ใครจะไปเชื่อว่า ในพื้นที่เล็กๆ ของร้านกาแฟ เราจะเรียนรู้ได้มากมายเกี่ยวกับเส้นทางสู่โลกที่ปราศจากของเสีย

โอเค จนถึงตอนนี้ เราพกแก้วและหลอดส่วนตัวไปซื้อกาแฟ เพื่อหลีกเลี่ยงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง อีกทั้งยังดูให้มั่นใจว่ากาแฟที่เราซื้อมาจากแหล่งผลิตที่ดี ไม่มีการใช้แรงงานทาส

©Unsplash/Lexie Barnhorn
 

หากก้าวหน้ากว่านั้นอีกสักหน่อย ร้านกาแฟที่เรานั่ง นอกจากจะออกแบบให้ช่วยลดพลังงานแล้ว ก็อาจตกแต่งภายในด้วยวัสดุที่ทำจากกากกาแฟ เช่นเดียวกับโต๊ะ เก้าอี้ จานรองถ้วยกาแฟ

กากกาแฟที่หากเราลองกูเกิลว่ามันเอาไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง คำตอบนั้นครอบจักรวาลกว่าที่เราคิด

ทำปุ๋ย ไล่แมลง ดับกลิ่นอับ ขัดหน้า อะไรนั่นอาจเบสิกเกินไป หากจะว่ากันให้ครบวงจร เราอาจต้องมองไปที่ญี่ปุ่น

สตาร์บัคสาขาแยกชิบูย่า ประเทศญี่ปุ่น
©injapan.com
 

โตเกียว
แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงกาแฟ และธุรกิจกาแฟที่เอาจริงเอาจังกับความยั่งยืน คงหนีไม่พ้นสตาร์บัคส์

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 2010 เมื่อผู้จัดการแผนกซัพพลายเชนของสตาร์บัคส์ในญี่ปุ่น ได้รับมอบหมายให้หาวิธีรีไซเคิลกากกาแฟที่เคยเป็นขยะจากร้านในญี่ปุ่น (จริงๆ เหตุผลสำคัญก็คือตอนนั้นญี่ปุ่นกำลังจะออกกฎหมายให้ร้านอาหารลดการสร้างขยะ หรือรีไซเคิลขยะให้ได้เกินร้อยละ 50 นี่คือการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสอย่างไม่ต้องสงสัย)

ในตอนนั้น กากกาแฟเริ่มใช้สำหรับการทำปุ๋ยหมักแล้ว เช่นเดียวกับที่มีความรู้แล้วว่ามันอาจนำไปใช้เลี้ยงวัวได้ แต่เรื่องยากก็คือทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนความคิดเป็นการลงมือทำได้จริง

ผู้ที่เข้ามาช่วยทีมสตาร์บัคส์ญี่ปุ่นในตอนนั้นกลับเป็นธุรกิจคอนแทคเลนส์ “เมะนิคอน” (Menicon) ที่อยู่ระหว่างการวิจัยวัสดุ ว่าจะนำเอาฟางข้าวซึ่งญี่ปุ่นมีอย่างล้นเหลือมาใช้กับเทคนิคการหมักให้เกิดกรดแลกติกอย่างไร

โชคดีที่การวิจัยของเมะนิคอนค้นพบว่า การหมักแบบนี้ช่วยทำให้กากกาแฟมีสารอาหารเพิ่มขึ้นและสามารถนำไปเลี้ยงวัวได้

ไม่ใช่แค่นั้น ผลการวิจัยโดยทีมจากมหาวิทยาลัยอะซะบุ (Azabu) ยังบอกด้วยว่าวัวที่เลี้ยงด้วยกากกาแฟหมักนี้ ให้นมที่มีจำนวนเซลล์โซมาติกน้อยกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นมมีคุณภาพดีกว่า (เหมาะสำหรับการทำโยเกิร์ตและชีสมากกว่าด้วย)

ปัญหาคือจะเก็บกากกาแฟจากทุกสาขาในญี่ปุ่นซึ่งมีเป็นหลักพันได้อย่างไร แน่นอนว่าระบบขนส่งจะต้องสะอาด แต่ที่สำคัญคือมันต้องไม่สร้างของเสียขึ้นใหม่ เพราะการขนส่งถ้ามีขึ้นเพียงเพื่อกากกาแฟ แน่นอนว่าได้ไม่คุ้มเสีย

©pixabay.com
 

เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงเริ่มต้นที่ทำเลซึ่งมีสาขาสตาร์บัคส์หนาแน่นก่อน นั่นก็คือโตเกียว จากที่รถบรรทุกเคยวิ่งกลับไปยังศูนย์กระจายสินค้าเปล่าๆ หลังจากกระจายวัตถุดิบไปตามสาขา ก็ขนกากกาแฟจากสาขากลับมาส่งให้กับโรงหมักกากกาแฟด้วย

ความน่ารักก็คือ ในปัจจุบัน นมที่ใช้ในร้านสตาร์บัคส์ญี่ปุ่นบางส่วนก็มาจากวัวที่เลี้ยงด้วยกากกาแฟหมักแลกติกนี้เอง

