WHEN IT ALL BEGAN
จุดเริ่มต้นของการอยู่อาศัยแนวตั้ง

มนุษย์เราละทิ้งการใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนและเริ่มอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนมายาวนานสืบย้อนไปได้ไกลถึงช่วงยุคหินใหม่ หรือประมาณ 14,000 ปีก่อน แต่แล้วตั้งแต่เมื่อใดกันที่เราเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ชีวิตและอยู่อาศัยในแนวราบ ขึ้นไปซ้อนชั้นอยู่ร่วมกันในแนวตั้ง

หลักฐานที่เหลืออยู่ของอารยธรรมโรมันอย่างอาคาร Insula dell’Ara Coeli และ Casa dei Dipinti ในกรุงโรม จนถึงบันทึกของนักปราชญ์และนักประวัติศาสตร์ในยุคนั้น แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เริ่มใช้ชีวิตร่วมกันในแนวตั้งมาตั้งแต่ประมาณ 100 ปีก่อนคริสต์ศักราชแล้ว ภายในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเรียกว่า “Insula” ซึ่งสูงขึ้นไปได้มากกว่า 9 ชั้น ถ้ายึดตามสิ่งที่ลิวี หรือติตุส ลีวิอุส บันทึกไว้ใน หนังสือหลังจากการก่อตั้งนคร (Ab Urbe Condita Libri) ที่ว่ามีประเพณีที่จะต้องนำวัวสองตัวไต่บันไดขึ้นไปจนถึงหลังคาของอาคารเพื่อประกอบพิธีกรรม เราจะพบว่าชาวโรมันนั้นอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการใช้ชีวิตแนวตั้งมาแต่ไหนแต่ไร แต่ด้วยการก่อสร้างในขณะนั้นที่ยังไม่ได้มาตรฐานพอ ทำให้บ่อยครั้งตึกสูงโรมันโบราณเหล่านี้ต้องเจอกับปัญหาและพังถล่มลงมา จนถึงขนาดที่จักรพรรดิเอากุสตุส (Augustus)
อดีตจักรพรรดิโรมัน ต้องออกมาตรการจำกัดไม่ให้ความสูงของ Insula นั้นเกินกว่า 70 เปส หรือราว 20 เมตร แม้จะบังคับใช้ได้ไม่ค่อยเป็นผลสักเท่าไรก็ตาม

ลักษณะเฉพาะสำคัญของ Insula คือการเป็นสถาปัตยกรรมที่มีทั้งพื้นที่พาณิชยกรรม Taberna ของบรรดาพ่อค้าอยู่ที่บริเวณชั้นล่าง และยูนิตพักอาศัยของแรงงานที่อยู่ชั้นบนขึ้นไปภายใต้หลังคาเดียวกัน (ขณะที่ชนชั้นปกครองจะอาศัยอยู่ในบ้านที่เรียกว่า Domus แทน) ด้วยจำนวนขั้นของบันไดที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแปรผกผันกับความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง ทำให้ยิ่งอยู่บนชั้นที่สูงเท่าไรก็ยิ่งได้ค่าเช่าที่ถูกลงตามไปด้วย ซึ่งถ้าพิจารณาดูจะพบว่า การอยู่อาศัยแนวตั้งภายใน Insula นั้นมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะตรงกันข้ามกับคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน ที่ยิ่งอยู่ชั้นสูงเท่าไรก็ยิ่งต้องจ่ายในราคาที่แพงขึ้นเท่านั้น

