ประเทศไทยถูกขนานนามว่าเป็นครัวโลก มีอาหารที่หลากหลาย หากินได้ง่ายทุกตรอกซอกซอย ตั้งแต่ภัตตาคารใหญ่ไปจนถึงสตรีทฟู้ดริมทางเท้า ผนวกกับการเป็นประเทศที่โดดเด่นด้านธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งมักควบคู่ไปกับอาหารจำนวนล้นหลาม แต่จะมีใครเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า อาหารที่ถูกเสิร์ฟหรือเตรียมไว้หลังครัวทุกๆ มื้อ มีจำนวนเท่าไรที่ต้องกลายเป็นขยะอาหารและจบวงจรชีวิตที่หลุมฝังกลบ หรือช่องว่างการเข้าถึงอาหารของคนที่ห่างกัน ทำให้มีผู้ทิ้งอาหาร หรือเหลืออาหารมากมายแทบทุกชั่วโมง ในขณะที่ผู้ยากไร้หลายล้านคนทั่วโลกกลับต้องหิวโหย 

โบ เอช. โฮล์มกรีน (Bo H. Holmgreen) และทูริด เคห์นี (Turid Kaehny) ผู้จัดตั้ง Scholars of Sustenance ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวที่พบจากการท่องเที่ยวประเทศในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งคู่ค้นพบว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมีมากขึ้น จึงมีแนวคิดที่จะส่งผ่านอาหารเหลือทิ้งหรือ Surplus Food ไปยังกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องการนำแนวคิดเรื่องการจัดการอาหาร Food  Waste และ Food Bank มาประยุกต์ใช้ จึงเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชีย ก่อตั้งมูลนิธิ Thai Harvest|SOS ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีคุณฝ้าย-ธนาภรณ์ อ้อยอิสรากุล เจ้าหน้าที่ประสานงานกับผู้บริจาคอาหารของมูลนิธิ มาร่วมสร้างความตระหนักรู้และนำเสนอแนวคิดเรื่องอาหารเหลือทิ้งสู่คนไทย

จุดเริ่มต้นของคุณฝ้ายกับการมาทำงานในมูลนิธิ Thai Harvest|SOS เกิดขึ้นได้อย่างไร
ความชอบของเราไม่ได้เริ่มจากปัญหาอาหารที่ถูกทิ้ง (Food Waste) โดยตรง แต่เริ่มจากที่ฝ้ายอยากทำงานที่เกี่ยวกับสังคมอยู่แล้ว เพราะเคยทำครูอาสา และก็เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science) มา เลยคิดว่าถ้าได้ทำสิ่งที่เรียนและสิ่งที่อยากทำ ซึ่งเป็นความชอบของเรา มันน่าจะเป็นเรื่องดี มูลนิธิ Thai Harvest|SOS เริ่มจดทะเบียนเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2016 มีสตาฟฟ์เพียง 2 คน ซึ่งตอนนั้นเขาเปิดรับตำแหน่ง Food Hygienist ที่จะเข้ามาประกันคุณภาพอาหาร เรารู้อยู่แล้วว่ามูลนิธิจะรับอาหารจากโรงแรม เขาจึงต้องการคนที่จะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องคุณภาพอาหาร จึงเข้ามาสมัครตำแหน่งนี้

การทำงานของ Thai Harvest|SOS เป็นอย่างไร
การทำงานแบ่งเป็น 2 โปรแกรมหลัก

  1. Edible Program หรือการรับบริจาคอาหารที่เหลือทิ้ง โปรแกรมนี้เป็นงานหลักที่กำลังทำอยู่ 
     
  2. Compost Program หรือการรับบริจาคเปลือกผักผลไม้ โดยเราจะนำถังขยะใบใหญ่ ความจุ 120 ลิตร ไปติดตั้งในห้องครัวของโรงแรม ​

ขั้นตอนการรับอาหารของมูลนิธิคือการขับรถไปรับอาหารตามโรงแรม โดยมีแผนการรับอาหารที่ถูกแพลนไว้ก่อนออกเดินทาง เมื่อไปถึงจะนำกล่องที่มีอาหารออกมาชั่งน้ำหนักและแยกประเภทอาหาร เช่น อาหารปรุงสุก เบเกอรี่ หรือผลไม้ ที่เหลือจากครัวโรงแรม

