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงมากกว่ารอให้รัฐบาลเข้าแก้ไขปัญหา ในขณะที่ความเชื่อใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาลมีน้อยลง แบรนด์ต่างๆ กลับครองใจผู้คนมากขึ้น โดยไม่เพียงแค่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในทางธุรกิจ แต่ยังเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขาได้ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เมืองจึงเริ่มทำงานกับหลากหลายแบรนด์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่จำเป็น รัฐบาลท้องถิ่นร่วมมือกับแบรนด์ที่โดดเด่นในเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็น Google, Samsung, Nissan หรือ Panasonic เพื่อพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับสมาร์ทซิตี้ แบรนด์เหล่านี้ต่างพากันพัฒนาโปรเจ็กต์ต่างๆ โดยใช้ความถนัดเฉพาะด้านของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาสินค้า หรือการออกแบบอินเทอร์เฟซเพื่อพาเมืองของพวกเขามุ่งสู่เส้นทางแห่งการเป็นสมาร์ทซิตี้อย่างแท้จริง 

citymapper.com

ในปี 2011 อัสมัต ยูซุฟ (Azmat Yusuf) อดีตพนักงาน Google ชาวปากีสถาน พัฒนาแอพพลิเคชัน CityMapper ขึ้นสำหรับชาวลอนดอนให้เป็นผู้ช่วยในการเดินทาง เพื่อช่วยให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยูซุฟ ใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์เคลื่อนที่และข้อมูลในการพัฒนาแอพพลิเคชันที่บอกเส้นทางได้ดีที่สุดและให้ข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทาง ไม่ว่าจะอยากจะเดินเท้า ขี่จักรยาน หรือใช้บริการขนส่งสาธารณะในกรุงลอนดอน ข้อมูลที่ครอบคลุมในทุกเส้นทางการเดินทางและการใช้งานที่สะดวก ทำให้ CityMapper ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ชาวลอนดอนไม่เพียงหลงรัก CityMapper จากความมีประสิทธิภาพและความเรียบง่ายในการใช้งาน แต่ยังรวมถึงอารมณ์ขันที่ซ่อนอยู่ในแอพฯ นี้ เช่น การแสดงให้เห็นว่าถ้าผู้ใช้เลือกที่จะเดินเท้าแทนการนั่งรถบัสจากจุดเอไปจุดบี พวกเขาสามารถเบิร์นแคลอรีของโดนัทได้ทั้งหมดกี่ชิ้น หนังสือพิมพ์ Independent รายงานว่า “แผนที่ของ Google อาจจะครอบคลุมกว่า มีให้บริการในหลายพื้นที่ทั่วโลกมากกว่า แต่หลายคนคิดว่า CityMapper ถึงแม้จะมีพื้นที่ให้บริการในจำนวนเมืองที่น้อยกว่า แต่กลับใช้งานง่ายกว่ามาก” CityMapper ค่อยๆ เพิ่มพื้นที่ให้บริการมากขึ้นกว่าใน 30 เมืองทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นมาดริด เซาเปาโล ซานฟรานซิสโก และเมืองอื่นๆ อีกอย่างไม่หยุดยั้ง เว็บไซต์ The Medium รายงานว่า “มันไม่ใช่แค่ลอนดอน นิวยอร์ก หรือ ปารีส อีกต่อไป ความท้าทายครั้งใหม่เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของเมืองอีกจำนวนมากที่โครงสร้างพื้นฐานมีจำกัด กฎของการเดินทางแตกต่างกัน ข้อมูลอาจะมีน้อย และแม้แต่พฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชันของผู้คนในเมืองก็ไม่เหมือนกัน”