wikimedia.org
เมืองชิบาม เยเมน

กระโดดมาที่ช่วงศตวรรษที่ 16 มีอีกตัวอย่างของการอยู่อาศัยแนวตั้งที่น่าสนใจ คือกลุ่มตึกสูงระฟ้าในเมืองชิบาม ประเทศเยเมน ที่มีความสูงตั้งแต่ 5-11 ชั้น ด้วยเพราะปริมาณน้ำฝนต่อปีที่สูงของเยเมน ทำให้ผู้คนต้องหนีน้ำท่วมกันขึ้นไปยังบริเวณที่ราบสูงของประเทศกันมายาวนาน ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็มีอยู่จำกัด และไม่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของประชากร วิธีแก้ปัญหาของชาวเมืองชิบามจึงเป็นการขยายพื้นที่อยู่อาศัยขึ้นไปในแนวตั้งขึ้นเรื่อย ๆ ยกบ้านให้สูงขึ้นซ้อนชั้นกันขึ้นไป ตึกระฟ้าที่ถูกสร้างขึ้นจากดินจึงกลายเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เห็นได้โดยทั่วไปในที่สุด จนทำให้เมืองแห่งนี้ได้รับฉายาว่าเป็น “แมนฮัตตันแห่งทะเลทราย”
จะเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งในแง่ภูมิอากาศ ประชากรศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาของเมือง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการพัฒนารูปแบบทางสถาปัตยกรรมสำหรับการอยู่อาศัยทางตั้งขึ้นมากมาย

VERTICAL LIVING IN THAILAND
การอยู่อาศัยแนวตั้งในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยนั้น เริ่มมีนโยบายการจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยแนวตั้งเกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2503 ภายใต้รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และเกิดเป็น “โครงการอาคารสงเคราะห์ดินแดง” ที่เราเรียกกันติดปากว่า “แฟลตดินแดง” เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยยึดเอาต้นแบบหน่วยพักอาศัยมาจากมาตรฐานอาคารสงเคราะห์ของสิงคโปร์ และก่อสร้างตามเฟสต่าง ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506-2517 โดยอาคารเฟสแรกนั้นเริ่มให้คนได้เข้าไปอาศัยในปี พ.ศ. 2508 ก่อนที่การเคหะแห่งชาติจะตัดสินใจรื้อฟื้น “โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนนครดินแดง” (พ.ศ. 2559-2567) ในอีก 50 ปีถัดมา ด้วยการรื้อถอนอาคารแฟลตดินแดนเดิมที่มีอายุมากและอันตราย พร้อมกับก่อสร้างอาคารหลังใหม่ที่แปลงแรกนั้นเริ่มให้ผู้คนเข้าอยู่แล้วเมื่อ 2 ปีก่อน

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับการเกิดขึ้นของโครงการแฟลตดินแดง ประมาณปี พ.ศ. 2510 ประเทศไทยภายใต้การนำของจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สอง ออกมา ที่นอกจากจะเน้นการพัฒนาสังคมและส่วนภูมิภาคให้มากขึ้นแล้ว ยัง “เน้นความสำคัญของส่วนเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของเอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและบริการด้านต่าง ๆ พร้อมสนับสนุนให้มีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและเอกชนมากยิ่งขึ้น” อีกด้วย สภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น พร้อม ๆ กับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนเริ่มหนาแน่น ส่งผลให้เมืองขยายตัว มีโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันที่ดินในย่านธุรกิจก็เริ่มมีราคาที่สูงขึ้น ส่งผลให้การสร้างตึกสูงกลายเป็นวิธีการที่คุ้มค่าที่สุดในการพัฒนาที่ดินเขตเมือง ผู้ประกอบการเองจึงเริ่มมองหาโมเดลที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ที่ราคาถูกกว่าบ้านเดียว

