“เครียด” ดูจะเป็น “ความปกติ” ไปแล้ว ท่ามกลางสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนไปในทุกวัน วิถีชีวิตที่เร่งรีบยิ่งส่งผลให้ผู้คนตกอยู่ภายใต้สภาวะที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและกดดัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมห้อง หรือกระทั่งครอบครัว เมื่อบวกกับสภาวะความปกติใหม่หลังเหตุการณ์โรคระบาด และสงครามเศรษฐกิจทั่วโลก ความเครียดจึงกลายเป็นภัยร้ายที่หลบเร้นอยู่ภายในจิตใจของเราทุกคน...

และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความเครียด เราจึงต้องสร้างสรรค์วิธีการรับมือและคลายเครียดที่เหมาะกับเรามากที่สุด แต่ไม่ว่าแต่ละคนจะมีวิธีบำบัดความเครียดอย่างไร ทุกอย่างล้วนต้องผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 นั่นคือ “รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส” ปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมและการออกแบบจำนวนไม่น้อยที่ถูกผลิตขึ้นภายใต้โจทย์สำคัญอย่างการบำบัดความเครียด และเพิ่มระดับความสุขบวกกับความพึงพอใจของมนุษย์ อย่างเช่นตุ๊กตารูปร่างคล้ายสัตว์สำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเลี้ยงสัตว์จริง ๆ คลิปเสียงฝนตกสำหรับขับกล่อมผู้ที่ประสบปัญหาการนอนหลับยาก รวมไปถึงเครื่องทำความหอมกลิ่นต่าง ๆ ที่แต่ละกลิ่นถูกออกแบบมาให้ช่วยผ่อนคลายและสร้างความรู้สึกที่ดี เป็นต้น 

“รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส”  มีบทบาทสำคัญในการปลอบประโลมความเครียดของมนุษย์อย่างไรบ้าง มาร่วมไขความลับที่ซ่อนไว้ไปด้วยกัน

©squarelab/Unsplash

รูป : พักใจโดยใช้ตา
ในวันที่เหนื่อยล้าจากปัญหาที่รุมเร้า การ “พัก” จากโลกออนไลน์แล้วหันมา “เพลิน” ไปกับโลกออฟไลน์ ถือเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความเครียดลงได้ ไม่ว่าจะเป็นการเสพงานศิลป์ มองสิ่งที่ตนชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปล่อยตัวเองให้ได้ดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์ธรรมชาติ

มนุษย์มีวิวัฒนาการขึ้นมาจากธรรมชาติ ประสาทสัมผัสของเราผ่านการปรับตัวมาเพื่อให้ตีความข้อมูลเกี่ยวกับ “ป่าไม้” ไม่ใช่ “ป่าปูน” เดวิด สเตรเยอร์ (David Strayer) นักจิตวิทยากลุ่มการรู้คิด มหาวิทยาลัยยูทาห์ ระบุว่า สมองของคนเรานั้นเหนื่อยได้ง่ายมาก หากเราใช้ชีวิตผูกติดกับโลกเทคโนโลยีที่รวดเร็วฉับไวมากจนเกินไป ก็จะทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย เราจึงควรหาเวลาพักฟื้นทั้งร่างกายและสมองเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานหนักด้วยการดื่มด่ำไปกับธรรมชาติ โดยหากได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาตินานเกิน 3 วันขึ้นไป ก็จะช่วยให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “The 3-Day Effect”  คือสมองจะได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่และกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง สเตรเยอร์ยังพบว่าผู้ที่ออกท่องป่านาน 3 วันจะสามารถแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นถึงร้อยละ 50 ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยที่นำโดยมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ สหราชอาณาจักร ก็ได้ค้นพบอีกด้วยว่า กลุ่มคนที่ได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติอย่างน้อย 120 นาทีต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตจะดีกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้เวลาไปกับธรรมชาติเลย ป่าไม้และสายน้ำจึงเปรียบเสมือนแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ที่จะช่วยเติมเต็ม ฟื้นฟู และบำบัดให้ร่างกายที่อ่อนล้ากลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง

แล้วถ้าเราไม่สะดวกเข้าป่าจริง ๆ ล่ะ...เอ็ดเวิร์ด ออสบอร์น วิลสัน (Edward Osborne Wilson) นักชีววิทยาชาวอเมริกันได้นำเสนอแนวคิดการออกแบบที่เรียกว่า “Biophilic Design” หรือการออกแบบที่นำเอาธรรมชาติกลับเข้ามาผสมผสานกับความเป็นเมืองอย่างลงตัวและเข้ากับวิถีการใช้ชีวิตของผู้อาศัย ภายใต้แนวความรู้สึกสำคัญ 5 ประการ คือ ปลอดภัย สงบ มีพลัง เชื่อมโยงถึงกัน และมีความหวัง ซึ่งธรรมชาติเล็ก ๆ ที่ได้รับการสรรสร้างอยู่ภายในตึกสูงจะช่วยปลอบประโลมให้รู้สึกดีและลดความเครียดของผู้คนลง

นอกจากการนำเอาธรรมชาติกลับเข้ามาอยู่ในชีวิตแล้ว การออกแบบสภาพแวดล้อมรอบตัวก็ล้วนส่งผลต่อความคิดและความรู้สึกของคนเราทั้งสิ้น เพียงเปลี่ยนสีผ้าม่าน หรือเปลี่ยนมุมเฟอร์นิเจอร์ ก็สามารถทำให้เราเกิดความรู้สึกต่างไปจากเดิมได้อย่างน่าอัศจรรย์ ปัจจุบันผู้คนจึงเริ่มหันมาสนใจในการออกแบบและจัดพื้นที่ที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับวิถีชีวิตของตนมากขึ้น หรือแม้แต่การที่ธุรกิจรับออกแบบในปัจจุบัน นอกจากจะคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและการสร้างสรรค์พื้นที่พักผ่อนเพื่อเพิ่มความรู้สึกดีให้กับผู้อยู่อาศัยแล้ว ยังมีการนำหลัก “ฮวงจุ้ย” เข้ามาปรับใช้เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจที่ดีให้กับผู้อยู่ศัย โดยผสานความเป็นศิลปะเข้ากับการออกแบบตามความชอบ และยังนำมาซึ่งโชคที่ดียิ่งขึ้น เป็นต้น

เมื่อใดที่รู้สึกเหนื่อยล้าและตึงเครียด อย่าลืมปลดภาระอันหนักอึ้งในใจ แล้วเพลิดเพลินไปกับสิ่งรอบข้างผ่านสายตา แล้วคุณจะค้นพบเสน่ห์แห่งการบำบัดด้วยการมองที่อยู่ใกล้ตัว

ที่มา : บทความ “The Nature Fix: The Three-Day Effect” โดย Florence Williams จาก rei.com 
บทความ “This Is Your Brain on Nature” โดย Florence Williams จาก nationalgeographic.com
บทความ “BIOPHILIA DESIGN ใช้ชีวิตกับธรรมชาติ” จาก bareo-isyss.com 
บทความ “Spending at least 120minutes a week in nature is associated with good health and wellbeing” โดย Mathew P. White, Ian Alcock, James Grellier, Benedict W. Wheeler, Terry Hartig, Sara L. Warber, Angie Bone, Michael H. Depledge และ Lora E. Fleming จาก nature.com

 

©Icons8 Team/Unsplash

รส : รสนี้ ที่คลายเครียด
หลายคนเลือกเยียวยาวันแย่ ๆ ด้วยอาหารจานโปรดสักเมนู อาจจะเป็นเค้ก ไอศกรีม ขนมหวาน ช็อกโกแลต หรืออาหารฝีมือแม่ เชื่อว่า “อาหาร” กลายมาเป็นหนึ่งในที่พึ่งทางใจของใครหลายคนตั้งแต่เด็ก ด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่ต้องร้อง เดี๋ยวพาไปกินไอศกรีม” หรือ “ไม่ต้องเสียใจ มากินขนมมา” คำพูดที่เต็มไปด้วยความรักความห่วงใยที่มาพร้อมกับอาหารจานโปรดได้สร้างความรู้สึกสบายจากการได้กินอาหาร (Comfort Food) สำหรับแต่ละคนขึ้นมา

