แร็ปและฮิปฮอปเป็น “เครื่องมือ” แนวใหม่ที่ช่วยเยียวยาผู้มีอาการผิดปกติทางจิตได้ นั่นคือสิ่งที่อาคีม ซูเล (Akeem Sule) และเบ็กกี อิงสเตอร์ (Becky Inkster) เชื่อมั่นอย่างยิ่ง หนุ่มสาวดีกรีด็อกเตอร์สองคนนี้จึงช่วยกันปลุกปั้น Hip Hop Psych กลุ่มทำงานเพื่อสังคม (Social Venture) ที่ก่อตั้งในประเทศอังกฤษเมื่อปี 2014 ทำงานร่วมกับครูและบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก เพื่อช่วยเหลือผู้มีอาการป่วยทางจิตด้วยเพลงแร็ป

©Nick Kozak/Toronto Star

ทั้งอาคีมและเบ็กกีเป็นนักจิตวิทยาที่ชื่นชอบเพลงแร็ป แม้ปัจจุบัน ภาพลักษณ์ของดนตรีแนวนี้จะถูกนำไปโยงกับความหยาบคาย รุนแรง หรือแม้กระทั่งถูกกล่าวโทษกลายๆ ว่าเป็นสาเหตุให้เกิดอาชญากรรมใหญ่น้อย (โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา) แต่ทั้งสองเล็งเห็นว่า “แก่นดั้งเดิม” ของวัฒนธรรมฮิปฮอปที่กำเนิดในย่านบร็องซ์ (Bronx) ของมหานครนิวยอร์กในช่วงทศวรรษ 1970 คือการพยายามทำความเข้าใจตัวเองและบอกอะไรบางอย่างแก่สังคม ทั้งยังทำให้คนๆ หนึ่งรู้สึกมั่นใจพอว่าชีวิตของตนนั้นมีค่ามีความหมาย (self empowerment) อีกทั้งการใช้ดนตรีแนวนี้เป็นสื่อยังทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ง่ายกว่า เพราะหากนั่งคุยกันเฉยๆ ก็ใช่ว่าผู้ป่วยจะยอมบอกทุกอย่างเสมอไป

การป้องกันปัญหาทางจิตมีสามระดับ ระดับแรกคือทำความเข้าใจ (understanding) ระดับสองคือรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ และเริ่มการบำบัด (early recognition and treatment) และสุดท้ายคือการวินิจฉัยอย่างเต็มรูปแบบ (full-established diagnosis) ซึ่งอาคีมและเบ็กกีใช้เพลงแร็ปเป็นสื่อในการช่วยเหลือผู้ป่วย (และผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะป่วย) ทั้งสามระดับ

เพลงแร็ปชื่อดังหลายเพลงมีเนื้อร้องที่บ่งบอก “ปัญหา” อย่างชัดเจน เพลงฮิต Swimming Pools ของศิลปิน Kendrick Lamar กล่าวถึงเด็กที่พยายามดิ้นรนทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่สภาพแวดล้อมรอบตัวโหดร้ายและเต็มไปด้วยความกดดัน เพลงแร็ปที่ชาวไทยรู้จักกันดีอย่าง Stan ของแร็ปเปอร์ระดับตำนาน Eminem เต็มไปด้วยปัญหาทุกรูปแบบ ตั้งแต่วัยเด็กที่บีบคั้น ความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเอง ยาเสพติด ปัญหาครอบครัว และทำให้เกิดผู้ใหญ่หนึ่งคนที่มีปัญหาทางจิตอย่างรุนแรง

“แร็ปเปอร์และศิลปินฮิปฮอปหลายต่อหลายคนมีพื้นเพมาจากย่านที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ปัญหาความยากจน ยาเสพติด ที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาทางจิตหลายอย่าง” เบ็กกีกล่าว “เราเห็นได้ชัดจากภาษาและสิ่งอื่นๆ ในเพลง เนื้อเพลงแร็ปส่วนใหญ่ซ่อนความหมายที่ซับซ้อนมาก ถ้าฟังดีๆ จะเห็นชัดเลยว่า ผู้แต่งมีความในใจหลายอย่าง”

“ดนตรีแร็ปเป็นอะไรที่พื้นฐานสุดๆ คุณไม่ต้องมีเครื่องดนตรี ไม่ต้องมีเสียงดี เพียงแค่พูดสิ่งที่คุณรู้สึกออกมา ทำจังหวะด้วยมือและปาก หาอะไรเคาะกับโต๊ะยังได้เลย นี่แหละทำให้เพลงแร็ปและดนตรีฮิปฮอปครองใจคนจำนวนมาก และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ แร็ปจึงเหมาะมากที่จะเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์” เบ็กกีอธิบาย

Hip Hop Psych ในงาน Festival of Ideas 2014 ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

