กระแสความแรงของแนวเพลงแร็ป-ฮิปฮอปในประเทศไทยกำลังถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นศิลปินบนดินและใต้ดินตั้งแต่ดาจิม โจอี้ บอย อิลสลิก ฟักกลิ้งฮีโร่ CP สมิง RAD ฯลฯ ที่ต่างถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมไทยสู่บทเพลงแร็ปได้อย่างน่าสนใจจนสร้างกระแสความนิยมให้กับเพลงแร็ปในประเทศไทยมากขึ้นจนโด่งดังไปทั่วโลก 

เมื่อมองย้อนกลับไปถึงความเป็นมาของดนตรีแร็ป แร็ปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฮิปฮอป ที่ประกอบด้วย การร้องแร็ป การสแครชแผ่นเสียง (Scratch) เต้นเบรกแดนซ์ (Breakdance)  และการเขียนภาพศิลปะบนฝาผนัง (Graffiti) การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของดนตรีแร็ปยังเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมถึงพัฒนาการของดนตรีและคนในแต่ละยุคได้ ทำให้เข้าใจพัฒนาการของดนตรีแร็ป ที่เปลี่ยนฐานะจากดนตรีของชนชั้นแรงงาน กลายเป็นดนตรีกระแสหลักที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก สิ่งนี้นำมาสู่ความเข้าใจบทบาทและอิทธิพลของเพลงแร็ปที่สะท้อนภาพสังคมไทยในปัจจุบัน

ย้อนรอยประวัติดนตรีแร็ป-ฮิปฮอป
บทเพลงฮิปฮอปหรือที่รู้จักกันดีในชื่อเพลงแร็ปนั้น เป็นดนตรีของกลุ่มชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1970 ณ เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จุดกำเนิดของดนตรีแร็ป-ฮิปฮอปนั้นเกิดจากความนิยมในการจัดปาร์ตี้ของวัยรุ่นกลุ่มแอฟริกันอเมริกันในย่านบร็องซ์ (Bronx) ซึ่งเป็นย่านของชนชั้นแรงงาน คนยากไร้ที่ต้องการหาที่นัดพบเพื่อนฝูงและฟังดนตรีสนุกสนาน แต่ไม่มีเงินเข้าไปสังสรรค์ในผับหรือบาร์ที่เปิดเพลงดิสโก้ (Disco) ตามสมัยนิยม จึงได้จัดปาร์ตี้ในรูปแบบของตัวเอง การจัดปาร์ตี้ของวัยรุ่นกลุ่มนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะโดยมีดีเจ (DJ) ทำหน้าที่เปิดเพลง และให้นักร้อง (MC) เป็นผู้ประกาศผ่านไมโครโฟนเพื่อเชิญชวนผู้คนเข้าไปในงาน และนี่นับเป็นจุดกำเนิดของดนตรีแร็ป-ฮิปฮอป 

ดีเจ คูล เฮิร์ก (DJ Kool Herc) หรือชื่อจริงว่า ไคลฟ์ แคมป์เบลล์ (Clive Campbell) เป็นผู้ให้กำเนิดดนตรีแนวฮิปฮอป โดยเริ่มจากการเป็นดีเจ เขาจัดปาร์ตี้ Back to School ที่บ้าน โดยมีโค้ก ลา ร็อก (Coke La Rock) เพื่อนสนิทของเขาทำหน้าที่เป็นพิธีกรหรือเอ็มซี กล่าวเชิญชวนแขกเข้ามาในงานและแนะนำตัวดีเจ คูล เฮิร์ก ก่อนเริ่มปาร์ตี้ 

โค้ก ลา ร็อก เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ชอบใช้วิธีการพูดที่มีสัมผัสในจังหวะแบบต่างๆ และผสานเข้ากับลีลาการเปิดเพลงแบบมิกซ์แผ่นเสียงจากเครื่องเล่นสองเครื่องของคูล เฮิร์ก  ทำให้คนสนใจแนวเพลงของคูล เฮิร์ก มากขึ้น ในขณะเดียวกัน โค้ก ลา ร็อก ได้รับความนิยมจากผู้ฟังมากในฐานะนักพูดสด สิ่งที่น่าสนใจคือลีลาการพูดที่มีเอกลักษณ์ เล่าเรื่องราวสื่อความหมายสะท้อนสังคมได้อย่างสนุกสนาน จนทำให้เกิดสไตล์ของแนวดนตรี “แร็ป” ที่เป็นที่นิยม โค้ก ลา ร็อก จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นแร็ปเปอร์คนแรกของโลก 

