ช่างเครื่องหนังชาวอิตาลี มาร์เชลโล โกรี (Marcello Gori) ก่อตั้ง Scuola del Cuoio Firenze หรือโรงเรียนเครื่องหนังแห่งฟลอเรนซ์ขึ้นเมื่อค.ศ.1950 เพื่อช่วยฝึกเด็กที่กำพร้าพ่อแม่จากสงครามโลกครั้งที่สอง ให้มีอาชีพเป็นช่างเครื่องหนังและเลี้ยงตัวเองได้ 

นักท่องเที่ยวที่อยากได้กระเป๋าหนังฝีมือช่างอิตาลีหรือรองเท้าหนังที่ตัดเย็บอย่างประณีตทุกฝีเข็ม มักไม่พลาดไปที่นี่ เพื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องหนังคุณภาพเยี่ยม ทั้งกระเป๋าถือสตรี กระเป๋าเอกสาร เข็มขัด กระเป๋าสตางค์ เสื้อแจ็กเก็ต ฯลฯ แต่ละชิ้นตัดเย็บจากหนังวัว หนังแกะ หนังกวางที่นุ่มพิเศษ ไปจนถึงหนังนกกระจอกเทศ หนังจระเข้ หรือแม้แต่หนังงูเหลือม 

ทั้งหมดนี้ต้องใช้ความชำนาญขั้นสูงในการฟอกหนัง ตัดหนัง ทำแบบ และตัดเย็บด้วยมือ ตามแบบช่างฝีมืออิตาลี ต้องคำนึงถึงอุณหภูมิและค่าความเป็นกรดด่างของน้ำที่ใช้ฟอกหนัง และวิธีเก็บรักษาหนังให้คงสภาพสวยงาม

ปัจจุบันมีสถานที่แบบนี้เหลืออยู่ไม่มากนักในโลกเทียบกับหลายร้อยปีก่อน เพราะอาชีพช่างฝีมือไม่ได้เป็นอาชีพหลักของประชากรเหมือนยุคโน้น แค่เดินออกจากโรงเรียนเครื่องหนังที่ว่าออกมาถนนใหญ่ในฟลอเรนซ์ จะเจอแต่ร้านขายกระเป๋าหนังแท้และหนังเทียมแขวนล่อใจนักช้อป แต่เมื่อพลิกดูด้านใน จะเจอคำว่า Made In China 

หากโชคดีอาจเจอประโยค Made In Italy แต่ทำโดยช่างฝีมือรองๆ ลงไป เทียบไม่ได้กับโรงเรียนเครื่องหนังแห่งฟลอเรนซ์ ที่ได้รับเลือกให้ผลิตเครื่องหนังเป็นของขวัญแก่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์แห่งสหรัฐอเมริกา

อาชีพช่างฝีมือ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป เป็นอาชีพเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนยุคกลาง (ศตวรรษที่ 5 ถึง 15) และถูกกระแสธารของประวัติศาสตร์พัดถล่มให้เสื่อมความนิยม (จนถึงขั้นเรียกได้ว่าล่มสลาย) ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เครื่องจักรพลิกโฉมหน้าทุกอย่าง ตั้งแต่การผลิตสินค้าไปจนถึงวิธีที่เราใช้ชีวิต 

แต่เนื่องจากมนุษย์ยังชื่นชอบ ‘งานฝีมือ’ ทำให้จิตวิญญาณของงานเหล่านี้ไม่เคยสูญหายไปจนสิ้น จะมีเหตุการณ์อะไรบางอย่าง คนบางกลุ่ม ที่ยืนหยัดเพื่อรักษางานฝีมือเอาไว้แม้ในสภาวะสังคมที่งานฝีมือหมดความหมาย เหตุการณ์สำคัญที่ว่านั้นคือ The Arts and Crafts Movement ที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ

แม้ว่าในยุคโบราณ คำว่า ‘งานฝีมือ’ และ ‘งานอุตสาหกรรม’ จะแตกต่างกันสุดขั้วทั้งในแง่ความเร็วในการผลิต วิธีการผลิต และการควบคุมคุณภาพ แต่ปัจจุบัน มีอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยที่ใช้ ‘ความเป็นช่างฝีมือ’ มาเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ 

