Biohacking  เชื่อมถึงร่างกาย เข้าถึงความรู้สึก
ทำไมซูเปอร์ฮีโร่จึงมีพลังร่างกายที่แข็งแรง ร่างกายภายนอกที่เหมือนคนธรรมดาเหล่านี้ แท้จริงแล้วแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างไร และเราสามารถมีศักยภาพร่างกายเทียบเท่าได้ดั่งซูเปอร์ฮีโร่ดังๆ ในภาพยนตร์ได้หรือไม่ ศาสตราจารย์รอน ชิเกตา (Ron Shigeta) แห่ง Berkeley BioLabs ในแคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวว่า “Biohacking คืออิสระในการค้นพบชีวิตที่คุณสามารถเป็นได้ดั่งในนิยาย”

ถ้าผู้ใดล่วงรู้ศักยภาพในร่างกายตนเอง ผู้นั้นย่อมหาสูตรลัด เพื่อค้นพบวิธีเพิ่มศักยภาพของตัวเองได้ การล่วงรู้ศักยภาพของตนเองไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่มีงานวิจัยที่ค้นหาความจริงในร่างกายของมนุษย์มาตั้งแต่ปี 1953 โดยศาสตราจารย์เจมส์ วัตสัน (James Watson) และศาตราจารย์ฟรานซิส คริก (Francis Crick) ซึ่งเป็นการค้นพบรูปแบบโมเลกุลในร่างกายของมนุษย์ในภาพจำลองของ DNA แบบเกลียว (The Double Helix) ซึ่งสามารถถอดรหัสออกมาเป็นรหัสแพตเทิร์นของร่างกายแต่ละคนได้ พัฒนาการการถอดรหัสร่างกายยังคงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงยุคที่เกิดการแสดงผลเป็นเครื่องมืออ่านค่า DNA ฉบับใช้งานจริงในปี 2014 นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของยุค Biocompute ยุคที่ระบบชีววิทยาสามารถวิเคราะห์และแปลงค่าแสดงผลออกมาเป็นค่าต่างๆ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เราจึงมีเทคโนโลยี Wearable รูปแบบต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Bio-tracking เพื่อเป็นเครื่องมือในการวัดความสามารถในร่างกายของเรา สามารถวัดการเต้นของหัวใจในโซนต่างๆ วัดการก้าวเดิน การเคลื่อนไหว ความเครียด รวมถึงความสามารถในการนอนหลับ ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว ระบบสามารถเล่นแร่แปรธาตุออกมาเป็นชุดข้อมูลที่ตอบโจทย์การใช้งานได้มากขึ้น หรือที่เรียกว่า Bio-awareness เพื่อค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์และความสัมพันธ์ของกิจกรรมที่ทำอยู่ ณ ขณะนั้น ท้ายที่สุดจึงมาถึงยุคแห่ง Biohacking ที่สามารถสร้างกลไกในร่างกายและความรู้สึกให้เป็นไปตามโปรแกรมที่วางไว้ได้

ปี 2019 นี้ นวัตกรรมสวมใส่ไม่ได้ถูกจำกัดแค่แสดงค่าออกมาและทำให้ผู้สวมใส่ได้รับรู้ข้อมูล แต่เป็นการที่ข้อมูลเหล่านั้นสามารถตอบสนองกลับมายังร่างกาย และสามารถพัฒนาสมรรถนะร่างกายของมนุษย์ได้ Biohacking หรือการใช้วิทยาศาสตร์ชีววิทยาและเทคโนโลยีเข้าไปจัดการกับระบบร่างกายมนุษย์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในงาน SXSW ปี 2018 โดยให้เหตุผลความสำคัญของเทคโนโลยีประเภทนี้ว่าจะเป็นการมาถึงของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของผู้คนในปี 2020 เทคโนโลยีการเชื่อมโยงระบบร่างกายแบบ (Two-Way Conversation) หรือแบบ Hacking นี้ สามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การ Hacking โดยการเจาะเข้าถึงข้อมูลร่างกาย ที่เชื่อมไปถึงอารมณ์ความรู้สึก และรูปแบบของ Hacking ที่ทำหน้าที่เป็นเทรนเนอร์แสดงผลและชี้แนะแนวทางการปฏิบัติให้นำไปสู่สมรรถนะการเต้นของหัวใจที่ดี ซึ่งจะมีผลไปยังการเพิ่มระดับความรู้สึกที่ดีเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในทุกวันนี้คืออุปกรณ์ในหมวดหมู่กีฬา เช่น นาฬิกา สายรัดข้อมือ รองเท้า รวมถึงเสื้อผ้าที่รองรับการใช้งานในระบบ Hacking ซึ่งสร้างปรากฏการณ์การเติบโตของตลาด Biometric Smartwear มาตั้งแต่ปี 2011 และเห็นเด่นชัดขึ้นในปี 2015