ไม่กี่ปีหลังการส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยไปประชุมสัมมนาเกี่ยวกับอาคารชุดที่ฮาวาย ด้วยเพราะรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มเล็งเห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิด “อาคารชุด” ขึ้นในไทย ซึ่งถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศค่อนข้างมาก กรุงเทพฯ ก็ได้เริ่มทดลองตลาดด้วยการต้อนรับ “อาคารชุด” แห่งแรกบนถนนราชดำริในปี พ.ศ. 2513 (เดิมตั้งอยู่บริเวณของโรงแรม The St. Regis กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน) ด้วยการสนับสนุนทางการเงินจาก บริษัท Sumitomo Shoji จำกัด “อาคารราชดำริ” ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกจากบริษัท Takenaka Komuten ทำหน้าที่เป็นทั้งที่ทำการของสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นฯ พื้นที่สำนักงานให้เช่า ตลอดจนยูนิตพักอาศัยที่ถูกวางให้เป็น “คอนโดมิเนียม” แห่งแรกของพระนคร แต่เพราะความเคยชินของผู้คนที่นิยมอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวและต้องการถือครองที่ดินในขณะนั้น ทำให้โมเดลการอยู่อาศัยแนวตั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ราวปี พ.ศ. 2525 หลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติอาคารชุดได้ 3 ปี “อาคารชุด” หรือ “คอนโดมิเนียม” ได้กลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ที่ถูกพัฒนาออกมาสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องไปกับความต้องการของผู้คนในขณะนั้นที่กำลังมองหาพื้นที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ตลอดจนการขยายตัวของเมืองที่เริ่มหนาแน่นขึ้น ทว่าด้วยความใหม่นั้นเอง ที่ทำให้ยังไม่มีธนาคารใดยอมปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ซื้อห้องชุด จนกระทั่งเมื่อเริ่มมีธนาคารปล่อยสินเชื่อในช่วงปลายทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา กรุงเทพฯ ก็เผชิญกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่แข่งขันรุนแรง มีโครงการที่อยู่อาศัยแนวตั้งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เกิดการเก็งกำไรจากผู้ลงทุนเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเมื่อถึงปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินในที่สุด

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มกลับมาฟื้นตัวและได้รับความนิยมอีกครั้งตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา ทั้งด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ต้นทุนการก่อสร้างที่ลดลงเนื่องจากวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างต่าง ๆ สามารถผลิตขึ้นได้เองในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มมากขึ้น การเกิดขึ้นของโครงการรถไฟฟ้า BTS และ MRT นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนค่านิยมของผู้คนจากการซื้อบ้านเดี่ยวในพื้นที่ชานเมือง มาเป็นการซื้อคอนโดมิเนียมมากขึ้น ขณะที่เมื่อพิจารณาถึงการมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองไป พื้นที่อาศัยแนวตั้งเหล่านี้ก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบตามไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการนำเสนอพื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่ที่หวังจะเข้ามาช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ในการใช้ชีวิตแนวตั้งให้กับคอนโดมิเนียมต่าง ๆ มากขึ้น

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตบางประการที่เราอาจจะต้องพิจารณาภายใต้กระแสของพื้นที่อยู่อาศัยแนวตั้งเหล่านี้ เพราะถึงแม้จะช่วยทำให้พื้นที่เมืองถูกพัฒนาศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจไปได้อย่างเต็มที่ พร้อม ๆ กับการตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองที่เปลี่ยนไปได้อย่างค่อนข้างตรงจุด แต่ตึกสูงเหล่านี้ก็อาจจะยังใช้ศักยภาพของมันได้อย่างไม่เต็มที่มากพอ จนสามารถกลายมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือแก้ไขปัญหาของเมืองได้ ถึงอย่างนั้น เราก็เริ่มได้เห็นแนวโน้มของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ๆ เช่น The Forestias โดยบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ไม่ได้ต้องการแค่จะนำเสนอที่อยู่อาศัยแนวตั้งรูปแบบใหม่ แต่จะใช้มันอย่างไรเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อม

CASE STUDIES: VERTICAL LIVING IN SINGAPORE
กรณีศึกษา: การอยู่อาศัยแนวตั้งในสิงคโปร์

ถ้าพูดถึงการใช้ตึกสูงในฐานะเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาของเมือง สิงคโปร์น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะสามารถใช้แก้ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 50 ปี จากที่ในปี ค.ศ. 1947 เคยถูกนับว่าเป็นสลัมที่แย่ที่สุดในโลกโดย British Housing Committee Report แต่ตอนนี้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการบริหารจัดการที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง

ความพยายามการแก้ไขปัญหาความขาดแคลนที่อยู่อาศัยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1927 ขณะนั้นรัฐบาลอาณานิคมมีการจัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า Singapore Improvement Trust (SIT) ให้มีหน้าที่ในการดูแลจัดระเบียบพื้นที่เมือง การวางผังเมือง การตัดถนน และการสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมถึงการปลูกสร้างที่พักอาศัย แฟลตแห่งแรกถูกสร้างขึ้นที่ย่าน Tiong Bahru ใจกลางเมืองสิงคโปร์ในปีเดียวกัน โดยเป็นการประยุกต์ลักษณะของตึกแถวซึ่งเป็นที่พักอาศัยที่พบได้ทั่วไปในเมืองมาออกแบบแฟลตสูง 4 ชั้น 30 บล็อก 900 ยูนิต ที่ชั้นล่างถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่พาณิชย์ 

©hdb.gov.sg
Tiong Bahru

ในปี ค.ศ. 1936 แฟลตที่ Tiong Bahru เปิดให้เข้าอยู่ในอัตราค่าเช่า 25 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน และด้วยผลงานตลอด 32 ปี กับการสร้างที่พักอาศัยไปได้เพียง 23,000 ยูนิต SIT ก็ถูกยุบ และเปลี่ยนมาเป็นหน่วยงานที่ชื่อว่า Housing and Development Board (HDB) ภายใต้การริเริ่มของพรรคการเมือง People’s Action Party และนายลี กวนยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ในช่วงทศวรรษ 1950

ด้วยนโยบาย Five-Year Building Programme ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960-1965 HDB ก็สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย โดยสร้างแฟลตไปถึง 54,430 ยูนิต ปัจจัยส่วนหนึ่งคือการยกปัญหาความขาดแคลนที่อยู่อาศัยขึ้นเป็นวาระเร่งด่วน รวมถึงการผ่านกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐเต็มที่ในการเวนคืนพื้นที่จากเอกชน อย่างไรก็ดี ใช่ว่า 32 ปีที่ผ่านมาจะเสียเปล่า กุญแจความสำเร็จของ HDB นั้นมาจากการต่อยอดโมเดลการสร้างอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรอย่าง Queenstown กระจายไปตามชานเมือง อย่างเช่น Toa Payoh ซึ่งเป็นสถานที่แรกที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย HBD และกลายมาเป็นเมืองย่อม ๆ ที่เพียบพร้อมด้วยที่อยู่อาศัย โรงเรียน สถานพยาบาล ตลาดและพื้นที่สันทนาการ รวมไปถึงพื้นที่สีเขียว ในช่วงนั้นเองที่ HDB เริ่มก่อสร้างอาคารสูง (High-Rise) เพื่อสร้างชุมชนแนวตั้ง (Vertical Community) เพื่อทำให้ราคาต่อหน่วยของแต่ละยูนิตนั้นมีราคาที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ 

VERTICAL COMMUNITY
ชุมชนแนวตั้ง

นับจากนั้นมาอาคารสูงก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาในสิงคโปร์ HDB พร้อมด้วยหน่วยงานอื่น ๆ ดำเนินการสร้างที่อยู่อาศัยแนวตั้งนับไม่ถ้วน และอาคารสูงก็เริ่มเกิดวิวัฒนาการมาตลอด โดยเฉพาะภายหลังจากที่ HDB ตัดสินใจประกาศใช้ Sales Program แบบใหม่ ๆ ในปี ค.ศ. 2001 ที่เปิดทางให้เอกชนและสถาปนิกในสิงคโปร์และนานาชาติ เข้ามาร่วมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวตั้ง ซึ่งนำมาสู่ความก้าวกระโดดในการออกแบบที่อยู่อาศัยแนวตั้งและอาคารสูงในสิงคโปร์ 