ความท้าทายแรกในการรับอาหารเหลือทิ้งจากครัวโรงแรมคืออะไร
จริงๆ แล้วมูลนิธิมี Compost Program หรือการรับบริจาคเปลือกผลไม้และผักก่อน ปีแรกที่ทำมูลนิธิขึ้นมา การหาผู้บริจาคอาหารเป็นเรื่องยาก เวลาเราไปถามใคร เขาก็บอกว่าไม่มีขยะหรือไม่มีอาหารเหลือทิ้งเลย ทั้งยังไม่เข้าใจว่าเราต้องการอาหารแบบไหน เมื่อถูกปฏิเสธมากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงเริ่มใหม่ โดยเริ่มจาก Compost Program ก่อน นั่นคือเปิดรับเศษอาหาร ผัก ผลไม้ ดังนั้น Compost Program จึงเหมือนกุญแจที่เปิดประตูการทำงานของเรา เราเริ่มจากการให้โรงแรมทดลองแยกขยะ เมื่อแยกออกมา เขาจะทราบเลยว่าจริงๆ แล้วในถังขยะ 1 ใบมีอะไรบ้าง เมื่อเริ่มคัดแยกขยะมาสักพักหนึ่ง เราจะเห็นว่าในถังขยะเหล่านั้นมีทั้งผลไม้ทั้งลูกที่ยังกินได้ มีขนมปังที่ยังกินได้แบบร้อนๆ เหมือนเพิ่งอุ่นใหม่ๆ จากนั้นเราเริ่มเก็บข้อมูลและถ่ายรูปไว้ แล้วแจ้งไปยังโรงแรมว่าเราอยากได้อะไรแบบนี้ แต่เราต้องการแยกเพื่อนำไปให้คนกินต่อ ทางโรงแรมก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า Surplus Food หรือขยะเหลือทิ้งที่เราต้องการคือแบบไหน เขาจึงแยกอาหารตามโปรแกรมที่เราจัดไว้ให้ 

 
 

Thai Harvest|SOS  ทำงานกับใครบ้าง
เราทำงานกับผู้บริจาคอาหาร ซึ่งเป็นโรงแรมในกรุงเทพฯ ชั้นในทั้งหมด 17 แห่ง เทสโก้ โลตัส ทั้งหมด 12 สาขาที่เข้ารับทุกวัน นอกจากนั้นเป็นร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ หรือร้านขนมปังในย่านสุขุมวิท เราเริ่มติดต่อโรงแรมโดยใช้คอนเน็กชั่นและแบบปากต่อปาก อย่างเวลาที่ทำงานกับโรงแรมใดโรงแรมหนึ่ง เราจะทำงานกับแผนกต่างๆ ทั้งที่เป็นทั้งครัว ฝ่ายควบคุมคุณภาพ พนักงานล้างจาน ฯลฯ  และแชร์ข้อมูลกันว่าเมื่อใช้วิธีการของมูลนิธิแล้ว โรงแรมมีการจัดการขยะ (Waste Management) ดีขึ้นอย่างไรและได้ประโยชน์อะไรจากตรงนี้บ้าง เราทำกับหลายๆ บริษัทอย่าง Pacific Asia Travel Association (PATA)  ซึ่งเขาทำ Buffet Campaign ร่วมกับโรงแรมในการลดขยะอาหาร โดยเขามีช่องทางการติดต่อกับเครือข่ายที่หลากหลาย จึงได้ช่วยเหลือเป็นตัวกลางระหว่างมูลนิธิกับโรงแรม นอกจากนี้มูลนิธิยังได้ทำงานร่วมกับสถานทูตออสเตรเลียและเยอรมนี การทำงานร่วมกับสถานทูตทำให้เครือข่ายในประเทศนั้นๆ สามารถเชื่อมตรงถึงเราได้ ในส่วนของผู้รับบริจาค ภายใน 7 วัน เราจะนำอาหารไปส่งยังที่ที่ไม่ซ้ำกัน อาจมีบางที่ที่ไปส่งสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เราส่งไปที่บ้านราชาวดีชาย ปากเกร็ด มูลนิธิบ้านพระพร พระราม 9 มูลนิธิ Mercy Centre คลองเตย สถานพักพิงคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ศูนย์เครือข่ายคนไร้บ้านบางกอกน้อย และกลุ่มแม่ที่มีลูกตั้งแต่อายุยังน้อยที่ดินแดง

