มันคือเพลง New York, New York, แคมเปญ I Love NY, แนวเพลงดิสโก้ ไปจนถึงวัฒนธรรมฮิปฮอป

เรากำลังพูดถึงนิวยอร์กซิตี้ แต่ไม่ใช่ปี 1973 ที่ตึกแฝด หรืออาคารเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งควรจะเป็นเกียรติภูมิของเมืองแห่งนี้เปิดใช้บริการ

©National Archives and Records Administration

ไม่ใช่จังหวะอันดีสักเท่าไร เพราะในเวลานั้น เศรษฐกิจของอเมริกาเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย เช่นเดียวกับปัญหาวิกฤตงบประมาณของเมืองนิวยอร์กที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว

แน่นอนว่ามันเป็นปัญหาในแบบเดียวกันกับเมืองใหญ่หลายเมืองของสหรัฐอเมริกาในวันนั้น ที่โรงงานอุตสาหกรรมถูกทิ้งให้ร้าง และผู้คนย้ายหนีออกไปอยู่ชานเมือง

ประชากรลดลง เก็บภาษีได้น้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายเท่าเดิม

สำหรับนิวยอร์ก มันหนักหนากว่านั้น เมื่อเมืองแห่งนี้มีประวัติเยี่ยมยอดในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมือง ให้สูงกว่ามาตรฐานเมืองทั่วไปในอเมริกา ซึ่งหมายความถึงภาระด้านงบประมาณที่มากกว่า

แต่เมื่อรายได้ลดลง เมืองจำเป็นต้องกู้เงินมากขึ้นเพื่อมาใช้จ่ายในงานบริการสาธารณะ ยิ่งนานวันเข้า หนี้ก็ยิ่งสะสมมากขึ้นทุกที จนถึงจุดหนึ่ง ธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้ นิวยอร์กก็ไม่ต่างจากเรือที่กำลังจะล่ม

ทีมบริหารเมืองขอความช่วยเหลือไปยังรัฐบาล ซึ่งมีเจอรัลด์ ฟอร์ด เป็นประธานาธิบดีในขณะนั้น ก่อนได้รับคำตอบว่าเมืองต้องแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง (ดูภาพการยื่นขอความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากส่วนกลาง)

©New York Daily News

มันกลายเป็นพาดหัวข่าวอมตะของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กเดลีนิวส์ในวันต่อมาว่า “Ford to City: Drop Dead” ที่หมายถึงนิวยอร์กถูกปล่อยให้ล่มสลาย ซึ่งในภายหลังฟอร์ดได้กล่าวหาว่าพาดหัวข่าวนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาพ่ายแพ้แก่จิมมี คาร์เตอร์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1976

นิวยอร์กซิตี้เผชิญมรสุมนี้อยู่หลายปี พวกเขาไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ และไม่มีเงินสำหรับจ่ายเงินเดือนคนทำงาน นั่นรวมถึงการจ้างงานเจ้าหน้าที่บริการสาธารณะจำนวนมาก ตามมาด้วยการประท้วงของชาวเมือง บ้างถึงกับไปยึดสถานีดับเพลิงเพื่อไม่ให้มีการยุบสถานี บ้างเอาขยะมากองกันกลางถนนเพื่อให้พนักงานทำความสะอาดถนนต้องทำงาน

©New York Daily News

สิ่งที่กลายเป็นความทรงจำของชาวเมืองนิวยอร์กก็คือ เหตุการณ์ Blackout ไฟดับนาน 25 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 13-14 กรกฎาคม 1977 ร้านรวงต่างๆ ถูกปล้น ไม่นับเหตุการณ์ไฟไหม้และจลาจลในอีกหลายจุด

การตัดงบประมาณยังรวมถึงบริการสาธารณสุขและการศึกษา (ที่ทำให้ครูจำนวนมากตกงาน และมหาวิทยาลัยงดรับนักศึกษาใหม่) กับท้องถนนเต็มไปด้วยความเสื่อมโทรม อาชญากรรม และยาเสพติด ในขณะที่ไทม์สแควร์ในตอนนั้นคือถนนโลกีย์ดีๆ นี่เอง