Comfort food คืออาหารที่เกี่ยวโยงกับความรู้สึกปลอบประโลมและความสุข ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นอาหารที่มีรสชาติหวานและเค็ม มีปริมาณไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง และมีแนวโน้มเกี่ยวโยงกับความทรงจำวัยเด็กและความเรียบง่ายแบบดั้งเดิม อาหารที่เรายึดโยงนั้น มักเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมของสังคมเราและจากประสบการณ์ที่ประสบพบเจอในวัยเด็ก หากเราเคยมีวันเกิดสักครั้ง เราคงจำความรู้สึกแห่งความสุขที่มีผู้คนรายล้อม มอบความรัก รวมถึงการได้ลิ้มรสเค้กวันเกิดที่หวานอร่อยได้อย่างดี ซึ่งนั่นก็อาจเป็นจุดที่ทำให้เราเริ่มเชื่อมโยง “ความสุข” และ “ความรัก” ไว้กับอาหารอย่างเค้ก และเมื่อเราปฏิบัติซ้ำในแนวคิดดังกล่าว เค้กก็จะกลายมาเป็น Comfort Food ของเราในที่สุด กล่าวในอีกทางหนึ่งคือเราอาจจะเชื่อมสิ่งที่กระตุ้นความรู้สึกอิ่มเอมใจของเราผิดไป จากที่ความสุขควรจะเกิดจากความรักของคนรอบข้าง กลับไปเกิดเพราะเค้กเสียอย่างนั้น 

แต่ก็ใช่ว่าขนมหวานจะไม่สร้างความสุขให้เราเลย ในทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเราบริโภคน้ำตาล อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตจะเพิ่มสูงขึ้นฉับพลัน ทำให้เรารู้สึกมีพลังและพึงพอใจ แต่เมื่อถึงคราวจบลง ความรู้สึกของเราก็ดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้รู้สึกเศร้าและปวดหัว อย่างไรก็ตาม น้ำตาลก็อาจออกฤทธิ์คล้ายยาเสพติด ที่ถึงแม้เราจะรู้สึกแย่หลังทานแต่ก็ต้องการมันซ้ำ ๆ ซึ่งนั่นอาจส่งผลต่อสุขภาพของเราในระยะยาว ดังนั้นหากเรายังต้องการขนมหวานเป็น Comfort Food เราจึงควรปรับเปลี่ยนส่วนผสมเป็นวัตถุดิบที่มีผลดีต่อสุขภาพ และค่อย ๆ ปรับลดความผูกพันทางด้านจิตใจกับอาหารชนิดนั้นลงในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม การกินอาหารที่ดีย่อมส่งผลต่ออารมณ์และกระบวนการทำงานของร่างกาย อาหารบางชนิดมีส่วนช่วยในด้านอารมณ์จริงตามสารอาหารที่มี เช่น ความเครียดทำให้การไหลเวียนของเลือดไปสู่สมองไม่ดี แต่โอเมก้า-3 ในปลาสามารถช่วยให้เลือดไหลเวียนสู่สมองได้ดีขึ้นและช่วยลดฮอร์โมนความเครียด เช่นเดียวกับดาร์กช็อกโกแลตที่ช่วยลดความเครียด ขณะที่โกโก้ยังช่วยปรับปรุงการทำงานในส่วนของอารมณ์อีกด้วย 

ที่มา : บทความ “Comfort Foods - Why do they make us happy?” โดย Kimberly Gorman จาก obesityaction.org
บทความ “THE FOOD AND MOOD CONNECTION: 7 FOODS TO BRIGHTEN YOUR MOOD!” โดย Laura Nunes จาก brainmd.com
บทความ “7 Superfoods to Boost Energy Levels Now” โดย Lambeth Hochwald จาก entrepreneur.com
บทความ “In Need of Stress Relief? The Answer Might Be in Your Diet” โดย Katie Rosenbrock จาก theactivetimes.com
บทความ “Eat Right, Drink Well, Stress Less: Stress-Reducing Foods,Herbal Supplements, and Teas” โดย Shannon Wongvibulsin จาก exploreim.ucla.edu
บทความ “What is ‘Comfort Food’ - and Why Do We Crave it?” โดย John Egan จาก vitacost.com
บทความ “The Effects Sugar has on Mood” จาก maxliving.com
บทความ “Why You Self-Medicate With Carbs and Sugar During Depression” โดย Nancy Schimelpfening จาก verywellmind.com

 

©Renee Fisher/Unsplash

กลิ่น : บางทีความสุขก็ลอยอยู่บนอากาศ จับไม่ได้แต่สูดได้
การดมกลิ่นเป็นประสาทสัมผัสที่มีประสิทธิภาพและมีอิทธิพลต่อกิจกรรมในสมองของเรามากที่สุด ต่างกับประสาทสัมผัสด้านอื่น ๆ การเดินทางของกลิ่นเชื่อมต่อโดยตรงกับส่วนของสมองที่เป็นกระบวนการรับรู้อารมณ์ ความทรงจำ และการเรียนรู้ นั่นจึงทำให้การสูดดมอาจเปลี่ยนอารมณ์ของเราได้ในชั่วพริบตา ศาสตร์อย่างสุคนธบำบัด (Aromatherapy) ที่ใช้น้ำมันหอมระเหยสกัดจากพืชหอมเพื่อการบำบัดรักษาเข้ามามีบทบาทกับมนุษยชาติตั้งแต่ยังไม่มีชื่อเรียกเป็นทางการด้วยซ้ำ ปรากฏให้เห็นทั้งในอารยธรรมกรีก อินเดีย และ จีน กลิ่นที่ต่างกันย่อมมีคุณสมบัติที่ต่างกันไป เช่น กลิ่นกุหลาบมีสรรพคุณลดอาการซึมเศร้า ส่วนกลิ่นของดอกคาโมไมล์ช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะ เป็นต้น

