นอกจากงานหลักของธีระ ฉันทสวัสดิ์ จะเป็นการสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยแล้ว แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังยังเป็นอาจารย์ “ต่าย” สำหรับกลุ่มชาวบ้าน เพราะเขาได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยส่งเสริมกลุ่มชาวบ้านทอผ้าในจังหวัดต่างๆ รวมถึงการทำผ้าบาติกของสามชายแดนจังหวัดภาคใต้ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผ้าทอให้เป็นไปตามทิศทางตลาดและกลุ่มผู้บริโภค สามารถสร้างสรรค์ผ้าไทยให้ดูร่วมสมัย จนสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านและท้องถิ่น โดยไม่ละทิ้งรากเหง้าและถิ่นฐานของตนเอง

ทุกวันนี้ คุณธีระ มองว่าอะไรเป็นจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจากโอท็อปในช่วงอดีตที่ผ่านมา 
การพัฒนาโอทอปมีคีย์เวิร์ดใหญ่ๆ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือการกลับไปสู่รากเหง้าตัวเอง เช่น ทักษะการย้อม การทอ การผูกลายในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนดูว่าในท้องถิ่นตนเองมีเอกลักษณ์เรื่องอะไรเป็นพิเศษ เรื่องที่สองคืออย่ายึดติดกับอดีตที่ผ่านมาว่าบรรพบุรุษทำอะไรไว้ แต่ให้นำรากเหง้ามาแปลงใหม่ให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบัน และที่สำคัญ การนำเทคนิคมาซ้อนเทคนิคให้เกิดสิ่งใหม่ ยังทำให้เกิดการเลียนแบบได้ยาก เรื่องที่สามคือนวัตกรรม ด้วยความเข้าใจและการอัพเดทเรื่องนวัตกรรมส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่เฉพาะเรื่องสารเคมีต่างๆ ซึ่งเชยมากแล้ว เช่น การนำเส้นใยไปชุบ และพอแตกตัวโดนเหงื่อมันจะมีกลิ่น เรื่องนี้ได้ยินมานานแล้ว ตอนนี้ผมมองว่าเรื่องนวัตกรรมเป็นเรื่องความคิดให้เปลี่ยนทัศนะเป็นสิ่งใหม่ของชาวบ้าน จาก 100 ผู้ประกอบการ มีแค่ 2-3 คนเท่านั้นที่ยอมเปลี่ยนแนวความคิด และเชื่อว่าเทคนิคซ้อนเทคนิคมันทำได้ยากแต่สามารถขายงานได้

การทำการตลาดให้สินค้าของผู้ประกอบการในพื้นที่ดูเป็นแฟชั่นและร่วมสมัย มีกระบวนการเบื้องหลังอย่างไร 
ผมไม่เคยยัดเยียดคำว่าแฟชั่นหรือรสนิยมของตัวเองไปให้ผู้ประกอบการ แต่จะดูว่าเขาเก่งอะไร และทำแล้วขายได้หรือเปล่า ต้องการตอบโจทย์ (ที่มีหลายๆ โจทย์) เช่น ผู้ประกอบการจะไปแสดงผลงานที่ Tokyo International Gift Show คนที่มาเดินชมในงาน 60% คือคนญี่ปุ่น ผมก็เลยมองรสนิยม ความชอบของคนญี่ปุ่น หรือไปออกงานแฟร์ที่มิลาน ก็จะเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนยุโรป

คุณธีระบอกว่าทัศนคติของชาวบ้านเปลี่ยนยากมาก คุณมีการสื่อสารและทำความเข้าใจกับเขาอย่างไร
ช่วงแรกๆ ยากมาก ชาวบ้านไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ต้องการอะไร ไปเปลี่ยนเขาแล้วเขาจะขายของได้หรือเปล่า ชาวบ้านไม่เชื่อใจเรา เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่ ถึงแม้จะขายไม่ดีแต่ก็ขายได้ ถ้าเปลี่ยนแล้ว เขาจะมั่นใจได้แค่ไหนว่าจะขายได้ และสิ่งหนึ่งที่ค้ำคออยู่ก็คือการเป็นหนี้ เวลาผมไปเวิร์กช็อป พอถามว่าใครเป็นหนี้บ้าง ทั้งห้องยกมือหมดเลย ราว 95% ซึ่งมันมีเงื่อนไข พอผมลงไปช่วยทำให้ เขาเริ่มมีออเดอร์จากต่างประเทศ จึงเริ่มปรับทัศนคติ เขาเชื่อ ปรากฏว่าขายดีขึ้น ฟีดแบ็กจากบายเออร์ยุโรปคือไม่ให้ทำขายให้ใครเลย ทำมาเท่าไรขายให้เขาให้หมด รับซื้อหมด พอกลุ่มนี้สำเร็จแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งมาเห็นก็เริ่มเชื่อ และอยากให้ผมไปช่วย แต่ผมไม่สามารถช่วยได้ทุกกลุ่ม เวลาไปช่วย ผมมีหน้าที่หลายอย่างที่ต้องทำไม่ใช่ไปช่วยแล้วต้องทำทุกอย่างให้ แต่ผมจะสอนและให้เขาลองคิด แบบเจอกันครึ่งทาง ไม่ใช่ให้ผมคิดตลอดเวลา ซึ่งถ้ากลุ่มไหนเข้าใจ ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง เวลาที่ไม่เจอผมสามารถมีไอเดียและสร้างสรรค์งานด้วยตัวเองได้ แค่ส่งไลน์มาถามว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่มันน่าจะเป็นไปตามทิศทางตามความต้องการของตลาดหรือไม่ 

บางกรณีถ้าพูดถึงไทยดีไซเนอร์ ผ้าไทย แฟชั่น และลูกค้ารุ่นใหม่ เหมือนเป็นเส้นที่ขนานกันอยู่ คุณมีความเห็นอย่างไร
คนไทยยังมองผ้าไทยเชยอยู่ ตัวผมเองจึงพยายามนำผ้าไทยที่ทำงานร่วมกับชาวบ้านมาทำดีไซน์โดยผสมผสานการเดรปปิ้ง การไม่อัดผ้ากาว สิ่งไหนที่ผ้าไทยเคยทำกันอยู่ ผมจะใช้แนวทางฝั่งตรงข้ามเพื่อให้ได้รูปแบบเสื้อผ้าที่ร่วมสมัยทำให้เจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ให้เค้าสามารถเข้าใจผ้าไทยมากยิ่งขึ้น เราอย่าพะวงว่าคนที่ซื้อเสื้อผ้าแบรนด์แฟชั่นเหล่านั้นจะไม่ซื้อไทย ไม่เกี่ยวเลย แล้วแต่ว่าคนๆ นั้นเขาชื่นชมหรือชื่นชอบอะไร แต่ตอนนี้เห็นเด็กรุ่นใหม่สนใจผ้าไทยมากขึ้น เช่น อย่างตัวผมชอบไปอัพเดทงานโอท็อป เราจะได้เก็บข้อมูลมาทำเทรนด์เพื่ออัพเดทชาวบ้าน ซึ่งการทำเทรนด์เราก็ต้องมองว่าเทรนด์ในเมืองไทยเป็นอย่างไร เช่น ช่วงแสดงความอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ใส่ดำ สีกรมท่า สีเทา ซึ่งหลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เรียบร้อยแล้ว คนกลุ่มนั้นจะยังไม่ใส่สีสันสดใสแน่นอน เลยมาคิดว่าจะทำสีอะไรดี ก็เลยคิดว่าสีพาสเทลน่าจะเรียบร้อย แต่ต้องไม่ใช่สีพาสเทลหวานจ๋อย ผมเลือกที่จะเจือสีเทาลงไป 5% ในการลงสีเส้นด้าย แล้วเรียกกลุ่มสีนี้ว่า sad pastel และส่งเทรนด์ไปให้ชาวบ้านที่ย้อมเส้นด้าย เมื่อชาวบ้านทอออกมาจะได้สีพาสเทลที่ดูหมอง ปรากฏว่าฟีดแบ็กดีมาก ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากการที่เราไปเดินงานโอท็อปและวิเคราะห์เหตุการณ์บ้านเมือง และดูว่ามันควรจะเป็นอย่างไร 