อาหารเหลือทิ้งแบบไหนที่เราไม่สามารถรับได้ 
อาหารที่เราไม่รับคืออาหารประเภทปรุงสุก อาหารประเภทซีฟู้ด อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ ข้าวหุงสุก ด้วยเหตุผลเรื่อง Food Safety เพราะอาหารเหล่านี้อายุสั้น ก่อนจะมีผู้บริจาคใหม่ เราจะมีการเทรนนิงให้แก่ผู้รับหรือผู้บริจาค โดยทำให้เห็นว่าอาหารประเภทไหนที่เรารับบริจาค และอาหารประเภทไหนที่รับบริจาคไม่ได้ เราต้องแจ้งให้ทราบว่าการแพ็กเกจต้องทำอย่างไร เก็บไว้ที่ไหน ซึ่งอาหารเหล่านี้จะถูกตรวจสอบคุณภาพโดยโรงแรมหรือผู้บริจาคเอง 1จุด จากตัวผู้ขับรถก่อนจะนำของขึ้นรถของมูลนิธิอีก 1 จุด และจุดที่ 3 คือจุดผู้รับบริจาค ผู้รับจะได้รับการเทรนนิงจากเราในการรับมือกับอาหารจำนวนมาก อย่างในหนึ่งคันรถ เรามีอาหารที่หลากหลายเป็นจำนวนกว่า 100 กิโลกรัม เขาก็จะต้องมีอุปกรณ์ที่สามารถรองรับอาหารเหล่านี้ได้ เช่น เตาแก๊สที่สามารถอุ่นหรือเปลี่ยนสภาพอาหารได้ ตู้เย็นหรือตู้แช่แข็ง เพราะบางครั้งเรามีอาหารแช่แข็งไปบริจาคด้วย พวกเขาต้องถูกเทรนด์ว่าอาหารเหล่านี้จะต้องกินให้หมดภายในกี่วัน อาหารแบบไหนเก็บได้หรือไม่ได้ อย่างเบเกอรี่เก็บได้ 2-3 วันในอุณหภูมิที่เย็น ผู้รับบริจาคก็ต้องรับทราบตรงนี้ด้วย แต่เขาจะไม่ทราบว่าอาหารมาจากที่ไหน โรงแรมอะไร เพราะเรามีสัญญาบริจาคอาหารไว้แล้ว 

 

ความท้าทายของงานจัดการอาหารเหลือทิ้งคืออะไร
ความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) เป็นเรื่องใหญ่ที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ในกรุงเทพฯ รถติดมาก แต่เราต้องจัดการอาหารจากผู้บริจาคไปจนถึงผู้รับภายใน 1 วัน ตรงนี้เป็นความท้าทาย ทีมขับรถทั้งหมดจะมีการคุยเรื่องเส้นทาง ทุกอย่างเปลี่ยนได้ตลอดเวลาเพื่อให้ทันอาหาร ถ้าถามว่าจะทำอย่างไรให้เร็วที่สุด ไปทางไหนให้เร็วที่สุด คนขับรถจะต้องมีความว่องไวต่อการเปลี่ยนแปลงตลอด ถึงแม้ว่ารถจะเป็นรถตู้เย็นก็จริง แต่เราก็ไม่อยากให้อาหารถูกเก็บอยู่ในตู้นั้นนานๆ เราจึงต้องทำงานแข่งกับเวลาด้วย ยิ่งเร็วแค่ไหนยิ่งดี อย่างการแจ้งเบื้องต้นไปยังทางโรงแรม เพื่อลดขั้นตอนการรับอาหาร โดยการนำอาหารมาไว้ที่จุดเดียวกัน เพื่อให้เวลาที่คนขับรถไปถึง สามารถนำอาหารขึ้นรถตู้เย็นได้เลย เราต้องขอความร่วมมือกับผู้บริจาคด้วยว่าทำอย่างไรให้เร็วได้บ้าง การคัดเลือกคนขับรถเข้าทำงานถือเป็นความท้าทายของทีมที่ต้องอยู่กับสถานการณ์นี้ เราเริ่มงาน 10 โมง เวลาเลิกงานคือเสร็จเมื่อเสร็จ เช่น โรงแรมแห่งหนึ่งมีครัวจัดเลี้ยงจำนวน 1,500 คน และคิดว่าต้องมีอาหาร Lunch Box เหลือแน่นอน เราจึงขับรถเข้าไปรับ 1 คัน แต่ปรากฏว่ารถไม่พอ จำเป็นต้องขับรถไปเพิ่ม 3 คัน เพราะมีอาหารเหลือทั้งหมด 700 กล่อง กว่าจะไปส่งถึงตัวผู้รับก็ประมาณ 3 ทุ่ม คนที่ทำงานตรงนี้จึงต้องยืดหยุ่นได้ 