หลายอุตสาหกรรมหรือผู้ผลิตรายย่อย เลือกใช้ปัจจัยแห่งยุคสมัย คือเทคโนโลยี เพื่อช่วยทั้งในขั้นตอนการออกแบบ ผลิต และทำตลาด แต่ยังคงคุณสมบัติเดียวกันกับช่างฝีมือในอดีต คือใส่ใจรายละเอียดอย่างสูง ใช้วัสดุคุณภาพเยี่ยม ลบล้างภาพ ‘สินค้าโรงงาน’ ที่ดูไร้ชีวิตจิตใจไปโดยสิ้นเชิง และมีความภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์เฉกเช่นเดียวกับช่างฝีมือยุคเก่า

Unsplash/Tom Crew

ยุคสมัยแห่งช่างฝีมือ
ก่อนหน้าจะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่างฝีมือคือใคร และอยู่กันอย่างไร

ในยุคกลาง (ศตวรรษที่ 5 ถึง 15) ยุโรปปกครองด้วยระบบฟิวดัล (Feudal) ทำให้มีคนอยู่สองประเภท คือผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง บรรดาช่างฝีมืออยู่ในประเภทหลัง 

ก่อนถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ศตวรรษที่ 18) ช่างฝีมือที่สำคัญมีหลากหลายสาขา ทั้งช่างฝีมืองานผ้า งานไม้ งานกระดาษ งานเครื่องปั้นดินเผาและทำแก้ว งานอัญมณี ทำเครื่องจักสาน ทำเบียร์ ทำหนังสือ ทำตุ๊กตา ทำเครื่องเคลือบ ช่างงานหนังและโลหะ ช่างทำมีดและของเล่น ฯลฯ การผลิตสินค้าเป็นแบบระบบครัวเรือน

ช่างฝีมือจะรู้วิธีผลิตสิ่งใดสิ่งหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น ทำรถม้า ทำปืน ตัดเย็บรองเท้า โดยพักอาศัยอยู่ในบ้านช่างฝีมือเก่งๆ เพื่อเป็นลูกมือและเรียนรู้ไปด้วย การ ‘ฝึกงาน’ นี้อาจใช้เวลาเป็นปีๆ เมื่อลูกมือคนนั้นเก่งพอแล้ว ก็อาจออกไปเปิดร้านเป็นของตนเองอย่างภาคภูมิใจใน ‘งานฝีมือ’ ที่ตนเองทำได้ด้วยฝีมือจริงๆ

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เกิดแก่ช่างฝีมือทุกแขนงในยุคที่ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าช่วยก็คือ ความเหนื่อยที่เกิดจากการทำทุกอย่างหรือแทบทุกอย่างด้วยมือและต้องอาศัยธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่

วัสดุหลายอย่างที่ช่างฝีมือใช้ ต้องไปเสาะหามาจากแหล่งธรรมชาติซึ่งอยู่กลางแจ้ง เช่น ดินเหนียวจากริมแม่น้ำ หินปูนและหินทรายจากธรรมชาติ ช่างทำเบียร์ก็ต้องเก็บเกี่ยวข้าวบาร์เลย์ งานที่ต้องเจาะหรือระเบิดหินแข็งก็ต้องใช้น้ำเดือดๆ เทลงไปในรูที่เจาะไว้ รอให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ซึ่งมันจะเพิ่มปริมาณและระเบิด แต่ก็ต้องรอจนถึงฤดูหนาว 

ความ ‘ลำบาก’ ต่างๆ เหล่านี้ของอาชีพช่างฝีมือ เป็นเหตุผลหนึ่งที่เมื่อเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้คนทั่วไปไม่อยากเป็นช่างและเลือกอพยพเข้าเมืองมาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม

เมื่อมีช่างฝีมือมากๆ เข้า จึงเกิดการรวมตัวกันเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม สมาคมช่างฝีมือ (Craft Guilds) เกิดขึ้นในยุโรปตั้งแต่ราว ค.ศ. 1250-1850 หมายถึงสมาคมที่เป็นการรวมตัวของช่างฝีมือแขนงต่างๆ เช่น สมาคมช่างทอง สมาคมช่างเหล็ก และในบางครั้งก็มีผู้ค้าส่งหรือค้าปลีกที่ทำงานกับช่างฝีมือแขนงนั้นๆ เข้าร่วมสมาคมด้วย 

จุดประสงค์ที่ก่อตั้งสมาคมช่างฝีมือต่างๆ ขึ้นมา ก็เพื่อให้สมาคมมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือทุกคนที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนั้นๆ เพื่อควบคุมปริมาณและคุณภาพของสินค้าที่ผลิตออกขาย แต่ข้อเสียก็คือ ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันแบบเสรี ไม่มีการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์เท่าที่ควร สมาคมแบบนี้มีอยู่ทั่วไปแทบทุกเมืองในยุโรป

ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 16 การแทรกแซงของรัฐเพื่อล้มล้างการผูกขาดอำนาจดังกล่าว ทำให้สมาคมช่างฝีมือทั้งหลายต่างค่อยๆ เสื่อมอำนาจลง 

ปฏิวัติอุตสาหกรรม ปฏิวัติสังคมช่างฝีมือ
การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ที่เริ่มต้นในสหราชอาณาจักรในศตวรรษที่ 18 ราว ค.ศ.1750 คือจุดเปลี่ยนจาก “สังคมเกษตรกรรม” และ “สังคมช่างฝีมือ” สู่ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สัญลักษณ์แห่งยุคคือ “เครื่องจักร” เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนวิธีทำงานและวิธีผลิตสินค้าไปโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ 

คนจากภาคเกษตรและคนที่เคยเป็นลูกศิษย์ของช่างฝีมือ กลับย้ายเข้าเมืองมาเป็นสาวโรงงานและหนุ่มโรงงาน ค่าจ้างที่ได้นั้นดีกว่าการทำนาทำไร่และนั่งหลังขดหลังแข็งเย็บรองเท้าหนึ่งคู่หรือทำขวานสักเล่ม แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ “ความภูมิใจในงาน” ที่โรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีการฝึกงานนานนับปีกับช่างฝีมือ แต่มีซูเปอร์ไวเซอร์คอยสอนให้ “เป็นงาน” ให้เร็วที่สุดและส่งไปทำในแผนกต่างๆ

อาชีพช่างฝีมือ มีคนทำน้อยลงๆ ทุกที อาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นได้แก่ วิศวกร นักออกแบบ และคนงาน

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ทำผลิตภัณฑ์เหมือนกันเป๊ะได้คราวละมากๆ ยิ่งเป็นตัวเร่งเครื่องให้สมาคมช่างฝีมือและอาชีพช่างฝีมือหมดความสำคัญ เกิดเป็นบริษัทต่างๆ ขึ้นแทน จนในที่สุด สมาคมช่างฝีมือก็หายไปจากหลายประเทศในยุโรป เริ่มจากฝรั่งเศส (ค.ศ.1791) อังกฤษ (ค.ศ.1835) สเปน (ค.ศ.1840) ออสเตรียและเยอรมนี (ค.ศ.1860) และอิตาลี (ค.ศ. 1864)

เมื่อสมาคมช่างฝีมือ ‘ล่ม’ ไป ก็เท่ากับการสิ้นสุดของยุคที่ช่างฝีมือเป็นกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจ

กระดูกสันหลังชิ้นนั้นกลายร่างเป็นเครื่องจักรและโรงงานแทน กรรมวิธีการผลิตที่ได้มาตรฐานและรวดเร็ว แม้จะได้ของที่ ‘สวย’ น้อยกว่าผลิตภัณฑ์ของช่างฝีมือ แต่เป็นสิ่งที่ ‘ตอบโจทย์’ สภาพสังคมยุโรปในสมัยนั้น ที่ต้องการของคุณภาพเหมือนกันครั้งละมากๆ ในราคาที่ไม่แพงเกินไป
ในยุคช่างฝีมือ คนหนึ่งคนจะรู้วิธีทำของอะไรบางอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม คนงานไม่จำเป็นต้องรู้วิธีผลิตของชิ้นหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบ รู้แค่หนึ่งขั้นตอนในกระบวนการผลิต แล้วทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ทั้งวันจนชำนิชำนาญ เพราะขั้นตอนอื่นๆ ก็จะมีคนงานส่วนอื่นคอยทำ 

สำหรับช่างฝีมือ ความภาคภูมิใจและชื่อเสียงที่ลูกค้าจะบอกกันปากต่อปาก มาจากฝีมือล้วนๆ ทัศนคติแบบนี้ถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น จากช่างฝีมืออาวุโสสู่ลูกศิษย์ แต่ในโรงงานอุตสาหกรรม คนหนึ่งคนไม่จำเป็นต้อง “ทำได้ทั้งหมด” และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายจะเป็นอย่างไร เพียงทำส่วนของตัวเองให้เรียบร้อยและเร็วที่สุดเป็นพอ มีการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานโรงงาน แต่ไม่ใช่ในลักษณะการสอนงานของช่างฝีมือ

จอห์น พี. ราฟเฟอร์ตี (John P. Rafferty) วิเคราะห์ไว้ในบทความชื่อ The Rise of the Machines: Pros and Cons of the Industrial Revolution ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีราคาที่ต้องจ่าย