The Pinnacle @ Duxton เปิดตัวในปี ค.ศ. 2009 ใจกลางย่านธุรกิจ Tanjong Pagar และถือว่าเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวตั้งที่สูงที่สุดในสิงคโปร์จนถึงปัจจุบันด้วยความสูงถึง 50 ชั้น นอกจากการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่ขนาดไม่ได้กว้างขวางนัก แต่ทำให้จำนวนยูนิตสูงถึง 1,848 ยูนิต ARC STUDIO ARCHITECTURE + URBANISM สถาปนิกผู้รับผิดชอบออกแบบโครงการ ยังนำเสนอสิ่งที่เรียกได้ว่าทำให้คอนโดแห่งนี้มีความเป็น “บ้าน” มากขึ้น นั่นคือระบบผนังคอนกรีตเบา และผังอาคารแบบกริด ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถหดและขยายห้องในภายหลังเมื่อครอบครัวเกิดการขยายตัว นอกจากนั้น ก่อนเข้าอยู่จริง พวกเขายังสามารถเลือกรูปแบบหน้าต่างห้องได้ว่าจะเป็นระเบียง มุขหน้าต่าง (Bay Window) หรือกระทั่งพื้นที่ปลูกต้นไม้ ซึ่งทำให้ฟาซาด (Façade) ระบบโมดูลาร์ของอาคารนี้ปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบการใช้งานของผู้อยู่อาศัย

อีกโปรเจ็กต์ที่พลิกวิธีคิดการสร้างอาคารที่อยู่อาศัยแนวตั้งคือ The Interlace ออกแบบโดย OMA (Office for Metropolitan Architecture) สตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรมสัญชาติเนเธอร์แลนด์ พวกเขานำเสนอทางเลือกใหม่ในการสร้างอาคารสูง นั่นคือแทนที่จะขยายพื้นที่ไปในทางตั้ง พวกเขาเลือกที่จะพลิกตะแคงอาคารจำนวน 31 บล็อก มาวางซ้อนกันในแนวนอน เป็นกลุ่มก้อนรูปทรง 8 เหลี่ยม นอกจากช่องเปิดระหว่างอาคารจะทำให้เกิดการไหลเวียนอากาศที่ดี เหมาะกับภูมิอากาศแบบเขตร้อนชื้นแล้ว การเหลื่อมเกยกันของบล็อกแต่ละบล็อกยังทำให้เกิดพื้นที่สาธารณะกลางแจ้งหลากหลายระดับบนอาคาร ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่อาศัย และนั่นเป็นสิ่งที่สถาปนิกเน้นย้ำเป็นอย่างมากว่าคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้าง “ชุมชน” แนวตั้งที่มีคุณภาพด้วยการออกแบบ

©oma.eu
The Interlace

CONNECT WITH THE WORLD
เชื่อมโยงกับโลกภายนอก

สิ่งสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์ประสบความสำเร็จคือมาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะการผ่อนชำระด้วย Central Provident Fund (คล้ายๆ กับประกันสังคมในบ้านเรา) ระยะเวลาการเช่าอยู่ที่ยาวนานถึง 99 ปี ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของต่อที่อยู่อาศัย และปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง

พื้นที่สีเขียวคือส่วนหนึ่งของ “คุณภาพชีวิต” ที่ว่า เรารู้กันดีว่าการตัดต้นไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงที่นี่ ซึ่งทำให้ปัจจุบันสิงคโปร์มีพื้นที่สีเขียวในสัดส่วนที่มากกว่า 56 ตารางเมตร ต่อประชากร 1 คนเลยทีเดียว ถึงแม้ The Pinnacle @ Duxton และ The Interlace จะเข้าข่ายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยความหนาแน่นสูง แต่ไม่ว่าพื้นที่จะจำกัดเพียงใด สถาปนิกก็มีหน้าที่คืนพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง The Interlace มีคอร์ทยาร์ดกระจายตัวอยู่ระหว่างอาคารถึง 8 คอร์ทยาร์ด และลู่วิ่งรอบอาคารที่มีความยาวถึง 1.1 กิโลเมตร ส่วน The Pinnacle @ Duxton บนดาดฟ้าชั้นที่ 50 ของอาคารและสะพานที่เชื่อมต่ออาคารทั้ง 7 เข้าด้วยกัน ถูกนิยามว่าเป็น “New Ground" หรือสวนสาธารณะลอยฟ้าที่เปิดให้บุคคลทั่วไปขึ้นไปใช้งานได้ในราคาเพียงแค่ 5 ดอลลาร์สิงค์โปร์