สารบางอย่างในน้ำมันหอมระเหยยังทำหน้าที่เช่นเดียวกับยาลดความวิตกกังวล การศึกษาชี้ให้เห็นว่าสารประกอบอินทรีย์ชื่อว่า linalool ซึ่งสร้างกลิ่นหอมหวานให้กับดอกลาเวนเดอร์นั้นสามารถช่วยลดระดับความวิตกกังวลของสัตว์ทดลองอย่างหนูได้ผ่านการสูดดม โดยสารดังกล่าวจะเข้าไปจับกับตัวรับในสมองตัวเดียวกับยาลดความวิตกกังวลประเภท benzodiazepines ที่แพทย์ต้องสั่งจ่าย 

อย่างไรก็ตาม กลิ่นน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้อาจไม่สามารถช่วยให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายได้ เนื่องจากกลิ่นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับด้านอารมณ์และความทรงจำ เราจึงอาจมีปฏิกิริยาที่ต่างกันขึ้นกับความทรงจำที่มีกับกลิ่นนั้น เช่น หากในวัยเด็กคุณถูกบังคับให้ล้างห้องน้ำด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำกลิ่นมะนาว พอโตขึ้นกลิ่นมะนาวก็อาจจะไม่ใช่หนึ่งในตัวเลือกของกลิ่นที่คุณชอบและไม่อาจทำให้คุณรู้สึกดีได้ กลิ่นยังสามารถปลุกความทรงจำในตัวคุณออกมาได้อย่างชัดเจนแม่นยำมากกว่าประสาทสัมผัสอื่น ๆ อย่างการจับหรือการมอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกว่ากลิ่นแป้งเด็กช่างอ่อนโยนและปลอบประโลม เนื่องจากกลิ่นดังกล่าวปลุกความรู้สึกของความมั่นคงและความรักจากส่วนลึกในความทรงจำแรกเริ่มของเรานั่นเอง แสดงให้เห็นว่าในบางครั้งแม้กลิ่นจะไม่สามารถเรียกคืนภาพความทรงจำมาให้เราได้ แต่กลิ่นยังคงเก็บอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นไว้ซึ่งเรายังสามารถรับรู้ได้เช่นเดิม 

เช่นเดียวกับความรู้สึกชอบกลิ่นแปลก ๆ อย่างกลิ่นแอลกอฮอล์หรือกลิ่นแก๊ส นั่นเป็นเพราะว่าเราเริ่มใส่ความเกี่ยวข้องด้านอารมณ์ลงไป “หากในวัยเด็กคุณชอบว่ายน้ำในสระ กลิ่นคลอรีนก็อาจจะเป็นความสุขสำหรับคุณ” ราเชล เอส. เฮอร์ส (Rachel S. Herz) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Scent of Desire กล่าว “และมันไม่ได้เป็นเรื่องน่าละอายอะไรเลย การดมกลิ่นเหล่านี้เพียงหนึ่งครั้งก็อาจสร้างความสุขได้ทันที” กลิ่นยังมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมซึ่งจะชี้นำเราให้ตัดสินว่ากลิ่นนี้หอมหรือไม่ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมก็มีผลกับการรับรู้กลิ่น ดังเช่นที่คนอเมริกันเชื่อมโยงกลิ่น ‘เด็กเกิดใหม่’ กับกลิ่นวนิลาและกลิ่นแป้ง แต่ชาวฝรั่งเศสกลับเชื่อมโยงกลิ่นเด็กทารกไว้กับกลิ่นดอกส้ม

