นับตั้งแต่วินาทีที่มนุษย์ลืมตาดูโลก ทุกสิ่งที่เราทำก็ล้วนเกี่ยวข้องกับ “รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส” ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือกลไกอันเป็นจุดเริ่มต้นของการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว เป็นบ่อเกิดแห่งความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้คน

“The senses are gateways to the intelligence. There is nothing in the intelligence which did not first pass through the senses.” ประสาทสัมผัสคือประตูสู่ความรู้ และไม่มีความรู้ใดที่ไม่ได้เกิดจากการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส -- Aristotle

©unsplash.com/dibella

แนวคิดว่าด้วยการที่มนุษย์มีประสาทสัมผัสทั้งหมด 5 อย่างนั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่ 350 ปีก่อนคริสตกาลโดยนักปราชญ์ชาวกรีกนามอาริสโตเติล ผู้เชื่อว่าความจริงสูงสุดคือสิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัส ซึ่งในหนังสือ De Anima ของเขาก็ได้กล่าวถึงความสำคัญของประสาสัมผัสทั้ง 5 ผ่านการเชื่อมโยงกับอวัยวะตา หู จมูก ปาก และผิวหนัง ที่ทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยการสังเกต การฟัง การดมกลิ่น การชิมรส และการสัมผัส โดยที่สมองจะประมวลสิ่งที่เข้ามาผ่านทางประสาทสัมผัสเหล่านี้ และนำไปสู่การเรียนรู้ต่อไป 

©unsplash.com/ingemusic

Beyond the 5 Senses
การศึกษาทางเกี่ยวกับระบบประสาท (Neuroscience) พบว่านอกจากประสาทสัมผัสพื้นฐาน 5 ชนิดแล้ว กลไกการรับรู้ของมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่านั้น และเราอาจมีประสาทสัมผัสมากถึง 22 – 23 ชนิด เช่น 

  • ประสาทสัมผัสการทรงตัว (Equilibrioception) อวัยวะรับความรู้สึกที่อยู่ในหูชั้นในคอยทำหน้าที่รักษาสมดุลของร่างกาย และทำให้เราไม่ล้มลงเมื่อเคลื่อนไหว  
     
  • ประสาทสัมผัสการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย (Proprioception) อวัยวะรับความรู้สึกบริเวณกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อ ทำให้เรารู้ว่าอวัยวะของเราอยู่ตรงไหนโดยที่ไม่ต้องมอง เราจึงไม่ต้องมองมือเวลาพิมพ์ดีด หรือ มองพื้นเวลาเดิน
     
  • ประสาทสัมผัสการรับรู้เวลา (Chronoception) ทำให้เรารับรู้ถึงเวลาที่ผ่านไป

 

©unsplash.com/hngstrm

ความจำสั้น แต่ความรู้สึกฉันยาว
นอกจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้ของเราแล้ว รูปภาพ รสชาติ กลิ่น เสียง และการสัมผัส ยังมีหน้าที่สำคัญอีกประการก็คือการสร้างความทรงจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทรงจำที่เกี่ยวกับ “ความรู้สึก” อย่างเวลาที่เพลงบางเพลงสามารถกระตุ้นความทรงจำและเรื่องราวในอดีตได้ ซึ่งประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็มีความสามารถด้านการจดจำแตกต่างกันออกไป 

  • กลิ่น : กระตุ้นความทรงจำได้ชัดเจนที่สุดในประสาทสัมผัสทั้งหมด จากการสำรวจพบว่าคนเราสามารถจดจำกลิ่นได้มากถึง 35% ในขณะที่จำสิ่งที่เคยเห็นได้เพียง 5% เท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากประสาทการรับกลิ่นอยู่ใกล้กลับสมองส่วนที่ทำหน้าที่เก็บรักษาความทรงจำระยะยาวและตอบสนองต่ออารมณ์ กลิ่นหอม ๆ จึงช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้อีกด้วย 
     
