เคยไหม ที่กินอาหารในจานไม่หมดแล้วกวาดลงถังขยะที่บ้าน หรือเหลืออาหารไว้ในจานเมื่อสั่งรับประทานที่ร้าน ผักสลัดในจานสเต๊กที่ไม่อยากกิน (เพราะไม่แน่ใจว่าเขาล้างสะอาดหรือเปล่า) ผัดกะเพราที่กินไม่ไหวเพราะเผ็ดหรือมันเลี่ยนเกินไป ผักบางอย่างที่เราไม่ชอบเลยเขี่ยทิ้ง อาหารที่เราทิ้งให้เน่าเสียคาตู้เย็น รวมไปถึงผักผลไม้ที่เหลือบางส่วนทิ้งในขั้นตอนการเตรียม เหล่านี้แหละคือ “ขยะอาหาร” ที่เราไม่เคยรู้ตัวกันเลยว่า ปีหนึ่งๆ เราทิ้งมันไปกี่กิโลกรัม

ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ทิ้งอาหารราว 63 ล้านตันต่อปี เฉพาะอุตสาหกรรมร้านอาหารอย่างเดียว ทิ้งอาหารมากถึง 11.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 25 พันล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 40% ของปริมาณอาหารทั้งหมดในประเทศ เมื่อเราทิ้งอาหารอะไรสักอย่าง เท่ากับเรากำลังเพิ่มขยะฝังกลบ ขยะเหล่านี้ทำให้เกิดแก๊สมีเธน ซึ่งก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรทุกอย่างที่ใช้ผลิต แปรรูป ขนย้าย และจัดเก็บอาหารนั้น (เช่น น้ำ ที่ดิน พลังงาน เงิน คนงาน)

แต่ข่าวดีคือ นี่เป็นปัญหาที่ “แก้ไขได้” ไม่เหมือนปัญหาภัยธรรมชาติ ที่บางครั้งเกินความสามารถของมนุษย์จะรับมือไหว ปัญหาขยะอาหารในสหรัฐฯ (และที่อื่นในโลก) แก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งบางครั้งอาจต้องถึงกับกำหนดเป็นนโยบายหรือข้อกฎหมายเพื่อให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม

©U.S. Department of Agriculture

เดือนตุลาคม 2018 เป็นเดือนแรกที่ร้านขายอาหาร “ทุกร้าน” ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ต้องเริ่มทำตามกฏหมายห้ามทิ้งอาหารทุกอย่าง รวมถึงเศษวัตถุดิบสดในห้องครัว กระดาษที่สกปรก (เช่น กระดาษกล่อง กระดาษเช็ดมือ กระดาษเช็ดปาก) ดอกไม้ และต้นไม้ที่ตัดในสวนของร้านอาหาร รวมทั้งต้องให้พนักงานเข้ารับการอบรมเรื่องการจัดการขยะด้วย ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกปรับเป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 100 เหรียญถึง 2,000 เหรียญสหรัฐฯ กฎหมายนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเมือง ที่ต้องการทำให้ออสตินเป็นเมืองที่ “ยั่งยืน” มากขึ้น

ใครเคยทำงานร้านอาหาร หรืออย่างน้อยเคยทำกับข้าว คงจินตนาการได้ว่ากฎหมายแบบนี้จะเพิ่มความลำบากให้ชีวิตอย่างมหาศาล ปอกมันฝรั่งหรือแครอทสักหัวหนึ่งก็ห้ามทิ้งเปลือก เปลือกกุ้ง ห้ามทิ้ง กระดูกหมูต้มทำน้ำซุป ห้ามทิ้ง อะไรๆ ก็ “ห้ามทิ้ง” เพราะเมืองออสตินรู้ดีว่า ปัญหาขยะอาหารนั้นจะมัวนิ่งดูดายกันไม่ได้แล้ว

...แล้วจะทำอย่างไร

แทนที่จะทิ้งอาหาร ร้านอาหารทั้งหลายในเมืองออสตินมีทางเลือกต่างๆ เช่น บริจาคอาหารที่ยังกินได้แก่คนไร้บ้าน หรือองค์กรการกุศลที่ปรุงอาหารเพื่อแจกจ่ายให้คนด้อยโอกาส ขายเศษวัตถุดิบให้ฟาร์มท้องถิ่นเพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก หรือเป็นอาหารสัตว์ หากร้านไหนจะทำปุ๋ยหมักเองก็ตามสะดวก แต่กฏเหล็กของเมืองคือห้ามทิ้ง

©Unsplash/Michał Kubalczyk

เมืองอื่นๆ อย่างซานฟรานซิสโกและซีแอตเติล ใช้มาตรการคล้ายๆ กันนี้เพื่อลดปริมาณขยะอาหาร ตั้งแต่ปี 2009 ซานฟรานซิสโกเริ่มบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการรีไซเคิล และสามารถลดปริมาณขยะที่เคยต้องนำไปฝังกลบได้ถึง 80% คิดเป็นกว่า 1.5 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอาหารยังช่วยกันคิดวิธีต่างๆ เพื่อลดปริมาณขยะอาหาร หลายวิธีเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง เช่น มีปริมาณอาหารน้อย-ปานกลาง-มาก ให้ลูกค้าเลือก และพยายามกระตุ้นให้ลูกค้าสั่งอาหารแค่เท่าที่จะกินหมด ร้านอาหารบุฟเฟต์ควรใช้จานเล็กลง เพราะงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) ระบุว่า ลูกค้าจะตักอาหารให้ได้ 70% ของพื้นที่ในจานหรือชาม จึงจะรู้สึก “พอใจ” อีกข้อแนะนำคือ ใช้วัตถุดิบประเภทผักผลไม้ที่ดูไม่ “เพอร์เฟกต์” มาทำอาหารก็ได้ แม้ผักผลไม้บางอย่างมีรูปทรงไม่สวยงาม แต่เนื้อในยังอร่อย

ใครทำอาหารกินเองที่บ้าน หรือเปิดร้านอาหาร ลองช่วยกันคนละไม้คนละมือเท่าที่ทำได้ เพื่อรักษ์โลกของเรา ไม่ต้องรอให้เมืองที่เราอยู่กำหนดเป็นกฏหมาย (เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเกิดขึ้นจริง) นอกจากช่วยโลกแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย 

©Unsplash/Brooke Lark

ที่มา: 
บทความ This US city has banned restaurants from throwing away food waste โดย Koty Neelis จาก weforum.org
บทความ What restaurants can do to reduce food waste โดย Lisa Jennings จาก restaurant-hospitality.com

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