อีกสิ่งสิงคโปร์ทำได้สำเร็จคือ การทำให้ชุมชนแนวตั้งไม่ตัดขาดกับพื้นที่เมืองโดยรอบ ย้อนกลับไปตั้งแต่ แฟลตของ HDB ในช่วงปลายทศวรรษ 1960s กับพื้นที่ที่เรียกว่า Void Deck หรือพื้นที่ส่วนกลางใต้ถุนอาคาร (มาแทนที่พื้นที่พาณิชย์แบบแฟลตของ SIT) ที่เป็นลานจัดกิจกรรมตั้งแต่งานแต่งงาน พิธีศพ ไปจนถึงจัดการเลือกตั้ง และพื้นที่กลางที่คนในแฟลตสามารถมาใช้ได้ตามสะดวก เมื่อเวลาผ่านไป Void Deck ที่ว่านี้ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปตามยุคสมัย กลายมาเป็นลานกิจกรรมระหว่างบล็อก จนกระทั่งถูกยกขึ้นไปบนฟ้าอย่างที่เราเห็นได้ในปัจจุบัน 

ถ้ามองผิวเผิน นี่อาจจะเป็นแค่การยกสวนสาธารณะขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่อันที่จริงแล้วยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจกว่านั้น Moshe Safdie สถาปนิกที่มีผลงานออกแบบโปรเจ็กต์สำคัญ ๆ หลายแห่งในสิงคโปร์ (หนึ่งในนั้นคือ Jewel Changi Airport) กล่าวไว้ในงาน World Architecture Festival เมื่อปี ค.ศ. 2014 ว่า สิ่งที่เขาทำสำเร็จในโปรเจ็กต์ Marina Bay Sand คือการเชื่อมพื้นที่เมืองเข้ากับพื้นที่ริมชายฝั่งทะเล Marina Bay Sand ถูกออกแบบเป็นกลุ่มอาคาร 3 หลัง ที่ช่องว่างระหว่างอาคารได้กลายเป็นหน้าต่างบานใหญ่เปิดออกสู่ริมชายฝั่งทะเล และยังเชื่อมต่อกับพื้นที่รอบข้างในแนวราบด้วยการผ่าอาคารทั้ง 3 หลังในแนวขวาง เปิดเป็นเอเทรียมขนาดใหญ่ซึ่งภายในเป็นห้างสรรพสินค้า ส่วนพื้นที่บนดาดฟ้านั้น ถูกออกแบบให้เป็น Urban Rooftop สไตล์รีสอร์ตที่มีสระว่ายน้ำวางพาดตลอดแนว เปิดมุมมองเข้ามาหาเมืองและออกไปยังทะเลอย่างเต็มตา

©Miguel Sousa/Unsplash

โมเช่ ยังบอกอีกว่า วิสัยทัศน์การออกแบบอาคารสูงของเขานั้น ไม่ใช่การสร้างอาคารแบบ iconic ที่ดึงดูดความสนใจของคนด้วยรูปทรงบิดเกลียว หรือพื้นผิวอาคารแบบพิกเซล และไม่ใช่การสร้างโลกที่เป็นเอกเทศหรือ “ระบบปิด” เพราะนั่นจะทำให้ตึกสูงตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก “ราวกับเป็นสิ่งแปลกปลอมของเมือง” เขาชี้ว่าเราควรมองไปที่อาคารรูปแบบก่อนๆ (ตึกแถว) ที่การเกิดขึ้นของมันนั้นทำให้เกิดการเชื่อมต่อและสร้างโครงข่ายของเมืองขึ้นมาพร้อม ๆ กัน และเราควรนำเอาสปิริตแบบนั้นกลับมาในพื้นที่เมืองมากกว่า