ข้อดีที่เห็นชัดๆ จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือ สินค้าราคาถูกลงและมีมากพอให้คนซื้อได้ เพราะเครื่องจักรผลิตข้าวของจำเป็นอย่างรองเท้า เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน และเครื่องมือทำมาหากิน ได้เร็วกว่าและราคาต่อหน่วยถูกกว่าผลิตด้วยมือ และมีมากพอให้ทุกคนหาซื้อได้ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น อีกทั้งทำให้นวัตกรรมที่ช่วยผ่อนแรงคนเกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีถนนสมัยใหม่ รถไฟ โทรเลข โทรศัพท์ การสื่อสารที่ดีขึ้นนี้มีส่วนช่วยพลิกโฉมหน้าผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่างอุปกรณ์ที่ช่วยในการเก็บเกี่ยว การผลิตพลังงาน เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทางการแพทย์ การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น มีดผ่าตัด เลนส์กล้องจุลทรรศน์ หลอดทดลอง ฯลฯ ผลิตได้เร็วขึ้นและราคาถูกลง การสื่อสารที่พัฒนาขึ้นก็ทำให้บรรดาหมอและบุคลากรทางการแพทย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีรักษาโรคได้เร็วและดีขึ้น

ปรากฏการณ์อีกข้อที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือ ทำให้เกิดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง คนงานถูกฝึกให้ทำงานเฉพาะอย่าง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิต เช่น คนกลุ่มหนึ่งอาจรับผิดชอบเฉพาะการขนส่งวัตถุดิบ อีกกลุ่มหนึ่งทำงานกับเครื่องจักร A อีกกลุ่มควบคุมเครื่องจักร B สิ่งที่ตามมาคือ เกิดอาชีพผู้ฝึกสอนหรือผู้เชี่ยวชาญที่จะต้องส่งต่อทักษะแก่คนงานรุ่นใหม่ไปเรื่อยๆ และเกิดอาชีพที่รองรับความต้องการด้านต่างๆ ต่อไปอีก เช่น แพทย์เฉพาะทาง นักกฎหมาย

การมีเครื่องจักรและโรงงานใหม่ๆ ย่อมหมายถึงมีงานให้ทำมากขึ้น ในยุคก่อน ความร่ำรวยขึ้นอยู่กับว่าเป็นเจ้าของที่ดินกว้างแค่ไหน แต่ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม คนธรรมดาที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองก็มีสิทธิ์ลืมตาอ้าปากจากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพราะงานเหล่านี้ทำรายได้ดีกว่างานกสิกรรม

เมื่อมีเงินเหลือเก็บ คนทั่วไปก็เริ่มลงทุนทำกิจการเพื่อความก้าวหน้าของตนเอง เกิดชนชั้นกลางที่เริ่มมีอำนาจซื้อและมีสิทธิ์มีเสียง จนในยุคต่อๆ มานำไปสู่การแก้ไขกฎหมายบางอย่างที่ทำให้เหมาะสมกับสภาพสังคมมากขึ้นกว่ายุคที่ผู้เป็นใหญ่คือเจ้าของที่ดิน

อย่างไรก็ตาม ‘ข้อดี’ ต่างๆ เหล่านี้แลกมาด้วยต้นทุนทางสังคมหลายอย่าง ทั้งปัญหาประชากรแออัดในเมืองใหญ่ มลภาวะ ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น และแลกมาด้วยอาชีพช่างฝีมือโบราณที่แทบจะเรียกได้ว่าสูญไปเลย เพราะคนไม่อยากใช้เวลานานนับปีไปเรียนวิชาจากช่าง สู้เข้าเมืองมาทำงานในโรงงานดีกว่า

©wikipedia.org
Art Nouveau Furniture: Desk and Chair by Hector Guimard

The Art and Craft Movement การเคลื่อนไหวที่ทำให้ช่างฝีมือยังไม่ถูกลบไปจากหน้าประวัติศาสตร์
เมื่อความเป็นช่างฝีมือถูกทำให้ล่มสลายด้วยการปฏิวัติอุตสาหกรรม ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ลุกขึ้นสู้เพื่อรักษามันไว้

The Arts and Crafts Movement เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร (ประเทศเดียวกับที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นนั่นเอง) ในช่วงค.ศ.1860 - 1920 โดยส่งผลกระทบข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลถึงสหรัฐอเมริกาด้วย 

