“โรคระบาด” เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาทุกยุคทุกสมัย และทุก ๆ ครั้งโรคร้ายเหล่านี้ก็นามาซึ่งความสูญเสียมากมายอย่างหลีกลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ทุกวิกฤติก็ทำให้โลกได้เห็นถึงศักยภาพในการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ อันนำมาซึ่งวิทยาการและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้คน มาดูกันว่าเราจะนำบทเรียนจากอดีตเหล่านี้มาใช้ต่อกรกับปัจจุบันและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้อย่างไรบ้าง

1347-1351
BLACK DEATH

  • กาฬโรคเป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและก่อความเสียหายอย่างมหาศาลมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์
  • เริ่มแพร่กระจายไปตามเส้นทางการค้าต่าง ๆ โดยมีหมัดและสัตว์ฟันแทะที่มีเชื้อเป็นพาหะนำโรค ซึ่งสันนิษฐานว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไปกว่า 200 ล้านคน
  • การระบาดครั้งที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นที่ยุโรปในช่วงค.ศ. 1347-1351 คร่าชีวิตประชากรยุโรปไปกว่าครึ่ง การระบาดครั้งนี้เป็นที่รู้จักในนาม "Black Death"
  • นามาสู่จุดเริ่มต้นของการกักตัว (Quarantine) ซึ่งมาจากภาษาอิตาเลียน Quaranta Giorni แปลว่า 40 วัน เนื่องจากเรือที่เดินทางมาจากเมืองที่มีการระบาดจะต้องทอดสมอรอถึง 40 วัน ก่อนที่จะได้ขึ้นฝั่งนั่นเอง

1500s - 1977
SMALLPOX

  • โรคฝีดาษ หรือ ไข้ทรพิษ ระบาดหนักในช่วงค.ศ. 1500 จากการค้นพบทวีปอเมริกาของชาวยุโรป และเป็นเหตุให้กว่า 90% ของชนพื้นเมืองเสียชีวิตระหว่างการล่าอาณานิคม
  • การระบาดของโรคฝีดาษดำเนินต่อมาอีกหลายศตวรรษ มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไปอย่างน้อย 300 ล้านคนทั่วโลก
  • ในปี 1796 ในปี เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner) แพทย์ชาวอังกฤษได้ค้นพบวิธี “การปลูกฝี” เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคฝีดาษได้สาเร็จ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาพัฒนาวัคซีน
  • ในปี 1980 การประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) ได้ประกาศชัยชนะของมนุษย์ในการกวาดล้างโรคฝีดาษได้สาเร็จ

1817 - 1923
CHOLERA

  • อหิวาตกโรค หรือที่คนไทยมักเรียกว่า “โรคห่า” เป็นโรคที่มีการระบาดบ่อยครั้ง และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 ล้านคน สาเหตุเกิดจากแบคทีเรีย (Vibrio cholerae) ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด
  • ในปี 1854 จอห์น สโนว์ (John Snow) แพทย์ชาวอังกฤษ ได้ศึกษาและพบว่าสาเหตุของโรคที่ระบาดอยู่ในลอนดอนขณะนั้น เกิดจากแหล่งน้ำที่สกปรก (ไม่ได้แพร่ทางอากาศแบบที่คนสมัยนั้นเข้าใจ) ทำให้ควบคุมการระบาดได้ และได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งวิชาวิทยาการระบาดสมัยใหม่ (Modern Eepidemiology) ซึ่งศึกษาธรรมชาติของการเกิดและแพร่กระจายของโรคชนิดต่าง ๆ เพื่อหาทั้งแนวทางป้องกันและควบคุม

1918 - 1919
SPANISH FLU

  • ช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดเหตุการณ์การระบาดของโรคที่รุนแรงที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 นั่นคือ ไข้หวัดใหญ่สเปน ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส H1N1 และทำให้ผู้คนเสียชีวิตไปกว่า 50 ล้านคน
  • เนื่องจากขณะนั้นโลกกำลังตกอยู่ในสภาวะสงคราม หลายประเทศจึงพยายามปิดข่าวเรื่องโรคระบาด ส่งผลให้กว่าจะตั้งรับสถานการณ์มือนั้น โรคก็ได้ระบาดไปไกลเกินกว่าจะควบคุมแล้ว
  • สเปนไม่ใช้แหล่งกำเนิดของโรค แต่เนื่องจากเป็นประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมสงคราม จึงเป็นผู้ประกาศข่าวโรคระบาดให้ทุกประเทศได้ทราบ กลายเป็นที่มาของชื่อ “โรคไข้หวัดใหญ่สเปน” นั่นเอง
  • เหตุการณ์นี้ทาให้เกิดการวิจัยเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันโรคระบาด และพัฒนาระบบสาธารณะสุข สำหรับเตรียมการรับมือไม่ให้การระบาดของโรคในอนาคตส่งผลรุนแรงแบบคราวนี้อีก