  • รสชาติ : เมื่อกินอาหารชนิดใดแล้วรู้สึกป่วย สมองของเราจะจำว่าอาหารรสชาติแบบนั้นเป็นอันตรายต่อร่างกายและควรหลีกเลี่ยง ซึ่งเป็นกลไกทางร่างกายที่มนุษย์ใช้ในการป้องกันตัวมาตั้งแต่อดีต อีกทั้งการทำงานร่วมกันของรสชาติและกลิ่นยังเชื่อมโยงโดยตรงกับความทรงจำระยะยาว ทำให้เมนูธรรมดา ๆ ที่คุ้นเคย หรือ Comfort Food อย่าง “ข้าวไข่เจียวฝีมือแม่” มีความพิเศษขึ้นมาจากความทรงจำและความผูกพันที่เรามีต่อเมนูนั้น ๆ 
     
  • การสัมผัส : ผิวหนังเป็นอวัยวะส่วนที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย มีความสามารถในการรับรู้ถึงผิวสัมผัส อุณหภูมิ และความเจ็บปวด ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความทรงจำระยะสั้น และมีส่วนช่วยในเรื่องสมาธิ
     
  • การมองเห็น : ข้อมูลกว่า 90% ของสิ่งที่อยู่รอบตัวถูกส่งไปยังสมองผ่านการมองเห็น แต่เนื่องจากสิ่งที่เรามองเห็นในแต่ละวันมีจำนวนมหาศาล สมองจึงเลือกจดจำเฉพาะสิ่งที่สำคัญเท่านั้น
     
  • เสียง : นอกจากกระตุ้นการทำงานของสมองและหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ที่ช่วยให้อารมณ์ดีและผ่อนคลายแล้ว เสียงดนตรียังเชื่อมโยงความรู้สึกและความทรงจำเข้าด้วยกัน เหมือนเป็นเครื่องบันทึกเหตุการณ์ ที่พอเรากลับมาได้ยินเพลงที่เคยฟังอีกครั้ง ก็เหมือนได้หวนระลึกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นนั่นเอง 

©unsplash.com/gaspanik

ฮุกให้อยู่หมัด! เมื่อแบรนด์สร้างประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสของลูกค้า
เนื่องจากประสาทสัมผัสเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างประสบการณ์ ยิ่งในโลกปัจจุบันที่ผู้คนต้องพบเจอกับข้อมูลจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน ส่งผลให้ธุรกิจต่าง ๆ หันมาสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น ด้วยการนำเอาประสาทสัมผัสทั้งหมดมาใช้ในเชิงการตลาด (Sensory Marketing) และกลายเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่หลายธุรกิจเลือกใช้

  • ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้า 85% ของนักช้อปต้องการจะ “สัมผัส” ผลิตภัณฑ์ก่อน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ Apple เลือกใช้ เพราะนอกจากการตกแต่งร้านที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว Apple Store จะมีการจัดวางผลิตภัณฑ์แทบทุกรุ่นเตรียมเอาไว้ให้ลูกค้าสามารถเข้ามาลองจับลองเล่นได้อย่างเต็มที่
     
  • Dunkin’ Donuts ในเกาหลีใต้ลงทุนติดตั้งเครื่องปล่อยกลิ่นกาแฟในรถประจำทาง ซึ่งกลิ่นนี้จะถูกปล่อยออกมาทุกครั้งที่โฆษณาของดังกิ้นถูกเล่นทางวิทยุ ซึ่งกลยุทธ์นี้ทำให้ดังกิ้นขายโดนัทได้เพิ่มขึ้นถึง 29%
  • ไม่ใช่แค่กลิ่น แต่ 40% ของการตัดสินใจซื้อน้ำหอม มีที่มาจากรูปทรงและการออกแบบ “ขวดน้ำหอม”
     
  • แบรนด์ที่เลือกใช้ “เสียง” ให้เข้ากับเอกลักษณ์ (Brand Identity) ของตัวเอง มีโอกาสมากขึ้นถึง 96% ที่คนจะจดจำได้ ไม่เชื่อลองหลับตาแล้วนึกถึงเสียงรถขายไอศกรีมที่เคยวิ่งผ่านหน้าบ้าน หรือเสียงเปิด-ปิดประตูร้านสะดวกซื้อ เสียงเหล่านี้พอได้ยินเมื่อไร เราก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นแบรนด์อะไร