ผู้ริเริ่มการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า The Arts and Crafts Movement นี้ก็คือเหล่านักวิจารณ์ตัวเอ้ของการปฏิวัติอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นคือ วิลเลียม มอร์ริส (William Morris) และพวก เขาไม่ชอบทิศทางสังคมในยุคนั้น (ศตวรรษที่ 19) ที่ ‘อะไรๆ ก็เครื่องจักร’ ตั้งแต่การผลิตอาหาร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงการคมนาคม แต่อยากหวนกลับไปสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและให้ค่ากับการใช้วัสดุคุณภาพสูงและการออกแบบที่คำนึงถึงวัตถุประสงค์การใช้งาน

มอร์ริสเป็นเจ้าของร้านงานศิลปะ ที่คิดจะฟื้นฟูงานฝีมือในยุคที่เครื่องจักรรุ่งเรือง มอร์ริสชื่นชอบความคิดของจอห์น รัสกิน (John Ruskin) (นักวิจารณ์งานศิลป์) ที่เชื่อว่า ความงามของศิลปะยุคกลางนั้นเป็นความภาคภูมิใจล้นเหลือของบรรดาศิลปินและช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ร้านของมอร์ริสผลิตงานหลากหลายประเภท ทั้งหมดเป็นงานทำด้วยมือ ตั้งแต่ผ้าทอ หนังสือ กระดาษปิดฝาผนัง เครื่องเรือน ในยุคที่อะไรๆ ก็ผลิตโดยเครื่องจักร การมีจุดขายเป็นของทำมือที่ราคาค่อนข้างสูง ทำให้ร้านของมอร์ริสได้รับความนิยมมากในหมู่คนร่ำรวย 

การกระทำของมอร์ริสเป็นแรงบันดาลใจให้ช่างฝีมือและครูบาอาจารย์ด้านงานศิลป์ที่ยังพอหลงเหลือ ตั้งสมาคมขึ้นมาใหม่ใน ค.ศ.1884 เรียกว่า The Artworkers Guild โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการร่วมมือระหว่างคนทำงานฝีมือทุกแขนง และเป็นแรงบันดาลใจต่อมาให้เกิดการเคลื่อนไหวรูปแบบต่างๆ ทางศิลปะ ได้แก่ Art Nouveau Art Deco และได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของแนวศิลปะแบบมินิมัลลิสม์ (Minimalism) ที่ส่งผลต่องานศิลปะหลากหลายแขนงในปัจจุบัน ทั้งสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะประยุกต์อื่นๆ

©starbucksreserve.com
Starbucks Reserve Roastery

การปรับตัวร่วมกันของช่างฝีมือและโรงงานอุตสาหกรรม 
การออกแบบเชิงอุตสาหกรรม (Industrial Design) ถือได้ว่าเป็นผลผลิตของการปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นยุคที่ช่างฝีมือแบบเก่า ‘แพ้’ โรงงานอุตสาหกรรมทุกอย่าง ตั้งแต่การออกแบบจนถึงการขาย เทคโนโลยีเริ่มมีบทบาททั้งในขั้นตอนการออกแบบและผลิต งานของศิลปิน สถาปนิก ช่างฝีมือ นักประดิษฐ์ วิศวกร ช่างเทคนิค

การเคลื่อนไหว The Arts and Crafts Movement ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนหันมาตระหนักว่า เราเคยมีงานฝีมือ ที่ผลิตได้โดยไม่ต้องอาศัยโรงงาน และค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคในศตวรรษที่ 20 เริ่มเบื่อหน่ายความ ‘เหมือนกัน’ ของผลิตภัณฑ์จากโรงงาน และให้ราคากับความมีเอกลักษณ์เฉพาะและความเป็นต้นตำรับ 

เฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารในสหรัฐอเมริกา มีรายงานจาก USA Today ว่า ปัจจุบันมีกว่า 800 ผลิตภัณฑ์ที่ใช้คำว่า Artisan หรือ ช่างฝีมือ เป็นส่วนหนึ่งของข้อความโฆษณา เทียบกับเพียง 80 ผลิตภัณฑ์ที่ใช้คำนี้ในค.ศ. 2007

ธุรกิจใดหาวิธีจับคู่ระหว่างความพิถีพิถันใส่ใจแบบช่างฝีมือ และกรรมวิถีการผลิตที่ได้เยอะได้เร็วแบบโรงงานอุตสาหกรรมได้ ก็เตรียมตัวรับทรัพย์ได้เลย จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ว่า ธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ต่างพยายามปรับภาพลักษณ์ให้มีความเป็น ‘ช่างฝีมือ’ มากขึ้น