citymapper.com

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 รถตู้สีดำเริ่มออกวิ่งบนท้องถนนในกรุงลอนดอนควบคู่ไปกับรถเมล์สีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน รถคันดังกล่าวคือผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดของ CityMapper ในการเพิ่มบริการจากผู้ช่วยนำทางในการเดินทางมาเป็นผู้ให้บริการการเดินทางในรูปแบบใหม่ในชื่อ Smart Ride หรือบริการรถสาธารณะจำนวน 8 ที่นั่งที่ได้รับการขับโดยคนขับที่ได้รับใบอนุญาตในการขับขี่ที่จะพาผู้โดยสารไปยังจุดหมายต่างๆ ตามเครือข่ายเส้นทางเดินรถในกรุงลอนดอน “Smart Ride เปรียบเสมือนบริการลูกผสม มีความคล้ายรถประจำทางเพราะว่ามีป้ายจอด มีความคล้ายรถแท็กซี่เพราะว่าคุณต้องจองที่นั่ง และมีความคล้ายรถไฟใต้ดินเพราะว่ามีเครือข่ายเส้นทางเดินรถ” โอมิด แอชทาริ (Omid Ashtari) ประธานบริษัทและหัวหน้าฝ่ายธุรกิจของ CityMapper กล่าวว่า “เราเชื่อในอนาคตของการเดินทางแบบแบ่งปันในเมือง มันคงไม่มีวิธีอื่นที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องการจราจรติดขัดและมลภาวะทางอากาศ” Smart Ride ให้บริการภายใต้ใบอนุญาตจากการคมนาคมของลอนดอน (Transport for London - TfL) บริการดังกล่าวก่อให้เกิดความสนใจในวงนักยุทธศาสตร์ของเมืองดังจะเห็นได้จากความเห็นของพวกเขาที่มองว่า เมืองต่างๆ ควรเตรียมตัวให้พร้อมกับ “ความต้องการในการเดินทางที่ได้รับการตอบสนอง” ดังที่จะเห็นได้จากการที่ CityMapper เริ่มทำงานกับระบบขนส่งสาธารณะ ลิลลิ แมตสัน (Lilli Matson) ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ของการคมนาคมลอนดอนกล่าวว่า “TfL ควรกำหนดกรอบแผนงานให้กับบริษัท เช่น Ford และ CityMapper สามารถดำเนินการในกรุงลอนดอน พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งในการต้อนรับพวกเขาแต่อยากให้พวกเขาพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับจุดประสงค์ของเมือง” แซม มูลลินส์ (Sam Mullins) ผู้อำนวยการของพิพิธภัณฑ์การเดินทางแห่งลอนดอนกล่าวสนับสนุนเรื่องนี้ไว้ว่า “ท้ายที่สุดแล้วพวกเราเล็งเห็นว่ารัฐบาลและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสามารถในการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เพราะว่าเมืองของเราต้องพึ่งพาสิ่งนี้” 

citymapper.com

สร้างเมืองจากข้อมูล
จะเป็นอย่างไรถ้าเราใช้ชีวิตอยู่ในเขตที่เมืองสามารถติดตามกิจกรรมที่ผู้คนทำในแต่ละวันได้ เมืองรู้ว่าคุณใช้เวลาบนถนนนานเท่าไร หรือ รู้ว่าคุณใช้พลังงานไฟฟ้าในแต่ละวันเป็นจำนวนเท่าไร และนำข้อมูลดังกล่าวไปปรับปรุงระบบการจราจรหรือระบบการใช้พลังงานของเมืองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่มีอยู่แค่ในนิยายแฟนตาซีโลกอนาคตอีกต่อไป หากแต่กำลังเกิดขึ้นจริงใน Quayside โครงการที่อยู่อาศัยแห่งใหม่บริเวณริมแม่น้ำโตรอนโต ประเทศแคนาดา ในปี 2017 Alphabet Inc. บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมสำหรับเมืองและบริษัทลูกภายใต้ Google เซ็นสัญญาข้อตกลงที่จะสร้างชุมชมใหม่บริเวณริมแม่น้ำของเมืองโตรอนโตที่สามารถแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีและข้อมูลสามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตคนเมืองได้อย่างไร 

