เทรนด์การย้ายที่อยู่และการตั้งถิ่นฐานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มนุษย์ต้องเร่ร่อนหาอาหาร ยุคล่าอาณานิคมที่ผู้คนพลัดถิ่นจากบ้านเกิด จนปัจจุบันที่มนุษย์ก็ยังคงเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา และในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้ จำนวนผู้คนที่ย้ายจากชนบทมาอาศัยอยู่ใน “เมือง” ได้เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และปัจจุบันมีประชากรโลกกว่าร้อยละ 55 ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง และมีแนวโน้มว่าในอีก 30 ปี จะเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 68

แม้ว่าเมืองจะถูกบีบให้ขยายตัวด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่ามหาศาล แต่หลายเมืองทั่วโลกก็อาจไม่ได้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับประชากรทุกคน ด้วยพื้นที่ที่มีอยู่จำกัดและประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การขยายตัวแนวราบเป็นไปได้ยากจากผลกระทบของสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อนและการที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ตลอดจนปัจจัยเชิงเศรษฐกิจอย่างเรื่องราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขยายตัว “แนวตั้ง” (Vertical Living) จึงเป็นกลายเป็นทางออกสำหรับการอยู่อาศัยในปัจจุบันและอนาคต อย่างในกรุงเทพฯ เอง อาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมต่าง ๆ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่คนกำลังหันมาให้ความสนใจ

ในขณะที่วิถีความเป็นไปของเมืองยังส่งผลให้ที่พักอาศัยของผู้คนต้องลดขนาดลง คำกล่าวที่ว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” อาจจะสะท้อนสถานการณ์การอยู่อาศัยในหลาย ๆ เมืองได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ “ฮ่องกง” เมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีอสังหาริมทรัพย์ราคาแพงที่สุดในโลกนั้น ประชากรมีพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ยประมาณ 15 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น 

How Much Space Is Enough?
เราได้ยินเสมอว่า “ที่อยู่อาศัย” เป็นหนึ่งปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และแม้ในปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ จะเข้ามามีส่วนช่วยให้การใช้ชีวิตในพื้นที่อันจำกัดเป็นไปได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่คับแคบเกินไปนั้นก่อให้เกิดความเครียดและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว แล้วจริง ๆ “มนุษย์เราต้องการพื้นที่เท่าไรในการใช้ชีวิต” กันแน่

แต่ละประเทศหรือแต่ละเมืองล้วนมีข้อจำกัดที่ส่งผลให้แนวทางการใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยแตกต่างกันออกไป อย่างประเทศไทย ก็มีพระราชบัญญัติควบคุมอาคารที่กำหนดให้อาคารอยู่อาศัยรวมต้องมีพื้นที่ภายในแต่ละหน่วยที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 20 ตารางเมตร ซึ่งทำให้เราอาจจะยังไม่เห็นห้องพักขนาดเล็กมากเท่าไรนักหากเทียบกับเมืองอื่น ๆ ของโลก หรืออย่างประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีอัตราความหนาแน่นของประชากรมากกว่า ก็ได้มีคำแนะนำจากรัฐบาลเกี่ยวกับขนาดพื้นที่ใช้สอยขั้นต่ำที่เหมาะสมที่จะส่งผลต่อการมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีไว้ว่า ขนาดพื้นที่ในอุดมคติสำหรับอยู่อาศัยสำหรับคนเมืองคือ 40 ตารางเมตร แต่ถ้าหากไม่มีพื้นที่มากขนาดนั้น อย่างน้อยที่สุดคนที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองหรือบริเวณชานเมืองควรมีพื้นที่อยู่อาศัยขั้นต่ำที่ 25 ตารางเมตร

Beyond Private Space
เมื่อคนถูกบังคับให้มีพื้นที่ส่วนตัวน้อยลง สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ “พื้นที่สาธารณะ” โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียว ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ได้ระบุค่าเฉลี่ยพื้นที่สาธารณะสีเขียวต่อจำนวนประชากรในเมืองว่าควรอยู่ที่ 9 ตารางเมตรต่อคน ถ้าหากลองหันกลับมามองกรุงเทพฯ พื้นที่กว่า 1,569 ตารางกิโลเมตรนี้ ประชากรมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยเพียง 6.4 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ถึงแม้จะมีจำนวนมากขึ้นกว่าในอดีต แต่ก็อาจจะยังไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทศวรรษนี้และช่วงเวลาต่อไปในอนาคต

ที่มา : 
รายงาน Global Living 2019 โดย CBRE 
รายงาน สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 4 ปี 2561 และแนวโน้มปี 2562 จาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 
รายงาน Modern Compact Cities: How Much Greenery Do We Need? โดย Alessio Russo และ Giuseppe T. Cirella จาก Int J Environ Res Public Health
รายงาน ข้อมูลตัวชี้วัด “พื้นที่สีเขียวและสัดส่วนพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง” จาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
บทความ Hong Kong’s Small Flats ‘To Get Even Smaller’, Hitting Quality of Life โดย Naomi Ng จาก scmp.com
บทความ How Much Living Space Does the Average Household Have in Japan? จาก 
resources.realestate.co.jp
บทความ Urbanization โดย Hannah Ritchie และ Max Roser จาก ourworldindata.org
บทความ How Big Is a House? Average House Size by Country โดย Lindsay Wilson จาก shrinkthatfootprint.com

ที่มาภาพ : Dominique Müller/Unsplash

เรื่อง : ณัฐชา ตะวันนาโชติ