Surplus food ที่มูลนิธิรับแต่ละวันมีปริมาณเท่าไร
ความจริงขยะอาหารมีเยอะมากจริงๆ อย่าง Thai Harvest|SOS เราสามารถเก็บขยะอาหารจาก Edible Program ได้ 700 กิโลกรัมต่อวัน ใช้รถบรรทุกอาหาร 3 คัน เก็บขยะอาหารจาก Compost Program ได้ 400-600 กิโลกรัมต่อวัน ใช้รถกระบะบรรทุก 1 คัน หากให้พูดถึง Surplus Food แล้ว มันมีเยอะมาก โดยเฉพาะโรงแรมที่มีโซนจัดเลี้ยงใหญ่ๆ หรืองานสัมมนา เช่น ลูกค้าซื้อแพ็กเกจว่าจะมีผู้มาร่วมงานในงานจัดเลี้ยงจำนวน 2,000 คน ทางโรงแรมต้องเตรียมอาหารสำหรับ 2,000 คน และเผื่อเหลืออีกหน่อย หากในวันนั้นแขกมาเพียง 1,500 คน อีก 500 กับส่วนที่เหลืออีกนิดหน่อยก็ต้องเหลือ เพราะปกติเวลาเหลือแบบนี้ โรงแรมจะทิ้งเลย ไม่ให้พนักงานเก็บไว้ เพราะเป็นนโยบายของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า แม้กระทั่งร้านโดนัทเล็กๆ ก็ยังไม่ให้พนักงานนำของเหลือกลับไปกิน

มูลนิธิมีการเทรนนิงโปรแกรม Food Safety อย่างไร 
พนักงานขับรถของ Thai Harvest|SOS จะเทรนนิงในโปรแกรม Serve Safe ของอีโคแล็บ (Eco-Lab) จะต้องนั่งเรียน 7 บท เป็นคอร์สแบบที่สตาฟฟ์ในโรงแรมเรียนกันเลย โปรแกรม Serve Safe จะเรียนวิธีการจัดการอาหารว่าต้องเก็บอย่างไร อุณหภูมิที่เท่าไร แม้กระทั่งการจัดเรียงของบริจาคในรถตู้เย็นก็ต้องเรียงให้ถูก ว่าถ้ามีของดิบต้องวางตรงไหน ของปรุงสุกแล้วต้องวางให้ห่างกัน มีการใช้อุปกรณ์ถุงมือเพื่อป้องกันด้านความสะอาดตลอดการทำงาน เพราะเราให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของอาหารเป็นอันดับหนึ่ง เราทำงานกับโรงแรม 17 แห่ง ซึ่งอยู่ในระดับ 5 ดาวทั้งหมดในกรุงเทพฯ ในเมื่อค่ามาตรฐานเขาค่อนข้างสูง เราก็ต้องทำมาตรฐานของเราให้เท่าเขา ไม่เช่นนั้น เขาก็ไม่ไว้ใจที่จะบริจาค เราต้องทำให้เขารู้ว่าเราสามารถจัดการอาหารได้ และต้องทำให้ได้อย่างที่พูด