ส่วนตอนนี้เริ่มมองเป็นสีสดมากขึ้น เพราะสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี เลยเริ่มแทรกสีที่ให้มันสดขึ้นมาเพื่อสร้างบรรยากาศโดยรวมให้ผู้คนดูเบิกบานขึ้น ส่วนโทนสีคราม สีเดนิม ก็ควรมีต่อไปเพราะยังคงใช้ได้อีกหลายปี ผมไม่ได้อิงกับหนังสือเทรนด์ต่างประเทศมาก แต่จะดูตามสถานการณ์ที่เจอมากกว่า ครั้งหนึ่งได้เดินตามคนกลุ่มหนึ่งที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ แต่งตัวธรรมดามากๆ ใส่เสื้อผ้าสีหม่นๆ เดินตามจนพบว่า พวกเค้าพักโรงแรมราคาไม่แพง บังเอิญว่าเพื่อนเป็นเจ้าของโรงแรมนั้นเลยให้เค้าเช็ค เลยพบว่าวันรุ่งขึ้นเค้านำเงินไปใช้กับไลฟ์สไตล์ที่ลัคชัวรีมาก เช่น สปาห้าดาว ดินเนอร์ที่โรงแรมหรู เหตุที่เดินตามกลุ่มนี้ เพราะบางคนใส่เสื้อสีหม่นหมดเลยนะ แต่ทาปากเป็นโทนสีส้มสีแดง ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้น่าสนใจ เลยดึงสีจากคนกลุ่มนี้มาเป็นเทรนด์โดยใช้สีช็อกโกแลตตัดกับสีแสด ทำเป็นเทรนด์ให้ตัดกัน นำเทรนด์นี้ไปให้ผู้ประกอบการที่ทำจักรสานเพื่อที่จะไปแสดงที่ Tokyo International Gift Show พอผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นมาตรวจงาน มาเห็นก็ชอบมาก บอกว่าการจับคู่สีน้ำตาลช็อกโกแลตกับแสดแบบนี้กำลังฮิตมากที่ญี่ปุ่น

การใช้สี sad pastel นอกจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนไทย มีการนำไปปรับใช้กับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าต่างประเทศหรือไม่
ผมเชื่อว่าเทรนด์ต่างๆ คือการมโน สิ่งที่ทำให้คนเชื่อเรื่องของเทรนด์ได้คือเรื่องของสตอรี่ ถ้าเรามีเรื่องที่แกร่งพอ เขาจะเคารพสิ่งที่เรากำลังคิดอยู่ เทรนด์ของผมเลยมีพื้นฐานมาจากความเป็นจริง

การให้ความสำคัญกับรากเหง้าและบริบทต่างๆ ไม่ทราบว่าหน่วยงานของบ้านเรามีเก็บรวบรวมไว้หรือไม่
ผมไม่ได้สนใจว่ามีองค์กรไหนสนับสนุนอะไรไหม แต่ผมนำสิ่งที่รีเสิร์ชมาส่งแมสเสจออกไป หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของสื่อที่เข้ามาจัดการในการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ผมแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้สร้างสรรค์ และบิดมุมมองให้เกิดไอเดียใหม่ๆ บางคนเห็น บางคนไม่เห็น มันเป็นเรื่องของเขา ผมแค่อยากแสดงให้เห็นว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเรามีมูลค่ามาก แต่เราใช้กันไม่เป็น 