บริษัท Juniper Research คาดการณ์ว่าตลาดของอุปกรณ์สวมใส่ประเภทนี้ จะทะยานขึ้นสูงถึง 350 ล้านเครื่องในปี 2020 และกระจายไปยังตลาดสินค้าประเภทเสื้อผ้าอัจฉริยะ หรืออุปกรณ์ที่ผู้สวมใส่จะไม่รู้สึกว่าต้องเพิ่มเครื่องมือใดๆ ในร่างกาย ซึ่งมีโอกาสสูงขึ้นทะลุถึงร้อยละ 550 โดยนอกจากประสิทธิภาพในการจัดการกับระบบร่างกายแล้ว อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ยังต้องสามารถจัดการกับระบบพลังงานในตัวเองได้ โดยไม่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกติดขัดหรือเกิดอุปสรรคในการใช้งานในความถี่ทุกๆ วัน

ความหลากหลายของเทคโนโลยี Hacking ไม่ได้หยุดแค่สายรัดข้อมือสำหรับออกกำลังกาย แต่ต้องให้ผลลัพธ์เหมือนรู้ลึกรู้จริง และสามารถตอบสนองปฏิกิริยาบางอย่างออกมา เพื่อจัดการกับระบบร่างกายได้ อย่างเครื่องมือบรรเทาอาการปวด Oska ในรูปลักษณ์เหมือนเมาส์พกพา ที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับการทำงานของกล้ามเนื้อได้ทุกส่วนของร่างกาย ผู้ใช้งานสามารถทราบสมรรถภาพของกล้ามเนื้อในส่วนนั้นๆ และวางแผนการใช้กล้ามเนื้อส่วนดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและการทานยาแก้ปวดเรื้อรัง หรือ Doppel ที่ชูประสิทธิผลของอุปกรณ์ด้วยประโยคว่า “Choose Your State of Mind” หากเราไม่มีเวลาออกกำลังกาย โยคะ หรือนั่งสมาธิ อุปกรณ์ Doppel สามารถช่วยเหลือและฝึกฝนการควบคุมอารมณ์ โดยตอบสนองและแสดงผลผ่านหน้าปัดสายรัดข้อมือ ซึ่งนวัตกรรมสวมใส่เหล่านี้จะถูกพัฒนาเพื่อปรับสมดุลของร่างกายและจิตใจมากยิ่งขึ้น

อย่างเครื่องมือเข้าถึงคลื่นสมองของ Thyne การใช้งานโดยแปะติดบริเวณหลังคอหรือขมับศีรษะ เพียงเท่านี้อุปกรณ์จะสามารถอัลตราซาวด์คลื่นสมอง ออกมาเป็นข้อมูลความบีบคั้นของอารมณ์และระดับความเครียด เพื่อเตือนให้กลับมาอยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย หรือมาส์กปิดตา Dreamlight เครื่องมือปรับประสบการณ์การนอนแบบใหม่ด้วยค่าแสง เสียง และคลื่นสัญญาณ ที่จะทำให้ผู้ที่สวมใส่หลับลึกและถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในเวลาที่คำนวณไว้ เพื่อความเหมาะสมและประสิทธิภาพในการพักผ่อนของร่างกาย ปี 2019 สิ่งสำคัญของเทคโนโลยีที่เข้าถึงลูกค้าคือต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้งานเป็นหลัก หากคุณเป็นคนที่ไม่เคยใส่นาฬิกาหรือสวมเครื่องมือพกพาติดตัว เทคโนโลยีสวมใส่เหล่านี้จะต้องปรับตัวอย่างไรให้สามารถ Hacking ได้โดยไม่รู้สึกถึงการเสริมเติมแต่งบนร่างกาย