อาหารใน Compost Program รับแล้วนำไปที่ไหน
ไปฟาร์มค่ะ เป็นฟาร์มเกษตรกรขนาดเล็กในบริเวณรอบกรุงเทพมหานคร มีอยู่ที่ชลบุรี พระราม 2 ชุมชนบางกระเจ้าเกือบทั้งโซน ทุกบ้านที่อยู่ใกล้กับตลาดน้ำ ตอนนี้ทำเกษตรกับเราเกือบทั้งหมดแล้ว มีทำทั้งปุ๋ยกลับกองและปุ๋ยไม่กลับกอง สูตรแม่โจ้ และจะมีการทำปุ๋ยหมักน้ำหรือปุ๋ยน้ำ ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของแต่ละบ้าน โรงแรมจะเป็นคนแยกขยะที่มาในหน้าตาของเศษเปลือกผลไม้และผัก ซึ่งจำแนกมาให้เราแล้ว เราจึงสามารถบริจาคได้เลย เรามีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสอนทำปุ๋ยสัปดาห์ละ 1 ครั้งต่อบ้าน 1 หลัง สลับกันไปหลายๆ ที่ ขยะเหล่านี้ใช้เวลาย่อยสลาย 3-4 เดือน จึงจะเป็นปุ๋ยที่สามารถนำไปใช้ปลูกพืชผักในฟาร์มของเขาเองได้ ซึ่งเราให้ฟรี โดยไม่มีการคิดราคาค่าสอนอะไรทั้งนั้น อุปกรณ์ต่างๆ เราเป็นคนจัดหาให้ทั้งหมด ไม่มีการที่ผู้รับปุ๋ยหรือรับอาหารต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย และผลผลิตที่ออกมาจาก Compost Program ก็จะเป็นปุ๋ยของเกษตรกรไปเลย ทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยดิน เวลาเขาได้ผลิตผล เขาก็นำมาแบ่งเราทีละเล็กละน้อย เป็นน้ำใจของเขา 

“เวลาที่เราออกไป นั่นเสมือนเป็นการสร้าง Community ในด้านของชุมชนอีกด้วย”

ยกตัวอย่างเช่นที่ชลบุรี บ้านหลังหนึ่งทำ บ้านอื่นๆ ก็ขอมาดูวิธีการทำปุ๋ย และขอให้สัปดาห์หน้าไปบ้านอื่นอีกได้ไหม เหมือนเป็นการสร้างความรู้จักกัน ถ้าบ้านหลังหนึ่งทำ บ้านอีก 4-5 หลังจะมาช่วยกันทำ มันคือความน่ารักของชุมชน เราแฮปปี้ เกษตรกรก็แฮปปี้ ในขณะเดียวกันจะมีช่วงที่รับปุ๋ยเสร็จแล้ว บ้านหลังหนึ่งจะไม่สามารถรับขยะเพิ่มได้อีก เพราะต้องใช้ให้หมดก่อน เราก็จะส่งขยะเหล่านี้ไปที่ฟาร์มสัตว์รังสิตอีก 2 แห่ง นำพวกเศษอาหารไปให้เป็นอาหารสัตว์ โดยที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการอะไรเลย สัตว์ก็สามารถกินทั้งเปลือกได้ในแบบนั้น 

มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการขยะอาหารอย่างไร
เราได้ทุนจาก NIA มาพัฒนาแอพพลิเคชั่น กำลังจะทำแอพพลิเคชั่นในการจัดการรับอาหาร เพื่อความสะดวกในทางฝั่งของคนขับที่จะตรวจน้ำหนัก หรือผู้บริจาคต้องการแก้ไขข้อมูลเพิ่มเติม หรือทราบข้อมูลการบริจาคของตัวเอง เพราะทุกวันนี้ ทุกๆ สิ้นเดือน เราจะต้องส่งน้ำหนักกลับไปให้ผู้บริจาคเป็นรายงาน ว่าเดือนหนึ่งเขาบริจาคให้เราเท่าไร ลดคาร์บอนฟุตปรินต์มากแค่ไหน แอพพลิเคชั่นจะสามารถใช้งานได้ในปี 2019 เราตั้งใจว่าจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น และมีเป้าหมายในอนาคตว่าถ้าหากมีผู้ต้องการบริจาคอาหารที่ไม่ใช่ผู้บริจาครายวันอย่างโรงแรม ก็สามารถเข้าถึง Thai Harvest|SOS ของเราได้โดยผ่านแอพพลิเคชั่น คล้ายๆ กับการเรียก Grab เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้มีอาหารบริจาคได้ทุกวัน แต่บางวันที่อยากบริจาคก็สามารถเข้ามาติดต่อเราได้เลย