ความแตกต่างระหว่างสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ ในโลก คือ ในสิงคโปร์นั้น บ้านเป็นทรัพย์สินของสังคม (Housing as a Social Asset) ประชาชนกว่าร้อยละ 90 ของสิงคโปร์เช่าที่อยู่อาศัยของรัฐภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ นานา ซึ่งมีทั้งข้อดีและปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน และรัฐบาลสิงคโปร์ยังมีกฎหมายที่เอื้อให้สามารถควบคุมการใช้พื้นที่ให้เป็นไปตามผังเมืองได้เบ็ดเสร็จ ในขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ในโลก บ้านเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล และมักเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อหวังผลกำไร สิ่งนี้น่าจะทำให้การเกิดขึ้นของอาคารสูงในบ้านเรา และประเทศอื่น ๆ ยังคงยืนอยู่บนเหตุผลด้านผลตอบแทนทางธุรกิจต่อตารางเมตรเป็นสำคัญ 

ภายใต้สถานการณ์โลกที่ทุกอย่างดูจะแย่ลงเรื่อย ๆ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่เริ่มขาดแคลน ปัญหาผู้สูงอายุ การเพิ่มจำนวนของประชากร ตึกสูงและชุมชนแนวตั้งอาจจะเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการจัดการกับปัญหาในพื้นที่เฉพาะเท่านั้น (อย่างเช่นสิงคโปร์) เพราะสิ่งที่น่าจะเป็นหัวใจของการอยู่อาศัยในอนาคตนั้น น่าจะเป็นเรื่องของการ “แบ่งปันทรัพยากร” ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

©urbanvillageproject.com
The Urban Village Project 

THE CONCEPT OF ‘CO-LIVING”
แนวคิดเรื่องการอยู่อาศัยร่วมกัน

ในหลายปีที่ผ่านมาบริษัทเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง IKEA สนับสนุนดีไซน์แล็บอย่าง SPACE10 ให้ดำเนินการศึกษารูปแบบการอยู่อาศัยแบบใหม่ให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และหลังจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 14,000 คน จาก 147 ประเทศ พวกเขาก็พบว่า คนส่วนใหญ่ต้องการ “การเข้ารวมเป็นหนึ่งกับสังคม” มากกว่าความต้องการด้านอื่น ๆ 

จากผลการศึกษานี้ SPACE10 ได้ริเริ่มโปรเจ็กต์วิจัยที่ชื่อว่า The Urban Village Project ที่ยืนอยู่บนแนวคิด Co-Living และแกนหลักสามแกนคือ ความเป็นอยู่ที่ดี (Livability) ความยั่งยืน (Sustainability) และราคาที่จับต้องได้ (Affordability) ซึ่งถูกนำเสนอออกมาผ่านงานออกแบบ และการบริหารจัดการโครงการ 

The Urban Village Project ตีความคำว่า ความเป็นอยู่ที่ดีว่าคือการมีส่วนร่วมกับสังคม และการได้แบ่งปันบางอย่างแก่ผู้อื่น เช่น การรับประทานอาหารร่วมกัน การแชร์ทรัพยากรส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ฟิตเนส ร้านขายของชำ ฯลฯ และนอกจากนั้น สิ่งเหล่านี้ยังจะทำให้เกิดกลไกทางสังคมบางอย่างขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสอดส่องดูแลการเติบโตของเด็ก ไปจนถึงการดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้สูงอายุ

ในด้านความยั่งยืนนั้นคือ การคิดระบบการสร้างและบำรุงรักษาอาคารในแบบแยกส่วน ระบบที่ SPACE10 นำมาใช้ คือการมองว่าบ้านหนึ่งหลังไม่ต่างไปจากเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปหนึ่งชิ้น ชิ้นส่วนทั้งหมดของอาคาร จะถูกออกแบบให้สามารถถอดประกอบได้ เมื่อส่วนประกอบไหนเสียหาย ก็เพียงแค่ถอดออกและประกอบอะไหล่เข้าไปใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดการรีไซเคิลวัสดุและการใช้ซ้ำได้ตลอดอายุของอาคาร ช่วยลดปริมาณขยะ และยังเปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยสามารถปรับแบบยูนิตของตัวเองได้ตามต้องการ 