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังทำแบรนด์ของตัวเองที่หยิบเอาเรื่องวัฒนธรรมมาใช้เป็นองค์ประกอบ คุณธีระมีคำแนะนำอะไรไหม
สิ่งที่เห็นเยอะมากที่บอกว่าย้อมคราม แต่ความจริงแล้วคือสารเคมี แล้วหลอกลวงกลุ่มผู้บริโภคว่าเป็นคราม 100% นั่นหมายความว่าคุณไม่มีความจริงใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่เคารพต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ต้องอะไรมาก ถ้าจะทำย้อมสีธรรมชาติก็ทำรูปแบบให้มันชัดเจน ถ้าจะย้อมสีเคมีก็ควรบอกกลุ่มลูกค้าไปว่าย้อมเคมี แต่ในอีกมุมหนึ่ง ครั้งหนึ่งผมเคยสัมภาษณ์คนหนึ่งที่ชอบการย้อมสีธรรมชาติมาก แต่เขากลับบอกว่าเวลาซื้อของ จะดูแค่ว่าชอบหรือเปล่า ถ้าชอบก็ซื้อ แค่นั้น เลยจับใจความได้ว่าความจริงแล้วไม่ว่าสินค้านั้นจะย้อมสีธรรมชาติหรือเคมี ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับยอดขายเลย ขอให้รูปแบบสวยและถูกใจ แค่นั้นพอ

แล้วในเชิงทักษะและความสามารถ มีอะไรแนะนำไหม 
ทำอะไรอย่าเหมือนคนอื่น จงทำอะไรที่แตกต่างและต้องมีคอนเซ็ปต์ ทั้งนี้ก็อยู่ที่จุดมุ่งหมายและทัศนคติของแบรนด์ด้วย ต้องมีจุดยืนและคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน 

ในมุมมองของคุณธีระ แบรนด์สินค้าไทยมีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง 
แบรนด์แฟชั่นที่เราสู้ต่างชาติได้คืองานฝีมือ เช่น การทำออกมาและมีเทคนิคต่างๆ ราคาที่สู้ได้ งานฝีมือที่สู้ได้ แต่จำไว้เสมอว่าแฟชั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่หายไปก่อนตอนที่เศรษฐกิจไม่ดี และเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนจะนึกถึงตอนที่เศรษฐกิจกลับมาดีอีกครั้ง เพราะฉะนั้นคนที่จะทำแบรนด์สินค้าต้องมีสายป่านที่ยาว ส่วนงานคราฟต์เราสามารถเป็นหนึ่งในเอเชียได้ เพราะงานฝีมือเราดี แรงงานเยอะแต่ต้องมีการฝึกทักษะและตรงเวลา ค่าครองชีพต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เราพร้อมหมด ยกเว้นผู้เชี่ยวชาญที่เราขาดตรงนี้เยอะมาก การที่ผมโพสเวลาไปลงพื้นที่ต่างจังหวัดในเฟสบุ๊กเป็นการส่งสารให้คนทั่วไปได้ทราบ เป็นการกระตุ้นให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและมาช่วยกัน จนเริ่มเห็นคนนำผ้าไทยมาใช้มากยิ่งขึ้น  สิ่งที่ผมไปช่วยและมีกำลังใจมากคือเวลาผมไปช่วย ผมไม่ได้ช่วยแค่คนเดียว ดีใจที่ได้ช่วยสร้างชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราช่วยอะไรได้ก็ช่วย พอช่วยเขา เราก็มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน เป็นคอนเน็กชั่นที่ดี จะคอยติดตามผลลัพธ์ตลอด และที่สำคัญคือเขาต้องลืมตาอ้าปากได้ นั่นแปลว่าสามารถปลดหนี้ได้ รู้จักการตั้งราคาขายที่ถูกต้อง เข้าไปช่วยพัฒนาแบบ ตรงนี้เป็นความรู้เชิงดีไซน์ ลดทอน เพิ่มเติม สุดท้ายคือการสร้างความแข็งแรงของชุมชน  

“การช่วยเหลือสังคม ไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนมีหน้าที่ช่วยกันได้ ใครถนัดแบบไหนก็ช่วยแบบนั้น มันจะทำให้สังคมน่าอยู่มากยิ่งขึ้น”

เรื่อง : กริยา บิลยะลา และกมลกานต์ โกศลกานต์