การจัดการกับขยะเหลือทิ้งเป็นหน้าที่ของทุกคนหรือไม่
เป็นของทุกคนโดยเฉพาะภาคครัวเรือน เรามีหน้าที่ตอบสนองกับทุกสิ่งรอบตัวเราอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทางสังคม ทรัพยากร หรือทุกๆ สิ่งที่เราใช้สอย เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องรับผิดชอบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร อย่างการที่เราจัดการกับสิ่งที่เราซื้อหรือกินให้หมด มันจะได้ไม่เหลือเป็นขยะ หรือเราจะรับผิดชอบตั้งแต่ต้น โดยมีการวางแผนการซื้อ ตรวจตู้เย็นหรือตู้กับข้าวก่อนว่าเรายังเหลืออาหารหรือผลไม้อะไรบ้าง ทำให้เราลดเวลา ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และที่สำคัญคือการที่เราไม่มีของเหลือทิ้ง นั่นคือการรับผิดชอบอย่างหนึ่งในการทำให้ไม่มีขยะอาหารโดยเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ถ้าเราเริ่มรู้จักการแยกขยะ ทั้งขยะเปียกหรือขยะแห้ง นั่นจะช่วยให้การทำงานของคนที่มาเก็บขยะตามบ้านง่ายขึ้นด้วย อย่างการทิ้งแกงโดยห่อไว้ในถุงก่อน แบบเดียวกับขยะอันตราย นอกจากทำให้ภาคอื่นๆ ทำงานง่ายขึ้น เราก็สามารถสร้างนิสัยที่ดีต่อผู้บริโภคได้ด้วย

กรณีศึกษาจากต่างประเทศที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางได้มีอะไรบ้าง
ในยุโรปเขาทำมานานมาก อย่างฝรั่งเศสที่แบนพลาสติกทุกอย่าง ร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านขายของชำ หากร้านใดทิ้งอาหารซึ่งยังกินได้ถือว่าผิดกฎหมาย เขาผ่านช่วงเวลาที่เรากำลังเผชิญไปถึงขั้นนั้นแล้ว จึงสามารถทำให้เป็นเรื่องสำคัญในสังคมของเขาได้ เราดูตัวอย่างแล้วเรียนรู้ว่ามันต้องทำอย่างไร ต้องได้แรงผลักดันจากใครบ้างหรือภาคใดบ้าง เพราะการเป็น NGO เราอยู่ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ถ้าสามารถทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายมองเห็นปัญหาเดียวกันได้ก็สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น หรือในออสเตรเลีย เขามีการปกป้องผู้บริจาคอาหารแล้ว โดยมีกฎหมายบริจาคอาหารและคุ้มครองคนเหล่านี้ อย่างไรก็ดียังไม่เคยมีตัวอย่างการบริจาคที่มีปัญหาด้านความปลอดภัยทางอาหารสักครั้งเดียว หรือการให้คาร์บอนเครดิตในหลายประเทศก็มีกัน ถ้าประเทศเราสามารถมีได้ คนที่บริจาคอาหารก็ยิ่งอยากบริจาคมากขึ้น มันไม่จำเป็นหรอกที่ต้องบริจาคให้กับมูลนิธิ Thai Harvest|SOS เขาอาจขับรถไปบริจาคที่บ้านเด็กกำพร้าได้เอง แต่มันขึ้นอยู่กับว่าจะทำอย่างไรให้ง่ายขึ้น หรือในอังกฤษ อย่าง Tesco Lotus UK การจะเป็น Supplier ให้กับบริษัท คุณต้องมีระบบจัดการเรื่องขยะอย่างถูกต้อง โดยที่ไม่ทิ้งอาหาร มีระบบการบริจาคอาหารที่เป็นระบบ แต่หากประเทศไทยมีเงื่อนไขข้อนี้ เทสโก้ โลตัส คงไม่มีของมาขายแน่ๆ หรือการจัดการขายผลไม้ Ugly Fruit สำหรับประเทศไทย ก่อนที่เราจะทำอย่างนั้นได้ เราต้องบอกให้คนเข้าใจว่าถึงแม้ว่าผลไม้จะไม่สวย แต่มันก็มีวิตามินซี มีแคลเซียมเท่ากันกับอันที่สวย จริงๆ แล้ว Perfect Fruit เป็นแนวคิดที่แปลกมาก เพราะธรรมชาติไม่ได้เกิดมาแล้วรูปร่างสมบูรณ์แบบเลย มันไม่โอเคกับการที่เราจะนำมาตรฐานความสวยงามหรือบรรจุภัณฑ์มากำหนดขนาดหรือหน้าตาของผักผลไม้เหล่านั้น

“ผักผลไม้นี้ไม่ได้เกิดมาเหมือนเด็กหลอดแก้ว พวกเขาควรคดหรืองอได้ แครอทไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างตรงเป๊ะเสมอไป มันควรจะมีองศาที่เป็นไปตามธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้ผิดอะไร ยังคงมีสารอาหารครบถ้วน แต่เราไปแบ่งแยกเกรดเขาเป็น A B C หรือเกรดที่ไม่มีใครเอา แล้วต้องนำผักผลไม้นั้นไปทิ้งลงในลานขยะ”