บริษัท Juniper Research จึงวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคสินค้าสวมใส่อัจฉริยะประเภทนี้ และคาดการณ์ว่าอุปกรณ์อัจฉริยะในอนาคตจะเริ่มผสมผสานกับสิ่งของเครื่องใช้ที่ถูกใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงระยะเวลาของการออกกำลังกาย โดยประเมินว่าสินค้าเสื้อผ้าอัจฉริยะจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ทำให้เทคโนโลยีนี้ มีโอกาสแสดงศักยภาพในการทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนการผลิตเพื่อรองรับการใช้งานถึง 30 ล้านชิ้นภายในปี 2022 อย่างเช่นบริษัท Siren Care ในเดนมาร์ก ผู้สร้างงานสิ่งทออัจฉริยะมาตั้งแต่ปี 2016 ทำให้ถุงเท้าธรรมดาที่สวมใส่สามารถตอบสนองการใช้งาน ในงาน CES ปี 2018 นวัตกรรมถุงเท้า Siren Diabetic Smart Socks ได้ถูกจับตามองจากภาคธุรกิจ เพื่อการพัฒนาไปสู่สินค้าที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ และสามารถเชื่อมต่อกับระบบบลูทูธจากสมาร์ทโฟน วัดค่าอุณหภูมิและความเคลื่อนไหวของร่างกายผ่าน 6 จุดสำคัญบนฝ่าเท้า

หรือการร่วมมือกันระหว่างบริษัท Ministry of Supply กับ Alexa ระบบ AI อัจฉริยะของแอมะซอน ทำให้เสื้อแจ็คเก็ตที่ควบคุมอุณหภูมิความร้อนในเวลาอากาศหนาว สามารถตอบสนองต่อสมาร์ทโฟนผ่านเซ็นเซอร์อัจฉริยะได้ รวมถึงชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนด้วยระบบวายฟาย เช่นเดียวกับ Adidas และ Levi’s ที่มุ่งเป้าการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเสื้อผ้าด้วยสมาร์ทเทคโนโลยี เชื่อมต่อผู้สวมใส่กับเสื้อผ้าได้โดยการสัมผัสบนตัวเนื้อผ้า การตอบสนองจะแสดงผลผ่านทางสมาร์ทโฟนในแอพพลิเคชั่น เช่น กูเกิลแมพ หรือแอพพลิเคชั่นฟังเพลงต่างๆ ซึ่งปัจจุบัน Levi’s ยังได้จับมือกับบริษัทกูเกิล ผลิตอุปกรณ์สำหรับเนรมิตเสื้อผ้าธรรมดาให้กลายเป็นสมาร์ทเทคโนโลยีแห่งการสวมใส่ ด้วยเครื่องมือ Smart Tag ที่สามารถใช้งานด้วยการยึดติดกับชายแขนเสื้อ สามารถเข้ากับเสื้อผ้าได้ทุกเนื้อผ้า และสะดวกแก่การทำความสะอาดและยืดอายุความทนทานของแบตเตอรี่บนเนื้อผ้า

นอกจากอัตราการเต้นของหัวใจแล้ว สิ่งที่สามารถแสดงผลให้รับรู้ได้ชัดเจนจากความผิดปกติของร่างกายโดยความสามารถของคนทั่วไป คืออุณหภูมิร่างกาย อย่างในช่วงเวลาที่ออกกำลังกาย ทุกๆ ครั้งที่ร่างกายออกกำลังโดยใช้พลังงานร้อยละ 20-30 ของทั้งหมด ความร้อนจะถูกปล่อยออกมาทั่วร่างกายในอุณหภูมิที่สูงขึ้นถึงร้อยละ 70-80 ความร้อนนี้สามารถส่งผลต่ออาการป่วยในเวลาถัดไป หรือแม้แต่ในวันที่อากาศร้อนหรือหนาว เมื่อร่างกายขาดน้ำในระดับที่เพียงพอ การวัดค่าของข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเมื่อก่อน แต่เป็นความจำเป็นสำหรับคนเจเนอเรชั่นซี และกลุ่มมิลเลนเนียลในยุคนี้ อุปกรณ์วัดระดับอุณหภูมิอย่างอุปกรณ์ Embr Wave คือเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายเพื่อปรับความสมดุลร่างกายหลังออกกำลังกาย หรือในช่วงเวลาที่ต้องร่างกายรู้สึกผิดปกติ หรืออุปกรณ์วัดระดับน้ำในร่างกายอย่าง Gatorade นวัตกรรมชนิดนี้มีพัฒนาการมาแล้วหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้สวมใส่ไม่รู้สึกถึงการใส่เครื่องมือให้น่ารำคาญใจ โดยการออกแบบแผ่นฟิล์มที่สามารถแปะติดบนผิวหนัง เป็นการแสดงค่าของผิวในร่างกายว่ามีความชื้นอยู่ในระดับใด ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันได้ในราคาย่อมเยากว่าอุปกรณ์สวมใส่ประเภทอื่นๆ