ปัจจุบันกลิ่นยังถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มประสบการณ์ในแง่ของธุรกิจ “กลิ่นประจำแบรนด์” เป็นตัวช่วยสำคัญที่ดึงดูดผู้คนให้อยู่ดูสินค้านานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น แวะเวียนมายังร้านมากขึ้นและจดจำแบรนด์หนึ่ง ๆ ได้ต่อไป กลิ่นของแต่ละแบรนด์ล้วนใส่เรื่องราวและความเป็นแบรนด์เอาไว้ ไม่ว่าจะหรูหรา ซุกซน อ่อนหวาน หรือเคร่งขรึม นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาแล้ว กลิ่นยังส่งผลให้พนักงานในร้านทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน นับว่านี่เป็นอีกหนึ่งทางในการช่วงชิงพื้นที่ในการโฆษณาแบรนด์ผ่านทางอากาศ ที่แค่เพียงเดินผ่าน เราก็รับรู้ได้ว่าร้านที่ตั้งอยู่นั้นคือร้านอะไร

ที่มา : บทความ “อโรมาเธอราพี (Aromatherapy)” โดย ดร. อ้อมบุญ วัลลิสุต จาก pharmacy.mahidol.ac.th
บทความ “Aromatherapy” จาก alliance-aromatherapists.org
บทความ “อโรมาเธอราปี (Aroma Therapy)” จาก thaicam.go.th
บทความ “The Best Scents for Relaxation and Sleep” จาก sleep.org
บทความ “What Makes a Scent Soothing?” โดย Dave Roos จาก science.howstuffworks.com
บทความ “6 Scents That Can Transform Your Mood and Productivity” โดย Lisa Evans จาก entrepreneur.com
บทความ “Behind the Science of Scent Marketing: How Smell Changes the Way We Experience Everything From Shopping Malls to Hotels” โดย Anna Ben Yehuda Rahmanan จาก fortune.com
บทความ “Why You Need a Scent Logo” โดย Jennifer Dublino จาก neurosciencemarketing.com
บทความ “Why You Secretly Love Weird Smells” โดย Jennifer Velez จาก instyle.com 
บทความ “Why Do Smells Trigger Strong Memories?” โดย Yasemin Saplakoglu จาก livescience.com

 

©Oc Gonzalez/Unsplash

เสียง : จากดนตรีคลาสสิกสู่เสียงเคี้ยว ความสุขที่เกิดได้จากการฟัง
ดนตรีแฝงตัวอยู่ในทุกวัฒนธรรม เป็นหนึ่งในผลผลิตแห่งความสร้างสรรค์ของมนุษย์ ทุกช่วงชีวิตของเราล้วนเคยสัมผัสและผูกพันกับดนตรี ไม่ว่าจะเป็นในวันที่มีความสุข ในวันที่มีความทุกข์ ในวันที่อยากจะตัดขาดจากโลกภายนอก หรือแม้แต่ในวันที่นอนไม่หลับก็ตาม ดนตรีมีอิทธิพลกับเรามากกว่าแค่เพียงท่วงทำนอง แต่มันคือเพื่อนร่วมทาง และในบางครั้งก็เป็นนักบำบัดส่วนตัวให้กับเราเช่นกัน

คำว่า “ดนตรีบำบัด” คือการใช้กิจกรรมทางดนตรีไม่ว่าจะเป็นการฟัง การเล่น การร้อง หรือการแต่งเพลง มาช่วยฟื้นฟูบำบัดสภาพร่างกาย จิตใจ อารมณ์ หรือแม้กระทั่งสติปัญญา ดนตรีบำบัดสามารถเข้าถึงทุกด้านของจิตใจ ร่างกาย อารมณ์ และพฤติกรรม สังเกตง่าย ๆ จากการที่บางครั้งเราก็ฟังเพลงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ปรับอารมณ์ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออก แม้คำว่า “ดนตรีบำบัด” จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการไม่กี่ร้อยปีมานี้ แต่มนุษย์ก็ได้รู้จักการใช้ดนตรีรักษาสภาพร่างกายและจิตใจมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยกรีก หรืออย่างเช่นในคัมภีร์ของชาวยิวเองก็มีเรื่องราวของเดวิด นักดนตรีผู้ใช้ดนตรีปัดเป่าความซึมเศร้าของกษัตริย์ 