เรื่องน่าสนใจก็คือ ในสังคมที่ดำดิ่งและไม่มีใครควบคุมอะไรได้ กลับคู่ขนานกันไปกับบรรยากาศเปิดกว้างและเสรีในเชิงวัฒนธรรม ทุกคนสามารถทำอะไรก็ได้ที่ต้องการ ในปี 1977 นี้ เมืองนิวยอร์กเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวในด้านดนตรี ที่ส่งจังหวะแปลกใหม่มาพาผู้คนหลีกหนีจากชีวิตจริงอันโหดร้าย

เมื่อมีคนนำดนตรีฮิปฮอปจากเขตบรอนซ์ทางตอนใต้มาเล่นที่คลับใจกลางนิวยอร์ก มันจึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว มันแพร่กระจายไปยังหมู่วัยรุ่น ที่มีดนตรีแนวใหม่นี้เป็นเครื่องปลอบประโลม ไม่ต้องบอกหรอกว่าการตัดงบประมาณด้านการศึกษาหมายถึงกิจกรรมดนตรีในโรงเรียนที่เคยมีก็หายไปด้วยเช่นกัน

©Hasse Persson

ไม่เพียงฮิปฮอปเท่านั้น เมื่อคลับในตำนานอย่างสตูดิโอ 54 ซึ่งเป็นแหล่งรวมของบรรดาเซเลบริตี้ในยุคนั้นเปิดขึ้นในปีเดียวกันนี้ มันก็กลายเป็นศูนย์กลางดนตรีดิสโก้ ที่เป็นส่วนผสมของดนตรีโซลกับฟังก์ และมักจะอยู่คู่กันกับวัฒนธรรมหลายหลายทางเพศ

จังหวะ ปาร์ตี้ ดีเจ บีบอย และการเฉลิมฉลองความหลากหลาย จึงกลายเป็นภาพจำของปี 1977 ขนานกับเหตุการณ์ Blackout ความเจ็บปวดจากวิกฤตงบประมาณ และการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีคนใหม่ที่มีสีสันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หมดหวังพังพินาศ และเริงร่าไม่แคร์โลกได้ในเวลาเดียวกัน

ไม่นับภาพยนตร์ New York, New York จากผู้กำกับอย่างมาร์ติน สกอร์เซซี ที่ออกฉายในปีเดียวกันนี้ และส่งเพลงในชื่อเดียวกันให้กลายเป็นทั้งเพลงประจำเมืองนิวยอร์กที่คนทั้งโลกร้องได้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความฝันใฝ่สำหรับใครอีกหลายคน

ยังไม่หมด ความป่วยพังของนิวยอร์กในทศวรรษนี้ ยังนำมาสู่แคมเปญ I Love NY ที่มาพร้อมกับโลโก้แห่งศตวรรษอย่าง I ❤ NY ในปี 1977 นี้ด้วย

ด้วยความตั้งใจให้เป็นแคมเปญเรียกความสนใจนักท่องเที่ยวเพื่อหารายได้เข้าเมือง ไม่มีใคร, หรือแม้แต่ผู้ออกแบบโลโก้ I ❤ NY อย่างมิลตัน เกลเซอร์, จะคิดว่าอิทธิพลของโลโก้ที่เขาทำให้กับเมืองโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายนี้จะส่งผลไปไกลและยาวนานขนาดไหน โลโก้ดังกล่าวไม่เพียงแต่กลายเป็นโลโก้แห่งยุคสมัย ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากแคมเปญโฆษณาสู่การเป็นโลโก้ของเมือง ขยายไปจนถึงรัฐนิวยอร์ก และถึงแม้ว่าเกลเซอร์เองจะไม่ชอบใจนักที่เห็นมันกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกเอาไปหาเงิน  แต่โลโก้ดังกล่าวก็ทำรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ให้กับเมืองนิวยอร์กปีละหลายล้านเหรียญ และเป็นโลโก้ที่ถูกนำไปดัดแปลงมากที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน

และกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำแสนดีที่เกิดขึ้นกับนิวยอร์กซิตี้ ในปี 1977

©Seb/Unsplash

ที่มา:
บทความ The Legacy of the 1970s Fiscal Crisis โดย Kim Phillips-Fein  จากเว็บไซต์ The Nation
บทความ 'Welcome to Fear City' – the inside story of New York's civil war, 40 years on โดย Kevin Baker จากเว็บไซต์ The Guardian
สารคดี NY77
หนังสือ หญิงหรือชาย ซ้ายหรือขวา หมาหรือแมว โดย Little Thoughts

เรื่อง Little Thoughts