©sidewalktoronto.ca

Sidewalk Labs หน่วยงานภายใต้บริษัท Alphabet Inc. และ Waterfront Toronto หน่วยงานของรัฐบาลแคนาดา ประกาศความร่วมมือกันพัฒนา Quayside หรือพื้นที่ขนาด 12 เอเคอร์บริเวณริมแม่น้ำโตรอนโตฝั่งตะวันออกด้วยงบประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำเสนอตัวอย่างของสมาร์ทซิตี้ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ Quayside ได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์สำหรับออฟฟิศ ร้านค้า ที่อยู่อาศัย และเมกเกอร์สเปซ เข้าด้วยกัน โดยโครงการดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลการจราจร เสียง คุณภาพอากาศ รวมไปถึงประสิทธิภาพของระบบต่างๆ เช่น การทิ้งขยะและไฟฟ้า วิล ฟลาซิก (Will Fleissig) ประธานกรรมการของ Waterfront Toronto กล่าวถึงโครงการนี้ว่า “ในพื้นที่นี้ เราไม่ได้อยากแค่สร้างคอนโดเพิ่มขึ้น เราต้องการที่จะทดลองแนวคิดใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงความร่วมมือใหม่ๆ ที่ถ้าประสบความสำเร็จได้ เราจะสามารถประยุกต์ใช้กับโตรอนโตและเมืองอื่นๆ ในแคนาดา รวมไปถึงเมืองอื่นๆ ทั่วโลก”

sidewalklabs.com

ข้อเสนอของ Sidewalk Labs ต่อโครงการนี้ให้สัญญาถึงโอกาสที่จะนำเสนอว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ จะสามารถทำให้เมืองต่างๆ มีค่าครองชีพที่ต่ำลง เดินทางไปไหนมาไหนในเมืองได้สะดวกขึ้น และมีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นแนวคิดของโครงการ Quayside จึงสะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมในงานสถาปัตยกรรม การก่อสร้าง และการออกแบบเมืองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภายในพื้นที่ของโครงการ รถยนต์ส่วนบุคคลคือของต้องห้าม ถนนสร้างขึ้นสำหรับยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองและหุ่นยนต์ส่งสินค้าที่วิ่งกันขวักไขว่ในอุโมงค์ใต้ดิน ระบบสัญญาณอัจฉริยะจะควบคุมการใช้ถนนที่เหมาะแก่การเดินเท้า อาคารต่างๆ จะได้รับการออกแบบขึ้นให้สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ และได้รับการก่อสร้างในระบบโมดูล่าร์ เซ็นเซอร์จะได้รับการติดตั้งเพื่อวัดความหนาแน่นของการจราจร คุณภาพอากาศ เสียง และอัตราการใช้อาคาร ซึ่งระบบเซ็นเซอร์จะช่วยให้การดำเนินการหลายๆ เรื่องง่ายและสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบคุมอุณหภูมิของอาคารหรือการลดการใช้พลังงาน “เราเชื่อว่าการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเข้ากับการออกแบบเมืองที่มีผู้คนเป็นศูนย์กลางอย่างชาญฉลาดนั้น จะสร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่ให้กับคุณภาพชีวิต” ดาเนียล แอล. ด็อคตโรฟฟ์ (Daniel L. Doctoroff) ผู้ก่อตั้ง Sidewalk Labs กล่าว

เมื่อโครงการ Quayside ได้รับการประกาศออกสู่สาธารณะ โครงการนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก จัสติน ทรูโด (Justin Trudeau)  นายกรัฐมนตรีของแคนาดากล่าวว่า ชุมชนนี้จะเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำให้กลายเป็นแหล่งนวัตกรรมที่เฟื่องฟู ในขณะที่ชาวเมืองหลายคนอ้าปากค้างกับความเป็นไปได้ของการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการสร้างสมาร์ทซิตี้ที่จะกลายเป็นเมืองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้มากที่สุดในโลก แต่หลายคนกลับคิ้วขมวดด้วยความกังวลในเรื่องความเป็นส่วนตัวและรู้สึกไม่สบายใจในเรื่องของการเก็บข้อมูลจากชีวิตประจำวันของพวกเขา โครงการนี้ที่รัฐบาลมุ่งสร้างเพื่อประชาชนชาวโตรอนโตได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา หนึ่งในความหวั่นกลัวที่เกิดขึ้นทั่วเมืองคือ ข้อมูลต่างๆ อาจจะได้รับการแชร์กับรัฐบาลอื่นๆ หรือ ภาคส่วนอื่นๆ นอกแคนาดา ความหวั่นกลัวเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสาธารณะและบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ที่แชร์ข้อมูลของผู้คน แม้ว่า Sidewalk Labs สัญญาว่าจะไม่เปิดเผยนามของเจ้าของข้อมูลเหล่านี้ แต่ไม่ได้ตกลงว่าจะเก็บข้อมูลอยู่ภายในพื้นที่เช่นกัน 

