#breaking

คือป้ายที่สำนักข่าวอย่าง The Guardian เลือกที่จะแปะไว้บนข้อความทวิตเตอร์ ว่าด้วยการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่เราต้องลิมิตไว้ไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ใน 12 ปีข้างหน้า (จากแต่เดิมที่เคยกำหนดเพดานไว้ที่ 2 องศาเซลเซียส) 

ป้าย #breaking ที่เคยใช้กับข่าวด่วนอย่างการก่อการร้าย ภูเขาไฟระเบิด ถูกนำมาใช้กับความเสี่ยงที่จะเกิดการล้มครืนของนิเวศ (Ecological collapse) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ตามรายงานของ IPCC*  คือความพยายามที่จะเตือนทุกคนว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วนไม่แพ้เรื่องใดๆ

เราอาจคุ้นชินกับคำว่าโลกร้อน ซึ่งทำให้นึกภาพน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ผืนดินสูญหาย กับอีกส่วนที่ความร้อนจะเปลี่ยนมันเป็นทะเลทราย ไปจนถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศ อย่างเฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น ที่เราเริ่มรู้สึกถึงมันได้ แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต่างหากที่น่ากลัวกว่า

©Unsplash/Patrick Hendry
 

เพราะมันหมายถึงผลกระทบทุกอย่าง ไล่ตั้งแต่อาหารไปจนถึงการอยู่อาศัยของเราทุกคน เมื่อดินและอากาศไม่สามารถผลิตอาหารได้อีกต่อไป คนจำนวนมากสูญเสียที่อยู่อาศัย และโอกาสเกิดโรคระบาดที่ควบคุมไม่ได้จะตามมา ไม่นับอุบัติภัยที่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรจะมาถึงตนเอง

คำถามก็คือ ในเมื่อมันชัดเจนขนาดนี้ แต่ยังมีผู้คนบางส่วนเลือกที่จะเพิกเฉยกับปัญหา แม้กระทั่งปฏิเสธว่าโลกร้อนไม่มีอยู่จริง 

โดยเฉพาะคนที่ควรจะแคร์มากที่สุด

ทำไมอนุรักษ์นิยมไม่แคร์?
แม้จะมีความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาหลายปี แต่เมื่อถึงปี 2018 อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังคงสูงขึ้น

ในขณะที่เราเห็นความพยายามจากหลายประเทศ ในการเข็นกฎหมายสีเขียว ซึ่งจริงๆ แล้วสมเหตุสมผลทั้งในเชิงเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมหากมีการนำมาใช้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีคาร์บอน การเพิ่มต้นทุนที่แท้จริง (externalities) เข้าไปในราคาสินค้าอย่างน้ำมันและก๊าซ การออกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้น ลดการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษ เช่นเดียวกับให้การสนับสนุนธุรกิจที่หันไปใช้พลังงานสะอาด

ไปจนถึงการจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี แน่นอนว่าไม่ใช่เทคโนโลยีกิ๊กก๊อก แต่นาทีนี้เราต้องหวังผลเทคโนโลยีในระดับเบรกทรูที่จะหักเหจุดวิกฤตได้เหมือนดูหนังซูเปอร์ฮีโร่

ปัญหามีอยู่ว่า หากคุณมีผู้นำประเทศอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งหมดที่เราว่ามานี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

หรือไม่ก็เป็นเรื่องไก่กับไข่ ซึ่งหากพูดเสียใหม่ก็คือ หากคุณมีผู้นำประเทศอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนสำคัญมาจากกลุ่มคนที่เชื่ออย่างสุดหัวใจว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” และมองว่าความตกลงระหว่างประเทศในการลดโลกร้อนเอื้อผลประโยชน์ให้ประเทศอื่นมากกว่า นักการเมืองที่มีฐานเสียงเป็นคนที่มีแนวคิดค่อนไปทางชาตินิยม จึงมีแนวโน้มที่จะแสดงออกว่าปัญหาโลกร้อนนั้นไม่มีอยู่จริง

ไม่นับเหตุผลที่มองว่านโยบายลดโลกร้อนนั้นจำกัดเสรีภาพในการผลิตและบริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับความเฟื่องฟูของอเมริกาในศตวรรษที่ 20

©Unsplash/Hans Eiskonen

ต้นไม้ข้าใครอย่าแตะ
ในความเป็นจริง ผลสำรวจบอกว่าคนอเมริกันจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงคนอเมริกันที่เลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดี เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

แต่ในจำนวนนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่มองว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับต้นๆ ที่สำคัญ เมื่อมันกลายเป็นเรื่องการเมือง ทุกอย่างก็ยากจะไปต่อ

ดังนั้นจึงมีคำแนะนำว่า หากจะเรียกร้องความสนใจจริงจัง สิ่งที่ควรจะทำก็คือเอาคำใหญ่-ไกลตัวอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ” ออกซะ แล้วเริ่มพูดเรื่องที่ผู้คนรู้สึกเกี่ยวข้องและมีความเป็นเจ้าของมากกว่า อย่างดิน น้ำ อากาศ

อย่างที่มีคนบอกไว้นั้นแหละ เราจะหาแนวร่วมในการต่อสู้กับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้ไม่ยากหรอก ตราบใดที่เราไม่เรียกมันว่าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

เรื่องราวของจอห์น วอลช์ ที่สาม (John Walsh III) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชาวเท็กซัส ที่สำนักข่าว Business Insider เอามาบอกเล่าไว้อาจทำให้เราเห็นภาพได้ดีที่สุด

ในปี 1984 บริษัทที่วอลช์ทำงานอยู่ กำลังเริ่มโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานระดับไฮเอนด์ในเมืองแคร์รอลตัน บนพื้นที่ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก

เพราะโตมากับคำสอนของพ่อให้เคารพในผืนดิน บวกกับการเป็นคริสตศาสนิกชนที่เห็นแผ่นดินของพระเจ้าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ วอลช์จึงทำป้ายติดต้นไม้ว่า “พระเจ้าใช้เวลา 50 ปีในการสร้างต้นไม้นี้ขึ้นมา อย่าแม้แต่จะคิดโค่นมัน”

เมื่อไม่ทำลายต้นไม้เก่า ก็กลายเป็นว่าบริษัทประหยัดงบประมาณในการปลูกต้นไม้ใหม่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ที่เขามีบริษัทเป็นของตนเอง วอลช์ยังคงสานต่อความเป็นนักอนุรักษ์ของเขาไว้เป็นอย่างดี

สำหรับวอลช์ รวมถึงผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันคนอื่นๆ ที่ร่วมกันจัดงานวันสิ่งแวดล้อมในรัฐเท็กซัส สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของอนุรักษ์นิยม และเป็นเดโมแครตต่างหากที่เอาหน้าไป

©Unsplash/Annie Spratt
 

รีพับลิกันก็มีหัวใจ
 “หากจะเปลี่ยนโลก มันต้องเป็นนวัตกรรมเท่านั้นที่ทำได้”

นอกจากคำใหญ่อย่างสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจะจับต้องไม่ได้ ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ทำให้การถอนตัวออกจากความตกลงในการลดโลกร้อน (Paris Agreement) ของทรัมป์เป็นเรื่องสมเหตุสมผลในความรู้สึกของชาวอเมริกันหลายคน ก็คือความเชื่อที่ว่า นวัตกรรมจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้

แม้ความตกลงในระดับประเทศจะล้มเหลว แต่เราก็ได้เห็นความพยายามในระดับรัฐ-เมือง-ธุรกิจ-ชุมชน ในการสู้กับปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หลายรัฐของอเมริกาออกนโยบายลดการปล่อยคาร์บอน หลายเมืองพัฒนาแผนการรับมือกับระดับน้ำทะเล ธุรกิจจำนวนมากลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด เกษตรกรหันมาใช้พลังงานลม

เช่นเดียวกับที่บ้านเรือนเริ่มติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาของพวกเขา

อย่างไรก็ดี เรายังคงปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวคิดเรื่องชาตินิยมโดดเดี่ยว (Nationalism isolation) นั้นยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการต่อสู้กับโลกร้อน

เพราะระดับของปัญหานั้นหนักหนาเกินกว่าที่จะต่างคนต่างทำได้ และการหันหน้าหนีเวทีโลกของอเมริกานั้นส่งผลกระทบอย่างยิ่งในการสร้างโลกที่เป็นหนึ่งเดียว เพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาที่เป็นของคนทั้งโลก

แน่นอนว่าคนที่โลกจะฝากความหวังไว้มากที่สุด ก็คือรีพับลิกันรุ่นใหม่ ซึ่งดูเหมือนว่าจะหลุดพ้นจากความสับสนทางความคิดแบบรีพับลิกันรุ่นก่อน นั่นคือ หากหวงแหนต้นไม้ ก็ต้องใส่ใจโลกด้วย

ข้อมูลจากกราฟแสดงให้เห็นว่ากลุ่มสมาชิกพรรครีพับลิกันวัยมิลเลนเนียลเห็นความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากกว่าสมาชิกวัยอื่น

ข่าวดีก็คือ ผลสำรวจจากศูนย์วิจัย PEW ในเดือนเมษายน 2018 บอกว่ามีรีพับลิกันมิลเลนเนียลเกือบร้อยละ 60 ที่เห็นด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศส่งผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกา และมีจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังเรื่องนี้น้อยเกินไป

เมื่อผลสำรวจเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือนักการเมืองรีพับลิกันต้องหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว เพื่อป้องกันการเปลี่ยนฟากไปหาเดโมแครตของคนรุ่นใหม่

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นกลุ่ม ส.ส.จากพรรครีพับลิกันลุกขึ้นมาเสนอกฎหมายว่าด้วยการเก็บภาษีคาร์บอนกันแล้ว

ทั้งหมดนี้อาจเป็นบทเรียนใช้กับบ้านเราได้เหมือนกัน ระหว่างรอคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาผลักดันนโยบายในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เราอาจเริ่มจากการเปลี่ยนคำใหญ่ที่เคยคุยกันในวงแคบไม่กี่คน ให้เป็นคำที่จับต้องได้อย่างน้ำและอากาศ เพื่อสื่อสารกับคนในวงกว้างกว่า

อย่าลืมว่าสมองของมนุษย์ไม่ได้พัฒนามาให้รับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าในการเอาชีวิตรอดและสืบเผ่าพันธุ์ของตนต่างหาก หากว่ากันตามทฤษฎีวิวัฒนาการ

แม้ว่าหากเกิดการล้มครืนของระบบนิเวศขึ้นมาจริงๆ อาจไม่เหลือเผ่าพันธุ์ใดให้สืบสานต่อได้ตาม

©Unsplash/Jose Moreno
 

*Intergovernmental Panel on Climate Change - คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ที่มา:
บทความ Just don't call it 'climate change' โดย Rebecca Harrington โดย Rebecca Harrington จาก Business Insider
บทความ Younger Republicans Are Slightly More Liberal on Climate Change โดย Robinson Meyer จาก The Atlantic
หนังสือ 21 Lesson for the 21st Century โดย Yuval Noah Harari สำนักพิมพ์ Penguin Random House

เรื่อง Little Thoughts