1968 - 1970
HONG KONG FLU

  • ในปี 1968 ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกงได้เริ่มแพร่ระบาดและทาให้มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 1 ล้านคนทั่วโลก
  • สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส H3N2 สันนิษฐานว่าวิวัฒนาการมาจากเชื้อไวรัส H2N2 ที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่เอเชียซึ่งระบาดในปี 1957
  • เนื่องจากไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่มีการระบาดบ่อยครั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมอยู่ตลอด ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคมากขึ้น
  • ปัจจุบันศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) แนะนำให้บุคคลทั่วไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจาฤดูกาลปีละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้ภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ทางานได้อย่างต่อเนื่อง และถึงแม้จะป้องกันไข้หวัดสายพันธุ์ที่เกิดใหม่ไม่ได้ แต่ก็อาจช่วยลดความรุนแรงได้ในระดับหนึ่ง

2002-2003
SARS

  • โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome) หรือ ซาร์ส (SARS) เกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูลโคโรนา
  • เริ่มระบาดในปี 2002 จากมณฑลกวางตุ้ง แพร่กระจายไป 26 ประเทศ ทำให้มีคนติดเชื้อราว 8,000 คน และมีคนเสียชีวิต 774 คน
  • แม้การแพร่ระบาดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เทคโนโลยีในตอนนั้น มีส่วนช่วยให้การกระจายข่าวสารดำเนินไปอย่างทั่วถึง ประกอบกับความร่วมมือของศูนย์วิจัยทั่วโลกทาให้สามารถพบต้นตอของโรคได้ในเวลาเพียง 1 เดือน และควบคุมการแพร่ระบาดได้ในที่สุด
  • การระบาดครั้งนี้ทาให้ผู้คนตระหนักถึงวิธีการป้องกันโรคมากขึ้น มีการฆ่าเชื้อตามพื้นที่สาธารณะ และผู้คนเริ่มหันมาใช้หน้ากากอนามัยกันอย่างแพร่หลาย

2009 - 2010
SWINE FLU

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ ไข้หวัดหมู เป็นการระบาดของเชื้อไวรัส H1N1 ซึ่งในปี 2009 มีผู้ติดเชื้อ 60 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตราว 150,000 - 575,000 คน
  • ความแปลกของการระบาดคราวนี้คือ ผู้เสียชีวิตกว่าร้อยละ 80 ไม่ใช่ผู้สูงอายุเหมือนกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่คราวก่อน ๆ แต่กลับเป็นกคนหนุ่มสาวและเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 65 ปี
  • วัคซีนได้รับการคิดค้นขึ้นภายในปีเดียวกันนั้นเอง ซึ่งความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยี มีส่วนช่วยให้อัตราการเสียชีวิตและผลกระทบจากโรคระบาดต่าง ๆ โดยเฉพาะจากไวรัสตระกูลไข้หวัดใหญ่นี้ มีความรุนแรงน้อยลงอย่างชัดเจน

2019 - PRESENT
COVID-19

  • การระบาดใหญ่ (Pandemic) ครั้งล่าสุดของมวลมนุษย์ที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ขณะนี้ (วันที่ 24 มีนาคม 2563) มียอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงถึง 334,981 คน มีผู้เสียชีวิต 14,652 คนและแพร่ระบาดไปแล้วกว่า 190 ประเทศทั่วโลก
  • ผู้เชี่ยวชาญพบว่าพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 นี้มีความคล้ายคลึงกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค SARS ถึง 86.9%
  • แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และยังไม่มีบทสรุปของการระบาดในครั้งนี้ แต่ท่ามกลางวิกฤติเราก็ได้เห็นถึงความพยายามในการต่อสู้และพัฒนาความรู้เข้าใจเกี่ยวกับโรคโควิด-19 รวมทั้งการเร่งผลิตยารักษาที่ดูมีความหวังชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
  • ซึ่งนอกจากผลกระทบต่าง ๆ ของโรคแล้ว น่าสนใจว่าการระบาดในครั้งนี้จะนาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรของโลกและวิถีชีวิตของมนุษย์บ้าง เราจะต้องปรับตัวอย่างไร แล้วเราจะนาบทเรียนในครั้งนี้ไปใช้กับอนาคตได้อย่างไรบ้าง

ที่มา :
ข้อมูลโดย Centers for Disease Control and Prevention จาก cdc.gov
ข้อมูลโดย World Health Organization จาก who.int
บทความFighting the Plague in Medieval Towns” จาก medievalists.net
บทความHere’s How COVID-19 Compares to Past Outbreaks” โดย Julia Ries จาก healthline.com
บทความPandemics That Changed History” จาก history.com
บทความVisualizing the History of Pandemics” โดย Nicholas LePan จาก visualcapitalist.com
บทความ11 Ways Pandemics Have Changed the Course of Human History, From the Over $4 Billion Spent to Fight Ebola to the Trillions It Might Take to Tackle the Coronavirus” โดย Debanjali Bose จาก businessinsider.com

เรื่อง : ณัฐชา ตะวันนาโชติ