แม้คำว่าช่างฝีมือมักหมายถึงผู้ผลิตรายย่อย แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลักฐานที่ยืนยันว่า กระแส ‘งานฝีมือ’ กำลังมาแรง คือเมื่อ ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ (ที่อาจเคยมีภาพลักษณ์เป็นผลิตภัณฑ์ ‘อุตสาหกรรม’) ต่างปรับตัวเพื่อชิงส่วนแบ่งเค้กก้อนนี้ และเริ่มใช้คำว่าช่างฝีมือในผลิตภัณฑ์ต่างๆ 

ธุรกิจอาหารจานด่วนยักษ์ใหญ่อย่าง McDonald’s นำเสนอเบอร์เกอร์ช่างฝีมือ (Artisan Burger) หลากหลายรูปแบบ เช่น Bacon Smokehouse ที่ระบุว่า ใช้เบคอนรมควันด้วยไม้แอปเปิ้ล เสิร์ฟกับไก่ย่างช่างฝีมือ (Artisan Grilled Chicken) และขนมปังช่างฝีมือ (Artisan Roll)

Starbucks ก็เปิดตัว Starbucks Reserve Roastery ที่เป็นทั้งร้านกาแฟ และพื้นที่เรียนรู้กระบวนการทำกาแฟ ควบคู่ไปกับการออกรสชาติกาแฟและกรรมวิธีการทำใหม่ๆ ที่ชูจุดขายความพิเศษต่างๆ เช่นใช้วัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำ

ไม่เฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เว็บไซต์ค้าปลีกชื่อดัง Amazon.com เปิดตัว “Handmade at Amazon” ในปี 2015 เพื่อท้าชนกับ Etsy เว็บไซต์อันดับหนึ่งด้านการขายงานทำมือโดยเฉพาะ ทั้งเครื่องประดับ เครื่องเขียน และข้าวของเครื่องใช้กระจุกกระจิก Target แบรนด์ห้างสรรพสินค้าสัญชาติสหรัฐฯ จับมือกับช่างฝีมือท้องถิ่นเพื่อวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตรายย่อย ทั้งเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ความงาม ของแต่งบ้าน เครื่องประดับ อาหาร ผลิตภัณฑ์กีฬาและการดูแลสุขภาพ ร้านผลิตภัณฑ์ความงาม Sephora จำหน่ายเครื่องสำอางที่ผลิตโดยช่างฝีมือร่วมกับนักออกแบบชั้นนำ เป็นต้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ยืนยันว่า กระแสงานฝีมือไม่มีวันตาย คือปรากฎการณ์ที่คนตัวเล็กๆ ลาออกจากงานประจำ มาผลิตและขายงานฝีมือที่ตัวเองถนัด จนลืมตาอ้าปากได้ คนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ใครๆ ก็อยากเป็นนายตัวเอง นี่ไม่ต่างอะไรกับเมื่อ 400-500 ปีก่อน ที่ช่างฝีมือผลิต ขายงาน และยึดเป็นอาชีพได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือนจากโรงงาน 

ช่างฝีมือสมัยใหม่บางส่วนรู้จักใช้ปัจจัยที่มาพร้อมยุคสมัย สร้างความเข้มแข็งให้แก่อาชีพช่างฝีมือ

ช่างทำของเล่นชาวอิตาลี เดวิด คลีเมนโตนี (David Clementoni) ผู้เป็นรุ่นที่สามของตระกูลช่างฝีมือผลิตของเล่นเด็ก ก่อตั้ง Italian Artisan เครือข่ายออนไลน์ที่ทำให้ลูกค้ากับช่างฝีมือได้เจอกัน โดยลูกค้าไม่ต้องเปลืองค่าเครื่องบินและพลิกแผ่นดินหาผู้ผลิตที่ต้องการ ผู้ผลิตก็ไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าหรือกังวลว่าผลิตของแล้วจะขายไม่ออก 

วิธีการของเขาคือ ช่างฝีมือชาวอิตาลีอัพโหลดผลงานของตนเองขึ้นบนเว็บไซต์ ลูกค้า (ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งลูกค้ารายย่อยหรือบริษัทค้าปลีก) เลือกดูประวัติและสินค้าของช่าง แล้วติดต่อกันเอง ปัจจุบันมีช่างฝีมือ 278 คนในเครือข่าย ผลิตสินค้ามากถึง 3,154 แบบ