หลังจากแนวดนตรีแร็ป-ฮิปฮอปเริ่มเป็นที่รู้จัก ก็กลายเป็นจุดกำเนิดของดีเจและแร็ปเปอร์ที่มีชื่อเสียงในวงการเพลง อย่างเช่น เคอร์ติส วอล์กเกอร์ (Kurtis Walker) อเมริกันแร็ปเปอร์คนแรกที่ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงเมอร์คิวรี เร็กคอร์ดส (Mercury Records) และโด่งดังจากเพลงแร็ป The Breaks (ค.ศ.1980) วงแร็ป Sugar Hill Gang ได้ออกซิงเกิล Rapper’s Delight (ค.ศ.1979) เป็นเพลงแร็ปเพลงแรกที่ติด 40 อันดับเพลงยอดนิยมบิลบอร์ดในสหรัฐอเมริกา และจัดว่าเป็นเพลงแร็ปเพลงแรกที่ทำให้ดนตรีฮิปฮอปเป็นที่รู้จักอย่างอย่างแพร่หลายในสไตล์การพูดโอ้อวดอย่างตรงไปตรงมา และเรื่องทางเพศ จนกลายเป็นต้นแบบของเพลงแร็ปในเวลาต่อมา 

ยุคทองของดนตรีแร็ป-ฮิปฮอปในช่วงทศวรรษ 1980s-1990s เป็นยุคที่ดนตรีฮิปฮอปมีการพัฒนาและมีความหลากหลายซับซ้อนมากขึ้น พร้อมๆ กับการพัฒนาเทคโนโลยีดนตรีของดีเจกับการสแครชแผ่นบนเครื่องเล่นแผ่นเสียง เกิดวงดนตรีและศิลปินแร็ป-ฮิปฮอปในสไตล์ที่หลากหลายทั้งแนวเร็กเก้ ป็อป ร็อก แจ๊ส อาร์แอนด์บี อย่างเช่น Juice Crew, Eric B. & Rakim, Boogie Down Productions, De La Soul, Big Daddy Kane, Kool G Rap, Ultramagetic MCs, Beastie Boys เป็นต้น 

ช่วงยุคทองของดนตรีแร็ป-ฮิปฮอป นี้เองที่เกิดวงแร็ปเปอร์หญิงทรีโอวงแรกของโลก Salt-N-Papa ในปี 1985 ซึ่งโด่งดังในเพลง Push it และเพลง The Brick Track Versus Gitty Up โดยได้รับรางวัลแกรมมี่ในฐานะวงดนตรีแร็ปยอดเยี่ยม ในขณะที่ลานา มิเชล (Lana Michele) หรือที่รู้จักกันดีในนาม เอ็มซี ไลต์ (MC Lyte) เป็นแร็ปเปอร์หญิงเดี่ยวคนแรกของโลก ลานาออกอัลบั้ม “Lyte As A Rock” ในปี 1988 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งใน 100 อัลบั้มเพลงแร็ปที่ดีที่สุดจากนิตยสารดนตรี The Source การเกิดแร็ปเปอร์หญิงผิวสีจากที่เคยมีแต่แร็ปเปอร์ชาย เป็นการสะท้อนถึงการยอมรับสิทธิเสรีภาพและความสามารถของสตรีผิวดำในสังคมดนตรีอเมริกามากขึ้น

นอกจากนี้ยังได้เกิดศิลปินและวงดนตรีแร็ปที่บรรยายเนื้อหาสะท้อนปัญหาสังคมต่างๆ อย่างเด่นชัด ทั้งด้านการทุจริตและเอาเปรียบของกลไกรัฐ การบิดเบือนของสื่ออเมริกัน ความรุนแรง ยาเสพติด ปัญหาการเมืองและการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของชาวอเมริกัน วงดนตรีเหล่านี้ได้รับความนิยมจากประชาชนมากจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของดนตรีแร็ปแนว Gangsta Rap ศิลปินและวงดนตรีแร็ปแนวดังกล่าวที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Public Enemy, KRS-One, N.W.A. Ice-T, Ice Cube ฯลฯ ซึ่งได้รับความนิยมและแพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นเหตุให้ดนตรีฮิปฮอปมีการผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมพื้นถิ่นของชาติต่างๆ จนเกิดเพลงแร็ปหลากสไตล์เช่นในปัจจุบัน