หากอ้างอิงจากสตาร์บัคส์ พวกเขาได้รับฟีดแบกที่ดีจากลูกค้าว่าด้วยรสชาติของนมดังกล่าว และไม่เพียงแค่นม แต่ผักที่ใช้ในร้านก็มาจากแหล่งเพาะปลูกที่ใช้ปุ๋ยหมักจากกากกาแฟของพวกเขาเช่นกัน

อย่างไรก็ดี การที่เรายังไม่เห็นการนำองค์ความรู้นี้ออกไปใช้กับสตาร์บัคส์นอกญี่ปุ่น ก็อาจหมายความว่ามันยังเป็นระบบที่ต้องการการแก้ไขจุดบกพร่องอีกหลายอย่าง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งสำคัญก็คือความคิดและความเอาจริงเอาจังในการลดของเสียให้ได้มากที่สุด

และสร้างมูลค่าในเวลาเดียวกัน

©bio-bean limited.
 

ลอนดอน
ในปัจจุบัน เรารู้ว่ากากกาแฟเอาไปทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ในระดับครัวเรือน แต่เป็นระดับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ วัตถุดิบสำหรับการพิมพ์สามมิติ สิ่งทอ ฯลฯ

รวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพอย่างมากจากกากกาแฟ

จากการวิจัยตั้งต้นของทีมมหาวิทยาลัยเนวาดา ที่พบว่าในกากกาแฟนั้นมีน้ำมันอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย สู่การทำให้เป็นอุตสาหกรรมโดย “ไบโอบีน” (Bio-bean) ธุรกิจที่เอาจริงเอาจังในการเปลี่ยนขยะจากกาแฟให้เป็นสินค้าที่สร้างมูลค่า

ในปัจจุบัน โรงงานขนาดสองหมื่นตารางฟุตของไบโอบีน ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของลอนดอน สามารถแปรรูปกากกาแฟได้มากกว่าปีละ 5 หมื่นตัน นั่นคิดเป็น 1 ใน 10 ของขยะกากกาแฟที่ชาวสหราชอาณาจักรร่วมกันผลิตในแต่ละปี

©foodism.co.uk
กากกาแฟที่แปรรูปแล้วและพร้อมจะนำไปเป็นเชื้อเพลิง
 

นอกจากเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างไบโอดีเซล สิ่งที่ไบโอบีนเปลี่ยนกากกาแฟให้เป็นสินค้ายังรวมถึงถ่านติดไฟสำหรับครัวเรือน และชีวมวลอัดแท่งสำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งไบโอบีนหวังให้มันกลับไปยังร้านกาแฟ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการคั่วเมล็ด หรือต้มน้ำ

หากทำได้ มันจะกลายเป็นโมเดลของการปิดวงจรโดยปราศจากการสร้างของเสียนั่นเอง

หมายเหตุว่าเชื้อเพลิงชีวภาพจากกากกาแฟนี้ ถือได้ว่าเป็นเชื้อเพลิง “รุ่นสอง” (Second generation) เพราะมันไม่ได้ผลิตจากพืชผลทางการเกษตรอย่างข้าวโพดหรือน้ำตาลซึ่งควรจะนำไปเป็นอาหารมากกว่า

©bio-bean limited.

แต่เท่านั้นยังไม่จบ เพราะหัวใจสำคัญในการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ได้อยู่ในห้องแล็บหรือโรงงานผลิต เท่ากับอยู่ที่การนำไปใช้จริง

และจะทำอย่างนั้นได้ ความร่วมมือคือปัจจัยสำคัญ

นั่นทำให้เราได้เห็นความร่วมมือระหว่างไบโอบีน กับหน่วยงานที่ดูแลทางรถไฟในสหราชอาณาจักร เพื่อรวบรวมกากกาแฟจากสถานีรถไฟใหญ่สุด 6 แห่ง ในขณะเดียวกันก็ร่วมกับธุรกิจรีไซเคิลอย่าง First Mile ในการเก็บกากกาแฟจากร้านกาแฟในลอนดอน ซึ่งมอบกากกาแฟให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อทดแทนการทิ้งซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการนำไปฝังกลบตามน้ำหนัก

และนับตั้งแต่ปี 2017 ไบโอบีน ยังร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่าง Shell และ Argent Energy พัฒนาไบโอดีเซล B20 ที่ผลิตจากกากกาแฟ (ร่วมกับไขมันและน้ำมันชนิดอื่น) โดยน้ำมัน B20 ที่ว่านี้มีการนำไปใช้กับรถเมล์ในลอนดอนแล้ว

ไม่แน่ว่า ในอนาคตอันใกล้ เราอาจขับรถเข้าไปซื้อกาแฟในปั๊มน้ำมัน และเติม B20 ในเวลาเดียวกันก็ได้

©Unsplash/Karl Fredrickson
 

ที่มา:
บทความ Starbucks turns coffee ground to milk in Japan โดย Elisabeth Braw จาก The Guardian
บทความ Menicon Helps Starbucks Turn Coffee Grounds into Cattle Feed to Make Milk for the Next Cup จาก Business Wire
บทความ How Starbucks Japan Recycles Coffee Grounds จาก Starbucks Newsroom
บทความ What Goes Around: How Coffee Waste Is Fueling a Circular Economy โดย Duncan Pike จาก Daily Coffee News
เว็บไซต์ www.bio-bean.com

เรื่อง Little Thoughts