ครัวเรือนไทยมีวิธีจัดการอาหารด้วยตัวเองอย่างไรได้บ้าง
เราเริ่มต้นจากการอ่านฉลากให้เป็นก่อน อย่าง Best Before ที่คนมักเข้าใจว่ามันเสียแล้ว จึงทิ้งอาหารเหล่านั้นไป แต่ความจริงแล้ว Best Before เกิดจากการที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องการปกป้องตัวเองจากการเปลี่ยนสภาพของอาหาร อย่างเช่น สีเปลี่ยน ความหนืดเปลี่ยน หรือสภาพทางกายภาพที่เปลี่ยนไป แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารเหล่านั้นได้เสียแล้ว สำหรับอาหารบางชนิด เรายังสามารถกินได้หลังจากวันที่ถูกกำหนดใน Best Before ไปอีกนานถึง 3 เดือน เช่น เครื่องดื่มผงที่อาจมีการจับตัวแต่ว่ายังคงกินได้อยู่ พฤติกรรมการบริโภคระดับครัวเรือน เราสามารถรับผิดชอบต่อการบริโภคของเรา อย่างการสั่งมาแล้วกินให้หมด ถ้ากินไม่หมดก็ห่อกลับบ้าน เมืองไทยอาหารมีราคาถูก เรามีเมนูให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่มิชลินสตาร์ไปจนถึงสตรีทฟู้ด เมื่อหาทานได้ง่ายมาก เราจึงไม่ได้ให้ค่าของอาหารมากขนาดนั้น เรากล้าทิ้งหมูปิ้งไม้ละ 10 บาท เพราะคิดว่าแค่ 10 บาท แต่เราไม่คิดถึงต้นทุนของการได้มาซึ่งหมูปิ้ง เราต้องเสียน้ำตาล น้ำมัน ค่าขนส่ง รวมถึงค่าเลี้ยงหมูตั้งแต่ต้นทาง เราไม่เคยคิดถึงตรงนั้น สิ่งที่เราทิ้งไปในหนึ่งครั้งของอาหาร 1 อย่าง มันคือต้นทุนของกำลังคน การขนส่ง และการบรรจุภัณฑ์ ถ้าเรามีระบบจัดการวางแผนที่ดี เราก็ไม่ต้องเหลืออาหาร แต่ถ้าเหลือแล้ว เราสามารถทำประโยชน์อะไรจากอาหารเหล่านั้นได้หรือไม่ เช่น ทำปุ๋ย หรือบริจาค หรือถ้าจำเป็นต้องทิ้ง เราสามารถแยกขยะให้มันง่ายต่อคนที่เก็บขยะได้หรือไม่

โอกาสการจัดการขยะอาหารในไทย สามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่
มันเริ่มต้นจากการที่เราต้องเห็นถึงปัญหาที่ตรงกัน ถึงเราจะเห็นภาพไม่ชัด แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีปัญหา เรามีองค์กรที่ระดมเงินเพื่อไปบริจาคอาหาร ในอีกฟากหนึ่งเราก็มีคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อที่จะทำลายอาหารเหล่านั้นด้วยเหตุผลทางธุรกิจหรือนโยบายองค์กร ถ้าคนยังไม่รู้เท่าไร เราก็ต้องสร้างความตระหนักรู้ให้มากขึ้น เราต้องทำอย่างไรให้คนไทยเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ยิ่งประเทศเราเป็นถึงครัวของโลก นั่นหมายความว่าเราผลิตอาหารจำนวนมาก แต่ไม่ได้มีจำนวนตัวเลขที่ชัดเจนว่าเราทิ้งขยะอาหารเป็นจำนวนเท่าไร มีเพียงแต่บอกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ของหลุมฝังกลบเป็นขยะอาหาร เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าขยะอาหารพวกนั้นคืออะไร ถ้าเราเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้คนเห็นภาพได้ มันก็จะสามารถกระตุ้นให้คนรู้สึกตระหนักได้

“คำว่าเราไม่มีนโยบายที่จะบริจาคอาหาร ซึ่งความเป็นจริง มันไม่มีหรอกนโยบายแบบนี้ เราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง”

เรื่อง นิมินทรา มินทราศักดิ์