ระบบการสร้างและบำรุงรักษาอาคารในแบบแยกส่วนยังทำให้ราคาของที่พักอาศัยของโปรเจ็กต์ที่ว่านี้ไม่สูงเกินไปที่ผู้มีรายได้ปานกลางและต่ำจะเอื้อมถึงได้ เพราะเมื่อชิ้นส่วนทั้งหมดของอาคารถูกผลิตโดยระบบอุตสาหกรรม และการแพ็กสำหรับขนย้ายที่ประหยัดพื้นที่ (แบบเดียวกับการขนสินค้า IKEA) ราคาต่อหน่วยของชิ้นส่วนที่ว่านี้ก็จะลดลง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างได้มาก และที่สำคัญคือจะเป็นกลไกที่ช่วยขจัดการแสวงหาผลกำไรของผู้ลงทุนระยะสั้นไปโดยปริยาย

ในด้านการบริหารจัดการ The Urban Village Project ให้ความสำคัญมากเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของอาคาร พวกเขาคิดว่าการมองหาผู้ร่วมลงทุนระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลเมือง หรือบริษัทที่ต้องการลงทุนสำหรับอนาคต น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในการทำให้แนวคิดที่ว่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้ หรืออีกโมเดลคือการเปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยสามารถซื้อหุ้นของอสังหาริมทรัพย์ที่ตัวเองเช่าอยู่ได้ (โดยจะได้รับส่วนแบ่งหลังจากที่อสังหาริมทรัพย์นี้มีมูลค่ามากขึ้น) ระบบนี้จะช่วยลดเงินดาวน์ และการเจอกับอัตราดอกเบี้ยราคาแพง ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปสิ่งปลูกสร้างนี้จะถูกครอบครองโดยผู้คนในคอมมูนิตี้นั้นๆ

©urbanvillageproject.com

รูปแบบของ The Urban Village Project สามารถปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของเมืองที่ตั้งอยู่ หากเป็นที่ที่มีความหนาแน่น ยูนิตโมดูลาร์สามารถซ้อนชั้นขึ้นไปเป็นอาคารสูงได้ไม่ยาก และหากอยู่ในพื้นที่ชานเมือง ก็สามารถปรับเป็นกลุ่มก้อนที่อยู่อาศัยที่ไม่หนาแน่นมากได้ โดยรวมแล้ว The Urban Village Project จึงเป็นโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะระบบ Subscription ที่เป็นเหมือนการสมัครแพ็คเก็จที่ผู้อยู่อาศัยเลือกได้เองว่า จะเลือกห้องลักษณะไหน ใช้บริการส่วนกลางอะไรบ้าง เช่น อาหาร รถรับส่ง ฟิตเนส ข้าวของเครื่องใช้สำหรับการสันทนาการ ไปจนถึงประกันชีวิต พอถึงหมดระยะเวลา Subscription ก็สามารถเลือกแพคเก็จใหม่ให้เหมาะกับจังหวะชีวิตของตัวเอง ณ ขณะนั้น 

ปี ค.ศ. 2020 เป็นช่วงเวลาที่ทุก ๆ คน ควรเริ่มกลับมาคิดทบทวนกันว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในอนาคต และสิ่งที่น่าจะเป็นจุดร่วมที่ต้องพิจารณาก็คือ การสลายอัตตาเกี่ยวกับ “ความเป็นเจ้าของ” ที่เป็นสาเหตุหลักของการสิ้นเปลืองทรัพยากรในโลกทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม The Urban Village Project เป็นไอเดียที่จำเป็นจะต้องผ่านการทดสอบโดย “โลกแห่งความจริง” อีกมาก แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นความพยายามตั้งเป้าหมายบางอย่างให้กับสังคม ให้เราทุกคนเห็นว่า “การแบ่งปันทรัพยากร” นั้นเป็นทางออกที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุดในวันนี้และวันต่อ ๆ ไป

ที่มาภาพ : Unsplash/Nick Fewings

เรื่อง : ปภพ เกิดทรัพย์ และ นภัทร จาริตรบุตร