ปี 2016 อุปกรณ์สวมใส่ที่กลืนลงไปในเนื้อผิวหรือเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย อยู่ในขั้นทดลองที่ปรากฏให้เห็นเพียงความน่าตื่นเต้นจากห้องแล็บ แต่ปี 2019 นี้เป็นปีที่นวัตกรรมจากห้องแล็บจะมีโอกาสได้ออกมาโลดแล่นตามร้านสะดวกซื้อ สถานีรถไฟฟ้า หรือร้านค้าออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าทั่วไปได้มีโอกาสเข้าถึงและจับจองเป็นเจ้าของได้ง่าย อย่างในสหรัฐอเมริกา บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มจากตู้ผลิตอัตโนมัติ Three Square Market ได้ร่วมมือกับบริษัท Biohax ของสวีเดน ริเริ่มการฝังชิปให้แก่พนักงานที่สมัครใจ เพื่อเอื้อประโยชน์แทนการพกบัตรประจำตัวสำหรับล็อกอินเข้าสำนักงาน เข้าระบบคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่จ่ายเงินได้เสมือนการจ่ายด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด เช่นเดียวกันกับประชาชนชาวสวีดิชที่เริ่มฝังไมโครชิปลงบนผิวหนัง แทนการพกบัตรประชาชน เข้าทำงาน ซื้ออาหารจากตู้อัตโนมัติ

แม้แต่ซื้อตั๋วรถไฟ รายงานจาก AFP ระบุว่าในปี 2018 มีจำนวนประชากรสวีเดนพกเงินสดติดตัวเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น นอกนั้นคือการพกบัตรเครดิตหรือสมาร์ทโฟน ซึ่งภายใน 3 ปีหลังจากที่ได้มีการคิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้น มีผู้ฝังชิปในสวีเดนไปแล้วกว่า 3,000 คน เนื่องจากคนในประเทศเล็งเห็นถึงประสิทธิภาพและความสะดวกสบายที่ได้รับ รวมถึงความปลอดภัยของข้อมูลหรือทรัพย์สิน แทนที่จะพกกระเป๋าสตางค์หรือสมาร์ทโฟน ก็สามารถเดินตัวเปล่าออกจากบ้านด้วยความสบายใจได้ หรือในญี่ปุ่น ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวได้ร่วมมือกับบริษัท Dai Nippon Printing คิดค้นนวัตกรรม E-Skin หรือผิวหนังเทียมที่มีระบบเซ็นเซอร์ สามารถจับข้อมูลชีวภาพในร่างกายและประมวลผลออกมาในรูปแบบเรียลไทม์ ผิวหนังเทียมที่สร้างขึ้นสามารถยืดหยุ่นได้ถึงร้อยละ 45 เทียบเท่าผิวมนุษย์ ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือวัดระดับอัตราการเต้นของหัวใจ ความดัน และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อประมวลความรู้สึกหรือสภาพร่างกายออกมาเป็นภาพกราฟิก หรือสัญลักษณ์จากแสง MicroLED ที่ลอดออกมาจากใต้ผิวหนัง ซึ่งนวัตกรรมชนิดนี้ได้ถูกนำไปใช้แล้วในสถานพยาบาล สำหรับวัดอาการคนไข้และแสดงสัญญาณเตือน เพื่อวางแผนการรักษาในขั้นตอนต่อไป

ที่มา: บทความ “Well-Being Leader Biohacking” จาก thansettakij.com
บทความ “BioHack Academy: History of Biohacking” จาก biohackacademy.github.io
บทความ “What Is Biohacking and Why Should We Care?” โดย Spencer Michels จาก pbs.org