ดนตรีบำบัดมีผลต่อปัจจัย 5 ประการ ประการแรกคือการปรับความสนใจ ดนตรีดึงความสนใจของเราออกจากสิ่งกระตุ้นอื่น ๆ ที่อาจส่งผลเชิงลบ เช่น ความกลัว ความเจ็บปวด ลอร์รี คูบิเซก (Lorrie Kubicek) นักดนตรีบำบัด อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวกับทฤษฎีควบคุมประตู (Gate Control Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายกลไกในการลดความเจ็บปวด โดยบางกรณีหากเราจดจ่อกับเสียงดนตรีจริง ๆ ก็สามารถลดความเจ็บปวดของร่างกายไปได้ถึงร้อยละ 50 ประการที่สองคือดนตรีมีส่วนช่วยในการปรับอารมณ์ มีงานศึกษาชี้ว่า ดนตรีมีส่วนเข้ากำกับส่วนของสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการปรับอารมณ์ได้ ในประการที่สามนั้นคือ การปรับการรับรู้และความเข้าใจ เนื่องจากเพลงมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการจดจำ ประการต่อมาคือการส่งผลต่อพฤติกรรม โดยเฉพาะการกระทำที่มีการเคลื่อนไหวเช่น การเดิน การพูด การจับ ส่วนประการสุดท้าย ดนตรีมีผลต่อการสื่อสาร แน่นอนว่าดนตรีเป็นหนึ่งในวิธีการสื่อสาร ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์และสื่อสารอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าคำพูด

ในทางหนึ่งจังหวะและคลื่นการสั่นในเพลงนั้น มีอิทธิพลเชื่อมโยงกับคลื่นสมองให้ปรับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันด้วย จึงส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด การฟื้นฟูร่างกาย และนำไปสู่การบรรเทาความเครียดจากภาระงานต่าง ๆ  เสียงจากฆ้องที่สะท้อนการสั่นได้อย่างกังวาน ส่งผลให้คนเข้าสู่การพักผ่อนอย่างลึกซึ้งภายในหนึ่งนาทีครึ่ง และการทำสปาด้วยเสียงฆ้องยังช่วยจัดการกับความรู้สึกกลัวหรือความรู้สึกใด ๆ ที่ติดค้างในใจ อีกทั้งยังกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดแดง มีอิทธิพลต่อระบบลิมบิกทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะตับและไต ทั้งยังสร้างเสริมความรู้สึกสดชื่นและมีชีวิตชีวา

เสียงที่ทำให้ผ่อนคลายอาจไม่ได้เกิดจากเครื่องดนตรีเพียงอย่างเดียว แต่เสียงแปลกๆ ที่เรียกกันว่า ASMR (Autonomous Sensory Meridian Response) ซึ่งก็คือ อาการตอบสนองต่อประสาทรับความรู้สึกอัตโนมัติ ซึ่งผูกโยงประสบการณ์ส่วนตัวกับสัมผัสทั้ง 5 และสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้เกิดขึ้นในด้านการฟังนั้น ยังได้รับความนิยมอย่างมากในการใช้เพื่อผ่อนคลาย เสียงดังกล่าวอาจจะเป็นเสียงแปรงที่กระทบกับผ้าใบ เสียงเคี้ยวอาหาร เสียงกระซิบ หรืออาจจะเป็นเสียงฝนตกและเสียงน้ำไหลที่ทำให้หลับสบาย อย่างไรก็ตาม ASMR เป็นเรื่องของความสุนทรีย์ส่วนบุคคล บางคนจึงไม่สามารถเข้าถึงประสบการณ์นี้ได้เลย เช่นเดียวกับดนตรีที่ใช้ฟื้นฟูและบำบัดที่แต่ละคนก็ย่อมแตกต่างกัน เพราะเรามีประสบการณ์และความทรงจำแห่งความสุขในแต่ละเพลงไม่เหมือนกัน นั่นจึงทำให้เรามีเพลย์ลิสต์ส่วนตัวที่เป็นเสมือนมุมเล็ก ๆ ในการเยียวยาจิตใจของเราเสมอ

ที่มา : บทความ “What is music therapy?” โดย University of Minnesota จาก takingcharge.csh.umn.edu
บทความ “SOUND HEALING - HOW IT WORKS AND ITS HEALTH BENEFITS” โดย Gayatri Bhaumik จาก destina- tiondeluxe.com
บทความ “รู้จัก ‘ดนตรีบำบัด’ หนทาง บรรเทาทุกข์ของคนยุคใหม่” จาก cigna.co.th 
บทความ “ ‘ดนตรีบำบัด’ เพราะดนตรีเป็นเสียงของเราทุกคน” โดย ณัฐชา ตะวันนาโชติ จาก creativethailand.org
บทความ “What is Music Therapy and How Does It Work?” โดย Heather Craig, BPsySc จาก positivepsychology.com 
บทความ “How Music Therapy Works” โดย Jamie Ducharme จาก bostonmagazine.com
บทความ “Why Does the Sound of Water Help You Sleep?” โดย Adam Hadhazy จาก livescience.com 
บทความ “ASMR บำ�บัดอารมณ์ ความรู้สึกด้วยเสียงกระซิบให้เสียวซ่านไปทั้งสมอง” โดย Peerapong Kaewthae จาก fungjaizine.com
บทความ “ประโยชน์ของการฟังวิดีโอ ASMR - ดีสำหรับคนเครียด และนอนหลับยาก” จาก lifestyle.campus-star.com