โปร่งใสและซื่อตรง
ท่ามกลางกระแสของสมาร์ทซิตี้ที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและคาดหวังว่าเมืองของตนจะเป็นสมาร์ทซิตี้ในเร็ววันนั้น กลับมีเรื่องตลกร้ายที่ทำให้ขำไม่ค่อยออกซ่อนอยู่ เรื่องที่ว่านั้นคือ ผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองนั้นมีความเข้าใจในแนวคิดของสมาร์ทซิตี้อย่างถ่องแท้หรือเปล่า รายงานของ Economist Intelligence Unit ปี 2016 เผยถึงผลสำรวจในเรื่องนี้จากการสำรวจประชาชน 2,000 คนจาก 20 ประเทศในอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก โดยมีจุดประสงค์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับทัศนคติของผู้คนต่อเรื่องความยั่งยืนและสมาร์ทซิตี้ ผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้คนส่วนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจว่าสมาร์ทซิตี้คืออะไร ร้อยละ 25 บอกว่าพวกเขาคุ้นเคยกับสมาร์ทซิตี้ ในขณะที่ร้อยละ 55 บอกว่าไม่แน่ใจและไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้

ถ้าพิจารณาจากโปรเจ็กต์ในการพัฒนาเมืองต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงไปนักถ้าจะบอกว่า นี่คือช่วงเวลาที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแบรนด์ต่างๆ มีประสิทธิภาพมากกว่าที่หน่วยงานภาครัฐจะสามารถทำได้ และแบรนด์ต่างๆ กำลังถือไพ่เหนือกว่ารัฐบาล เมือง และประชาชน ในแง่ของเงินลงทุนและการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการพาเมืองไปยังจุดที่ดีกว่าเดิม ความซื่อสัตย์และซื่อตรงของแบรนด์ต่อเมืองและผู้คนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในเมื่อผู้คนอาจจะยังไม่เข้าใจถึงเรื่องดังกล่าวดีเท่าที่ควร และอาจจะยังไม่ทราบว่าพวกเขาต้องแลกอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้อมูลหรือความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ได้มาซึ่งเมืองในอุดมคติที่พวกเขาปรารถนา ถ้าโครงการอย่าง Quayside สามารถสำเร็จได้อย่างมีโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผู้คนในเมืองสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและบริการต่างๆ ตามเวลาที่เกิดขึ้นจริงได้ โฉมหน้าของเมืองในปี 2050 คงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและกลายเป็นเมืองที่สภาพแวดล้อมสามารถเปลี่ยนไปตามความต้องการในการอยู่อาศัยของผู้คนได้อย่างแท้จริง

ที่มา
บทความ “Branded Cities: Can We Avoid an Urban Dystopia?” จาก thefuturelaboratory.com
บทความ “Citymapper Launches Bus-Taxi Hybrid Smart Ride in London” โดย Alex Hern จาก theguardian.com
บทความ “Edelman Trust Barometer: Expectations for CEOS” จาก edelman.com
บทความ “Smart Cities Are in Demand, Even If We’re Unsure of What They Actually Are” โดย Eisha Gupta จาก foreground.com.au
บทความ “SXSW: Is the Future of Our Cities a Branded Utopia or Commercial Dystopia?” โดย Adela Locsin จาก storybench.org
บทความ “Tampa Police to Test Gunshot-Tracking Software” โดย Aaron Mesmer จาก fox13news.com
บทความ “Two-Thirds of World Population Will Live in Cities by 2050, Says UN” จาก theguardian.com

เรื่อง : ชาลินี วงศ์อ่อนดี