เมื่อลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับรถยนต์ ภาพโฆษณาที่ออกมานั้นดูราวกับส่วนผสมของภาพยนตร์ Inception กับ The Revenant ก็ไม่ปาน

นั่นคือ ภาพของเทคโนโลยีและการฟื้นคืนโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 
 

ไม่ได้กำลังพูดถึง Tesla แต่เป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าคู่แข่งสัญชาติจีนอย่าง BYD ต่างหาก

ทำทุกอย่างให้ง่าย
“หากอเมริกามี Tesla จีนก็มี 10 Tesla” มีคนเคยกล่าวไว้อย่างนี้

ในความเป็นจริง นั่นอาจเป็นการเปรียบเทียบที่น้อยไปมาก เพราะปัจจุบันมีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเกือบ 500 รายในประเทศจีน

แต่หากอยากนับกันเฉพาะหัวแถวจริงๆ ก็อาจต้องเติมประโยคให้ครบว่า “หากอเมริกามี Tesla จีนก็มี 10 Tesla กับรัฐบาลที่สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังที่สุดในโลก”

แน่นอนว่ามันเป็นการยิงนกสองต่อของจีน เพื่อผลักเศรษฐกิจและลดปัญหามลพิษในเวลาเดียวกันด้วย

การเปลี่ยนผ่านจากยุครถยนต์ใช้น้ำมันสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าของจีนก็ไม่ได้อ้อมค้อม แต่กลับใช้ตรรกะแสนง่าย หากต้องการให้ผู้คนหันหลังให้รถยนต์ใช้น้ำมันแบบเดิม ก็ต้องทำให้มันยาก

ยากตั้งแต่ตอนซื้อ ด้วยโควต้าการจดทะเบียนรถใหม่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง ซึ่งใช้ระบบล็อตเตอรีในการจำกัดจำนวนรถจดทะเบียนใหม่ไว้ในระดับมหาโหด 

(หากอ้างรายงานจาก Wired โอกาสที่จะถูกลอตเตอรีจดทะเบียนรถยนต์ในปักกิ่งในเดือนมิถุนายน 2018 อยู่ที่ 1 ใน 2,031 ไม่แปลกที่จะมีคำเหน็บแนมที่ว่า โอกาสในการถูกลอตเตอรีรถยนต์ในปักกิ่งนั้นยากกว่าถูกล็อตเตอรีจริงๆ เสียอีก)

©facebook/bydcompany
 

ในขณะเดียวกันหากอยากผลักดันตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ก็ต้องทำให้มันง่าย นั่นคือผู้ที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องอยู่ในระบบล็อตเตอรีนี้ แต่จะใช้ระบบเข้าคิว ซึ่งหมายความว่าทุกคนสามารถซื้อรถได้โดยไม่ต้องอาศัยโชค เพียงแต่อาจต้องรอคิวนานหน่อย

ที่สำคัญคือพวกเขาจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลซึ่งอาจสูงถึงหนึ่งในสามของราคารถ หรืออาจสูงถึงกึ่งหนึ่งได้เลยหากเป็นพนักงานบริษัทที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

นั่นหมายความว่า หาก Tesla คือ “ตัวเลือก” สำหรับลูกค้าชาวอเมริกา รถยนต์ไฟฟ้าก็กำลังจะเป็น “สิ่งสามัญ” ของผู้บริโภครถยนต์ชาวจีน ประเทศที่มีตลาดรถยนต์ใหญ่กว่าอเมริกาไม่รู้กี่เท่านั่นเอง

ในปี 2017 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งโลกผ่านหลัก 1 ล้านคันเป็นครั้งแรก แน่นอนว่ายอดขายมากกว่าครึ่งอยู่ในตลาดจีน และในปีเดียวกันนี้ มียอดขายรถยนต์ในอเมริกาเพียงร้อยละ 1.15 ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (ทั้งที่เป็นไฟฟ้าอย่างเดียวอย่าง Tesla และนิสสันลีฟ และที่เป็นรถไฮบริดอย่างพรีอุส)

ตามโรดแมป Made in China 2025 ของจีน เมื่อถึงปี 2025 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนจะมากกว่า 5 ล้านคัน

©Tesla
 

ตลาดอันร้อนแรง
แม้ข่าวที่สื่อพากันอัพเดตตลอดเวลา จะทำให้ Tesla อยู่ในความสนใจของชาวโลก แต่สำหรับนักลงทุนนั้นเห็นได้ชัดว่า หันหน้าหนีจากตลาดอเมริกา มาทุ่มความสนใจกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนกันอย่างจริงจังในปีนี้

โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหมายเลขหนึ่งอย่าง BYD ที่บริษัทของวอร์เรน บัฟเฟตต์ มองเห็นศักยภาพและเข้าถือหุ้นเกือบร้อยละ 25 มาตั้งแต่สิบปีก่อน (ซื้อวันที่ 26 กันยายน 2008 ด้วยราคา 232 ล้านเหรียญ ราคาตามมูลค่าตลาดวันที่ 26 กันยายน 2018 อยู่ที่ประมาณ 1.6 พันล้านเหรียญ)

นั่นคือเวลาก่อนที่ Tesla จะเข้าเทรดในตลาดแนสแด็ก และก่อนหน้าที่ตลาดรถยนต์จะหันทิศทางไปหาพลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจัง

แม้ในวันที่ตลาดซบเซา และราคาหุ้นของ BYD ซึ่งซื้อขายกันในตลาดฮ่องกงตกลงอย่างมากในปีนี้ แต่นั่นก็ยังไม่สามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์ที่มีต่อธุรกิจที่พวกเขาเห็นความสดใสในระยะยาว หากอ้างอิงรายงานจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่พาดหัวว่า BYD เป็นที่รักของนักลงทุนมากกว่า Tesla

BYD ซึ่งมาจากคำว่า Build Your Dreams ก่อตั้งขึ้นในปี 2003 ในปัจจุบันมีการจ้างงานทั่วโลกมากกว่า Tesla 5 เท่า และมีฐานการผลิตใหญ่อยู่ในเมืองเซินเจิ้น โดยในขณะที่ Tesla กำลังหาทุนและรอการอนุมัติเพื่อตั้งโรงงานผลิตในประเทศจีนอยู่ตอนนี้ BYD ก็เปิดใช้โรงงานผลิตแบตเตอรีลิเทียมใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว

แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ จีนไม่ได้มีเฉพาะ BYD ที่สำคัญ ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนนั้น นอกจากจะเป็นผู้เล่นในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลายรายยังมีรัฐบาลถือหุ้นอยู่ด้วย

แต่เหนือกว่าอะไรทั้งหมด การมีรัฐบาลที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังสุดๆ หมายถึงเงินทุนที่รัฐบาลทุ่มลงไปในการพัฒนาสถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะบอกว่าตลาดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

จะให้ธุรกิจลงทุน จะให้ผู้บริโภคซื้อ ก็ต้องมีสาธารณูปโภครองรับด้วย การผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าจึงไม่สามารถพึ่งพาระบบตลาดได้เพียงอย่างเดียว แต่นโยบายคือเรื่องสำคัญไม่แพ้กันในการเพิ่มทั้งระดับการผลิตและบริโภค

หันไปมองอเมริกา แม้จะเห็นมาตรการจากหลายรัฐเพื่อผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่ข่าวร้ายที่เพิ่งมาสดๆ ร้อนๆ ก็คือ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันเสนอกฎหมายให้ยกเลิกเงินคืนภาษีพร้อมกับเก็บภาษีผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

ไม่ว่ากฎหมายนี้จะผ่านหรือไม่ นักวิเคราะห์ก็เล็งแล้วว่ารถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกามีแต่จะราคาสูงขึ้นในอนาคต

©Flickr/Håkan Dahlström

มหาชนคือคำตอบ
อย่าเพิ่งหมดหวังใน Tesla เพราะแม้แต่ผู้บริโภคชาวจีน ก็ยังคงมอง Tesla เป็นความฝันของพวกเขา

Tesla ซึ่งในปัจจุบันยังคงความได้เปรียบเรื่องชาร์จไฟได้เร็วกว่า รวมถึงเป็นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ชนะใจชาวโลกมากกว่า จะยังคงไปได้ในตลาดระดับบนของจีน เช่นเดียวกับที่เราต้องไม่ลืมบุญคุณของอีลอน มัสก์ ในการผลักดันความคิดเรื่องพลังงานสะอาดให้กับผู้คนในวงกว้าง

และในความเป็นจริง ทั้ง Tesla และ BYD ก็มีรถหลายรุ่นหลายราคาเช่นกัน

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ วิธีเปลี่ยนโลกที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือเปลี่ยนจากฐานที่ใหญ่สุด นั่นคือตลาดมหาชน

ไม่เพียงแต่มันสมเหตุสมผลมากกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่เหนือสิ่งอื่นใด มันคือการที่เราจะยังรู้สึกได้ว่า ทุกคนมีความเกี่ยวข้องกับโลกใบนี้

ที่มา
บทความ China is taking on Tesla's electric car supremacy (and winning) โดย SAM SHEAD จาก Wired
บทความ Buffett’s China Car Bet Rakes in $1.3 Billion in a Decade จาก Bloomberg
บทความ Buffett-Backed China Carmaker Gets More Love Than Tesla จาก Bloomberg
บทความ The Grim State of Electric Vehicle Adoption in the U.S. โดย REBECCA BELLAN จาก CityLab
บทความ China's EV industry will produce more losers than winners โดย Nicholas Shields จาก Business Insider

เรื่อง Little Thoughts