 

©kickstarter.com

สัมผัส : สัมผัสขจัดเครียด
“จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” แม้นี่จะเป็นข้อความสั้น ๆ แต่กลับส่งพลังถึงกันได้อย่างมหาศาล สัมผัสที่เรียบง่ายแต่หนักแน่นอย่างการ “จับมือ” ช่วยปลอบประโลมจิตใจให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ยังมีคนที่พร้อมก้าวผ่านอุปสรรคข้างหน้าไปด้วยกัน ส่งกำลังใจให้แก่กันผ่าน “การสัมผัส”

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นจึงต้องมีการ “สัมผัส” ระหว่างกันอยู่เสมอ การสัมผัสมีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นการแตะ จับ ถู กระทบกัน หรือปลอบ (ตัวเอง) เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสัมผัสด้วย “การกอด” อันเป็นพื้นฐานภาษากายที่มนุษย์ทำได้ทุุกคน การกอดหรือสัมผัสกันเบา ๆ ถือเป็นการส่งผ่านความรัก ความหวังดี และกำลังใจดี ๆ ให้แก่กันได้ 

การสัมผัสสามารถบำบัดความเครียดให้แก่ผู้คน ทั้งยังช่วยสร้างความรู้สึกสบาย มีชีวิตชีวา คลายกังวล และลดความเครียดได้ถึงในระดับฮอร์โมน ในบางกรณียังบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ด้วย ดังที่ปรากฏในบทความจากวารสาร International Journal of Neuroscience เมื่อปี 2009 ที่ระบุว่าเมื่อทดลองสัมผัสด้วยการนวดบำบัด (Massage Therapy) กับผู้ป่วยหลายประเภทนั้น ปรากฏว่าฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดลดลงเฉลี่ยร้อยละ 31 ขณะเดียวกัน เซโรโทนีน สารสื่อประสาทตัวหนึ่งซึ่งช่วยควบคุมอารมณ์กลับสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 28 และโดปามีน สารสื่อประสาทที่มีบทบาทในการควบคุมการเคลื่อนไหวและเกี่ยวข้องกับการให้รางวัลสมองก็สูงขึ้นถึงร้อยละ 31 นอกจากนี้ เมื่อคนเราได้สัมผัส กอด หรืออยู่ใกล้คนรัก ออกซิโทติน หรือที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “คัดเดิล ฮอร์โมน” (Cuddle Hormone) จะทำให้เกิดความสุขและลดความตึงเครียด ยิ่งไปกว่านั้น การกอดคนรอบข้างยังเป็นการส่งมอบกำลังใจดี ๆ ให้แก่กันได้โดยตรงอีกด้วย

แน่นอนว่าความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะกับ “มนุษย์” ด้วยกันเท่านั้น มีรายงานการศึกษาเรื่อง  The Benefit of Pet and Animal-Assisted Therapy to the Health of Older Individuals นำโดย อี. พอล เชอร์นิแอก (E. Paul Cherniack) และคณะ จากสถาบันผู้สูงอายุ โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยไมอามีมิลเลอร์ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ที่ได้เผยแพร่ในวารสาร Current Gerontol Geratic Research ปี 2014 พบว่าการใช้สัตว์เลี้ยงบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยสูงอายุที่ต้องเผชิญหน้ากับความเหงา โดดเดี่ยว และต้องแยกตัวจากสังคมมีภาวะสุขภาพจิตที่ดียิ่งขึ้น นอกจากที่งานศึกษาได้กล่าวไปแล้วนั้น เพราะการดูแลสัตว์เลี้ยงจำเป็นต้องใช้ความรับผิดชอบสูง เพื่อนตัวน้อยเหล่านี้จึงเป็นความภาคภูมิใจของผู้เลี้ยงที่สามารถรับผิดชอบชีวิตเล็ก ๆ  อันล้ำค่านี้ไว้ได้อีกด้วย