©Cambridge University/Flickr.com

ข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันทั่วไปในวงการจิตวิทยาคือ หากจะรักษาอาการเจ็บป่วยทางใจ ก็ต้อง “พูด” ถึงมันเพื่อทำความเข้าใจ บางครั้งเมื่อได้พูดออกมา ผู้ป่วยเริ่มเข้าใจปัญหาที่เกิดและรู้สึกดีขึ้น หรือมิฉะนั้น ผู้ฟัง (ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์) จะเริ่มเข้าใจและมองเห็นวิธีช่วย ดังนั้น นอกจากการให้ผู้ป่วยฟังเพลงแร็ปแล้ว กิจกรรมหนึ่งที่ Hip Hop Psych ใช้คือ ให้ผู้ป่วยแต่งเนื้อร้องแร็ปเอง โดยให้บรรยายออกมาเป็นเพลงว่า มองเห็นตัวเองเป็นอย่างไรในอนาคต และใช้ดนตรีฮิปฮอปในการสอนนักศึกษาแพทย์เกี่ยวกับการช่วยเยียวยาความผิดปกติทางจิต

นอกจากช่วยเหลือผู้ป่วยที่เป็นประชาชนปกติ Hip Hop Psych ยังเคยไปจัดเวิร์กช็อปในคุก และได้รับจดหมายขอบคุณตอบกลับมาว่า สิ่งที่พวกเขาทำ ช่วยให้นักโทษมีความรู้สึกที่ดีขึ้นกับตัวเอง และเริ่มรู้สึกว่าชีวิตที่ล้มเหลวของตนนั้น “เปลี่ยนได้”

เว็บไซต์ของ Hip Hop Psych ระบุว่า มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าความ “ซ้ำไปซ้ำมา” ของทั้งเนื้อร้องและจังหวะในดนตรีฮิปฮอป ทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย (sense of safety) เพราะ “ทำนายได้” อีกทั้งเพลงแร็ปไม่ได้มีแต่เนื้อหารุนแรง และการใช้ดนตรีเป็นสื่อยังช่วยให้ผู้ป่วยหลายราย “ยอมเล่า” ปัญหาและความคับข้องใจของตนเอง แต่กลับไม่ยอมพูดถึงเมื่อเป็นการคุยกันตัวต่อตัว

อาคีมและเบ็กกีบอกว่า เพลงแร็ปหรือลูกผสมแร็ปบางเพลงมีเนื้อหาเชิงบวก ฟังแล้วเกิดกำลังใจ Hip Hop Psych จึงใช้เพลงเหล่านี้ในการรักษาด้วย อย่างเพลง Juicy ของศิลปิน Notorious B.I.G. นั้นเต็มไปด้วยความหวังและพลัง เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมแพ้ต่อความเจ็บช้ำต่างๆ ในชีวิต

อีกเพลงที่รู้จักกันดีอย่าง Happy ของ Pharrell Williams ก็เป็นเพลงที่ Hip Hop Psych ใช้บ่อย แม้เพลงนี้จะมีกลิ่นอายป๊อปมากกว่าฮิปฮอป แต่ตัว Pharrell เองนั้นเป็นแร็ปเปอร์ฝีมือดี และโด่งดังจากแนวเพลงฮิปฮอป เนื้อเพลงท่อนหนึ่งกล่าวว่า 

Here come bad news talking this and that, yeah, 
Well, give me all you got, and don’t hold it back, yeah, 
Well, I should probably warn you I’ll be just fine, yeah, 
No offence to you, don’t waste your time. 

เห็นได้ชัดว่าคนแต่งเพลงนี้มองโลกบนพื้นฐานความเป็นจริง (ว่าจะต้องเจอปัญหาต่างๆ) แต่จะเป็นอะไรก็เข้ามาเถอะ เอาให้เต็มที่ รับได้ทั้งนั้น แต่ (ข้า) ไม่แคร์หรอก อย่าว่ากันเลยนะ บางที Pharrell อาจกำลังบอกว่า นี่แหละคือวิธีแก้ปัญหาทุกชนิดในโลก คือยอมรับเถอะว่าชีวิตต้องเจอปัญหา ก็แค่รับให้ได้ และค่อยๆ ฝ่าฟันไปทีละเปลาะ

ปลายเดือนตุลาคม 2018 Pharrell Williams ออกอาการไม่ปลื้ม ให้ทนายส่วนตัวส่งจดหมายถึงประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐอเมริกา ให้หยุดใช้เพลง Happy ของเขาในการรณรงค์ทางการเมืองอย่างเด็ดขาด แต่เชื่อว่า การนำมาใช้รักษาผู้ป่วยของ Hip Hop Psych เป็นกิจกรรมที่ Pharrell และแร็ปเปอร์ทั่วโลกต่างเต็มใจ เพราะในฐานะนักดนตรี จะมีอะไรน่ายินดีไปกว่าเมื่อดนตรีของตัวเองมีส่วนช่วยเยียวยาจิตใจผู้คน

©Gabriel Barletta/Unsplash

ที่มา
บทความ The healing power of hip hop โดย Alexander Crooke และ Raphael Travis Jr. จาก theconversation.com
บทความ Hip Hop Psych raising awareness about mental health through music โดย Lauren Pelley จาก thestar.com
บทความ We Spoke to the Two Doctors Who Think Hip-Hop Can Help Battle Mental Illness จาก noisey.vice.com
hiphoppsych.co.uk
บทความ Hip-hop therapy is new route to mental wellbeing: Pharrell Williams song Happy highlighted for possible use in helping patients to tackle their own problems โดย Robin Mckie จาก theguardian.com

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