©unsplash.com/crisdinoto

ฟื้นฟูจิตใจผ่านประสาทสัมผัส
เมื่อประสาทสัมผัสเชื่อมโยงกับอารมณ์ มนุษย์จึงตอบสนองกับสิ่งรอบตัวด้วยความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความเครียดหรือความกังวลเมื่อถูกกดัน ความโกรธเมื่ออะไรไม่เป็นดังที่ใจหวัง ดังนั้นการรู้จักที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง หรือ Self-Soothing จึงจำเป็น และเป็นกลไกทางร่างกายที่มนุษย์พัฒนามาตั้งแต่ยังเป็นทารก เช่น พฤติกรรมการดูดนิ้ว หรือ การกัดเล็บ เพื่อตอบสนองต่อความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น ซึ่งวิธีการจัดการกับความรู้สึกของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์ และทุกประสาทสัมผัสก็สามารถช่วยให้เราฟื้นฟูสมดุลทางอารมณ์และสภาพจิตใจได้เช่นกัน

  • การสัมผัส : เนื่องจากผิวหนังมีความอ่อนไหวต่อสิ่งรอบตัวและไวต่อการรับรู้ความรู้สึก ทำให้การผ่อนคลายความเครียดผ่านการสัมผัสสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำอุ่น ๆ การใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ การนวด การยืดกล้ามเนื้อ หรือการเล่นกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาความกังวลแล้ว ยังช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้อีกด้วย
     
  • รสชาติ : “วันไหนเครียด ๆ ถ้าได้กินอะไรอร่อย ๆ  คงจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย” เป็นสิ่งที่หลายคนคิดเวลามีเรื่องไม่สบายใจ ซึ่งการกินเมนูอร่อยที่ตัวเองชอบก็สามารถช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้จริง ๆ แต่ข้อควรระวังคือความเครียดอาจทำให้เรากินอาหาร(ที่มักจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ)ในปริมาณที่มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นแทนที่จะหันหน้าเข้าหาหมูกระทะตลอดเวลา ลองเริ่มจากการจิบชาสมุนไพรร้อน ๆ ดูก่อน เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ
     
  • กลิ่น : เนื่องจากกลิ่นและอารมณ์มีความสัมพันธ์กัน การบำบัดด้วยกลิ่น หรือ Aromatherapy จึงเป็นวิธียอดฮิตสำหรับบรรเทาความเครียด ซึ่งในปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์เครื่องหอมหลากหลายกลิ่นให้เลือกเราเลือกใช้ เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ที่ช่วยให้ผ่อนคลายและนอนหลับสบาย กลิ่นวนิลาและมะกรูดที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น หรือจริง ๆ แค่การออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ก็เป็นอีกวิธีที่สามารถช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้
     
  • การมองเห็น : เวลาที่เครียดมาก ๆ ลองพักจากสิ่งที่จดจ่ออยู่ตรงหน้าสักครู่หนึ่ง พักสายตาแล้วมองหาสิ่งที่ช่วยให้ผ่อนคลาย เช่น การมองท้องฟ้า มอบรอบ ๆ ตัว ดูรูปเก่า ๆ  ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือ พักสายตาด้วยการนอนหลับก็ช่วยได้เหมือนกัน
     
  • เสียง : นอกจากดนตรีบำบัดจะช่วยบำบัดความเจ็บป่วยแล้ว เสียงเพลง เสียงฝน หรือเสียง ASMR ยังสามารถผ่อนคลายระบบประสาทและฟื้นฟูสภาพอารมณ์ได้อีกด้วย นอกจากนี้การให้กำลังใจตัวเองด้วยคำพูดก็เป็นอีกวิธีง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้เพื่อเยียวยาจิตใจให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

ที่มา : 
บทความ “How Sensory Memory and Your 5 Senses Can Improve Study Effectiveness” โดย Judy Abel จาก pocketprep.com 
บทความ “Humans Have More Than 5 Senses” โดย Alex Gray จาก weforum.org 
บทความ “The Reason Why Taste and Memory are So Connected” โดย Melissa Locker จาก southernliving.com 
บทความ “The Science Behind Music’s Nostalgic Power” โดย Katherine Gillespie จาก vice.com
บทความ “Use Your 5 Senses to Manage Stress Levels” โดย Matthew Tull จาก verywellmind.com
บทความ “Sensory Marketing: Strategies for a Sensational Campaign” โดย Steve Harvey จาก fabrikbrands.com
บทความ “Why Great Brands Appeal To All 5 Senses” โดย Samantha Cortez จาก businessinsider.com 

เรื่อง : ณัฐชา ตะวันนาโชติ