คลีเมนโตนีสร้างเครือข่ายนี้ขึ้นมาเพราะตระหนักว่า อิตาลีมีมรดกทางวัฒนธรรมช่างฝีมือที่แข็งแกร่ง ธุรกิจขนาดเล็กที่ช่างฝีมือเป็นเจ้าของนั้นเป็นเส้นเลือดของประเทศมาช้านานแล้ว ช่างฝีมือชาวอิตาลีต่างภูมิใจกับเทคนิคการผลิตที่ส่งต่อกันมาในตระกูล 

คุณสมบัติที่จะทำให้นักออกแบบยังมีงานทำ คือต้องมีความเป็นช่างฝีมือ
จัสติน แมคเกิร์ก (Justin McGuirk) นักวิจารณ์งานออกแบบ วิเคราะห์ไว้ในบทความปี 2011 ของหนังสือพิมพ์ The Guardian ว่า อาชีพ “นักออกแบบ” (Designer) ถูกแยกออกมาเด่นชัดในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (คือเป็นคนออกแบบวิธีการทำงานและหน้าตาผลิตภัณฑ์ ให้คนงานทำงานกับเครื่องจักรเพื่อผลิตของออกมาเป็นร้อยๆ พันๆ ชิ้น โดยไม่ต้องลงมือผลิตของเอง) เขายังระบุว่า การบริโภคปริมาณมหาศาลของศตวรรษที่ 20 นั้นได้รับการตอบสนองด้วยพลังของระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรม

แต่ในปี 2017 อูเดย์ กาเจนดาร์ (Uday Gajendar) นักออกแบบและนักเขียน ระบุว่า ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทกับงานออกแบบอุตสาหกรรมอย่างยิ่ง (เช่น เครื่องตัดแบบเลเซอร์ ดิจิทัลพรินต์ติ้ง และปัญญาประดิษฐ์ “คุณสมบัติที่จะทำให้นักออกแบบยังมีงานทำ คือต้องมีความเป็นช่างฝีมือ” 

เช่นเดียวกับช่างฝีมือสมัยเก่า นักออกแบบผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันควรต้องรู้วิธีผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ และทุ่มสรรพกำลังไปกับทุกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ เครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่ยิ่งทำให้การออกแบบสินค้าอุตสาหกรรมให้มีลักษณะพิเศษต่างๆ เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ 

นักออกแบบผลิตภัณฑ์ยุคใหม่จึงต้องแข่งกันออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ ‘สื่อสาร’ กับผู้บริโภค เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาอย่างดีและถี่ถ้วน (Well-crafted product) ไม่ใช่เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ (Product) เฉยๆ

©kinto.co.jp
Kinto

ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่ ‘ออกแบบมาอย่างดี’ และคิดแทนผู้บริโภคมาหลายชั้น เช่น แบรนด์ Kinto ผู้ผลิตกระบอกน้ำและภาชนะสำหรับโต๊ะอาหารสัญชาติญี่ปุ่น กระติกน้ำและแก้วกาแฟยี่ห้อนี้ออกแบบโดยคำนึงถึงสรีระมนุษย์และท่วงท่าขณะใช้ของเหล่านั้น (เช่น การถือ การรินน้ำ การดื่มน้ำจากภาชนะ) เพื่อให้ตรงใจผู้บริโภคมากที่สุด แก้วน้ำแบบพกพาออกแบบให้มีฝาปิดแต่ดื่มสะดวก และมีแก้วแบบรักษาอุณหภูมิ แก้วกันแตก กระติกน้ำสำหรับคนออกกำลังกายออกแบบให้เบาและถือง่าย เปิดฝาได้โดยไม่ต้องแยกชิ้นส่วน มีช่องสำหรับใส่น้ำแข็งเพิ่มและวัดปริมาณเครื่องดื่มในกระติก มีสายคล้องไว้ให้ติดกับชุดออกกำลังกาย ฯลฯ

ยูนิโคล่ (Uniqlo) เป็นอีกแบรนด์จากญี่ปุ่นที่ใส่ความเป็นช่างฝีมือลงไปในสินค้าที่เคยเป็นเส้นเลือดของการผลิตระบบอุตสาหกรรมอย่างเสื้อผ้า โดยยูนิโคล่กับบริษัทโทเร (Toray) ร่วมกันคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีที่เพิ่มรายละเอียดต่างๆ ให้เสื้อผ้า กลายเป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ทุกวันที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้บริโภคมากที่สุดในโลก เช่น ผ้ารุ่น Heattech, AIRism, Dry-Ex และ Ultra Light Down ที่คำนึงถึงรายละเอียดระดับโมเลกุลและอุณหภูมิร่างกายของผู้สวมใส่ 