นั่นจึงไม่แปลกที่ปัจจุบันเราจะพบนวัตกรรมใหม่ ๆ จำนวนมากที่สร้างสรรค์ขึ้นมาให้เราได้สัมผัสคลายเหงา เช่น “คูโบ้” (Qoobo) ตุ๊กตารูปร่างคล้ายหมาหรือแมว นวัตกรรมใหม่โดยบริษัท Yukai Engineering จากประเทศญี่ปุ่น ที่เมื่อลูบตัวมันแล้ว จะส่ายหางไปมาเสมือนสัตว์เลี้ยงจริง โดยผู้ผลิตได้ศึกษาธรรมชาติการเคลื่อนไหวของหางสัตว์ชนิดต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนได้การส่ายหางที่เป็นมิตรที่สุดต่อเจ้าของ

นอกจากสัมผัสสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังรวมถึงการที่หลาย ๆ คนอาจชอบการบีบหรือจับสิ่งของที่ดู “แปลก” เช่น พลาสติกกันกระแทก และสไลม์ เป็นต้น ทุกวันนี้จึงมีคลิปการบีบ จับ หั่น สิ่งของเหล่านี้แขวนอยู่ตามแพล็ตฟอร์มออนไลน์เป็นจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า “Oddly Satisfying” ที่เมื่อผู้ชมได้ดูคลิปเหล่านั้นแล้วจะรู้สึกเหมือนตนเองได้ลงมือทำสิ่งเหล่านั้นจริง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการผลิต “ของเล่น” ประเภทนี้ขึ้นมาเพื่อคลายเครียดด้วย เช่น ที่บีบสิวจำลอง และของเล่นที่ทำเลียนแบบพลาสติกกันกระแทก เป็นต้น

เพียงได้แตะ บีบ ลูบ ความเครียด ความวิตกกังวลที่สั่งสมอยู่ในตัวเราก็พลันหายไป นี่คือเสน่ห์ของ “การสัมผัส”

ทุกวันนี้กิจการต่าง ๆ ล้วนหันมาสนใจในการออกแบบเพื่อบำบัดความเครียดกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอาคารสถานที่ให้ผู้อาศัยเกิดความรู้สึกดี หรือคิดค้นนวัตกรรมใหม่เพื่อคลายเหงาและบำบัดเครียดให้กับผู้คน รวมไปถึงช่วยชี้ให้เห็นความสำคัญของการผ่อนคลายความตึงเครียดในสังคมด้วย นอกจากนี้ บางที่ก็วางแผนให้เข้าถึงง่าย โดยให้เข้าถึงได้ผ่านแพล็ตฟอร์มออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น คลิป ‘Oddly Satisfying’ หรือ ‘ASMR’ ที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้คนอย่างล้นหลาม ทำให้เกิดอาชีพ ‘Youtuber’ ที่ทำคลิปดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ร้านค้าต้นไม้และแอพพลิเคชั่นที่่ช่วยให้ผู้คนสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสก็เพิ่มขึ้นในทุกวัน

อย่างไรก็ตาม ความชอบเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องส่วนบุคคล คนเรามีวิธีคลายเครียดที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ช่วยคลายเครียดให้กับคนหนึ่งอาจไม่ได้ส่งผลมากนักต่ออีกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรเหมารวม หรือตัดสินพวกเขาจากวิธีบำบัดความเครียดเหล่านั้นว่า “แปลก” ในทางกลับกัน คนในสังคมควรมุ่งเน้นที่จะให้กำลังใจ ส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้กันมากกว่า ขณะที่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเผชิญโลกที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างในเวลานี้ก็คือ ต้องให้เวลา ‘พักผ่อน’ กายใจของตัวเองอย่างเพียงพอเพื่อชีวิตอันสดใสในทุกวัน...สู้ๆ นะ You can do it!

ที่มา : บทความ “กอด : สัมผัสรักพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุ” โดย ดวงเนตร ธรรมกุล และ เทียมใจ ศิริวัฒนกุล จาก tci-thaijo.org 
บทความ “CORTISOL DECREASES AND SEROTONIN AND DOPAMINE INCREASE FOLLOWING MASSAGE THERAPY” โดย Tiffany Field,Maria Hernandez-reif, Miguel Diego, Saul Schanberg และ Cynthia Kuhn จาก tandfonline.com

 

ที่มาภาพเปิด : Unsplash/Darren Nunis

ที่มา : นิทรรศการ “ออกแบบ บำบัด treat me tender” จัดแสดงระหว่างวันที่ 21 ก.ค. – 27 ก.ย. 2563 ณ TCDC กรุงเทพฯ

เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง และ บินยากร นวลสนิท