©artecnica.com
Artecnica

Artecnica เป็นบริษัทออกแบบของตกแต่งบ้านและโคมไฟสัญชาติสหรัฐฯ ผลิตภัณฑ์ของที่นี่ นอกจากเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และจัดส่งไปทั่วโลกโดยใช้บรรจุภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดแล้ว จุดเด่นของ Artecnica ยังเป็นการร่วมมือกับชุมชนช่างฝีมือต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อผลิตของที่มีเอกลักษณ์และความสวยงามเฉพาะถิ่น โดยไม่เลือกเชื้อชาติ วัฒนธรรม หรือศาสนา เพราะต้องการให้งานออกแบบอุตสาหกรรมช่วยมอบโอกาสและการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น

อีกตัวอย่างของการจับมือกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับงานฝีมือในปัจจุบัน คือ ZenZulu บริษัทค้าส่งและค้าปลีกที่เน้นผลิตและจำหน่ายงานทำมือของท้องถิ่นต่างๆ ในประเทศแอฟริกาใต้ ที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย มิใช่เพียงเพื่อการประดับตกแต่งอย่างเดียว โครงการแรกๆ ของ มาริสา ฟิก-จอร์ดานน์ (Marisa Fick-Jordaan) นักออกแบบที่เป็นผู้ก่อตั้ง ZenZulu คือการสอนให้ช่างฝีมือจักสานท้องถิ่นที่เชี่ยวชาญการสานตะกร้า ได้ลองใช้เทคนิคการสานตะกร้านี้กับการสานสายโทรศัพท์ ให้เป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ชาม แจกัน เครื่องประดับ และเครื่องแขวนคริสต์มาส โดยชูจุดเด่นคือใช้ลายแบบท้องถิ่น เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพแก่ผู้หญิงพื้นเมืองที่ไม่มีรายได้

การที่งานฝีมือได้รับความนิยมเรื่อยมาและไม่มีทีท่าว่าจะตกเทรนด์ตั้งแต่การเคลื่อนไหว The Arts and Crafts Movement (ค.ศ.1860-1920) เป็นต้นมาจนวันนี้ อาจมีเหตุผลหลายอย่างประกอบกัน เช่นว่า ใครๆ ก็ชื่นชอบคุณภาพ และการทำงานของช่างฝีมือที่สั่งสมความรู้และทักษะต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น ย่อมอุดรูรั่วข้อผิดพลาดจนได้ของคุณภาพดีที่สุด อีกทั้งราคาของงานฝีมือในปัจจุบันยังมีทุกระดับ ทั้งแพงจนเอื้อมไม่ถึง และระดับที่คนส่วนใหญ่ซื้อได้ ในแง่การตลาดที่พยายาม ‘มอบประสบการณ์เฉพาะ’ แก่ผู้บริโภค งานฝีมือก็ยิ่งตอบโจทย์ เพราะมีเรื่องราวที่นำเสนอได้ ทั้งเรื่องราวประวัติของช่างฝีมือ สถานที่และวิธีที่ของชิ้นนั้นถูกผลิตขึ้น 

เมื่องานฝีมือยัง ‘สื่อสารและเชื่อมต่อ’ กับผู้บริโภค มันจึงช่วยย้ำเตือนว่า นิ้วมือมนุษย์ทำอะไรได้มากกว่าแค่กดปุ่มควบคุมเครื่องจักร แต่สร้างสรรค์ของสวยงามที่มีคุณค่าทางใจ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูที่เชื่อมต่อเรากับอารยธรรมและคนรุ่นก่อน อย่างที่ผลิตภัณฑ์หน้าตาพิมพ์เดียวกันเป็นร้อยๆ ชิ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมไม่มีทางให้ได้เลย

ที่มาภาพเปิด: Unsplash/Annie Spratt

ที่มา
บทความ Back To Craftsmanship: Lessons from the Arts and Crafts Movement โดย Laetitia Vitaud จาก medium.com 
บทความ 5 Reasons Craftsmanship Is Making A Return โดย Terri Alpert จาก youngupstarts.com 
บทความ “Italian Artisan”, the network that brings together designers, brands and retailers จาก italianshoes.com 
บทความ The Rise of the Machines: Pros and Cons of the Industrial Revolution โดย John P. Rafferty จาก www.britannica.com
บทความ Industrial Revolution โดย The Editors of Encyclopaedia Britannica จาก britannica.com
www.zenzulu.co.za 
www.florencewebguide.com/florence-leather-school.html 
www.artecnica.com

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