N.W.A วงฮิปฮอปแนว Gangsta Rap ตำนานแห่งฝั่งตะวันออก​
หลังจากที่ดนตรีแนวแร็ป-ฮิปฮอปเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวอเมริกันในนิวยอร์ก ความนิยมของดนตรีแนวนี้ได้ขยายตัวออกไปทั่วอเมริกา โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตก เมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิสในรัฐแคลิฟอร์เนีย ดนตรีแร็ปเป็นที่นิยมกันมาก โดยเฉพาะในสไตล์ Gangsta Rap หรือ Underground Rap ที่บรรยายชีวิตของชาวแก็งค์ เนื้อหากล่าวถึงความยากจน ความรุนแรงและเรื่องต้องห้ามของสังคม เช่น ยาเสพติด อาชญากรรม การข่มขืน โสเภณี วัตถุนิยม วงแร็ปที่มีชื่อเสียงของฝั่งตะวันตก ได้แก่ วง N.W.A., Ice-T, Ice Cube, Snoop Dogg, Eminem ฯลฯ วง N.W.A (Niggaz With Attitudes) นับเป็นวงแร็ปเปอร์ในตำนานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดวงหนึ่ง มีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการดนตรีแร็ปทั่วโลก เพลงที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Boyz-N-The-Hood (ค.ศ.1987), Fuck Tha Police (ค.ศ.1988), Straight Outta Compton (ค.ศ.1988) ฯลฯ มีสมาชิกแร็ปเปอร์ที่มีชื่อเสียงหลายคน อย่าง อีซี่อี (Eazy-E), ไอซ์คูบ (Ice Cube), ด็อกเตอร์เดร (Dr. Dre), อาราเบียน พรินซ์ (Arabian Prince) ดีเจเยลล่า (DJ Yella), และเอ็มซี เร็น (MC Ren) 

วง N.W.A ก่อตั้งในปี 1986 เป็นวงแร็ปที่ได้รับความนิยมมากจนในปัจจุบัน ทั้งยังมีการทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง “Straight Outta Compton” (ค.ศ. 2015) ที่กล่าวถึงจุดกำเนิดและจุดจบของวง N.W.A ยังผลิตแนวเพลงหนักหน่วงที่บรรยายถึงความขัดแย้งและความรุนแรงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งเสียดสีสังคมผ่านเนื้อเพลง เช่นเพลง “Fuck tha Police” (ค.ศ.1988) ที่กลายเป็นเพลงแร็ปประวัติศาสตร์ซึ่งกล้าประท้วงการกระทำของตำรวจและรัฐที่ใช้ความรุนแรงและเหยียดสีผิวกับประชาชน ทำให้ตำรวจลอสแอนเจลิสไม่พอใจ และเข้าจับกุมวง N.W.A. ขณะเล่นเพลงนี้ในคอนเสิร์ต นอกจากนี้ตำรวจเอฟ บี ไอ ถึงกับส่งจดหมายเตือนมาที่ค่าย Ruthless Records ของวงและมีการฟ้องร้อง ขึ้นศาล จนทำให้วงถูกแบนจากงานคอนเสิร์ตอีกหลายงาน แต่กระนั้นแทนที่จะทำให้ N.W.A ถูกยุบหรือคนฟังน้อยลง กลับทำให้พวกเขาได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้นไปอีก ด้วยกลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงอำนาจรัฐที่ใช้ในทางมิชอบ และสามารถทำยอดขายให้กับวงได้ถึงสิบล้านแผ่นในอเมริกา ขณะที่วง N.W.A. ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Gangsta Rap ฝั่งตะวันตกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังวง N.W.A. ต้องปิดตำนานลงเนื่องด้วยปัญหาความขัดแย้งทางธุรกิจภายใน สมาชิกของวงได้แยกตัวออกไปสร้างชื่อเสียงในฐานะศิลปินเดี่ยวมากมาย หนี่งในนั้นคือ ด็อกเตอร์ เดร ผู้สร้างศิลปินแร็ปเปอร์ที่มีชื่อเสียงต่อมามากมาย เช่น Snoop Dogg, Tupac, Eminem, The Game, 50 Cent ฯลฯ

สงครามดนตรีแร็ปฝั่งตะวันตกและตะวันออก
ในวงการดนตรีฮิปฮอป สงครามเพลงแร็ประหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออกของอเมริกายังคงเป็นที่โจษจันถึงปัจจุบัน  สงครามนี้เกิดระหว่างปี1994-1997 จากการความแตกหักระหว่างสองเพื่อนรักเพื่อนแค้นแร็ปเปอร์ชื่อดัง ทูพัค อาร์มอร์ ชาเคอร์ (Tupac Amaru Shakur) หรือที่รู้จักกันดีในนาม ทูพัค (Tupac) และคริสโตเฟอร์ วอลเลซ (Christopher Wallace) หรือที่รู้จักกันในนาม เดอะโนโทเรียส บี.ไอ.จี. (The Notorious B.I.G.) หรือ บิ๊กกี้ (Biggie)  ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่สองค่ายของทั้งสองฝั่งระหว่างค่าย Bad Boy Records และ Death Row Records โดยมีเจ้าของค่ายคือ ฌอน จอห์น คอมบ์ส (Sean John Combs) หรือพัฟ แดดดี้ และซูจ ไนท์ (Suge Night)

เรื่องราวของสงครามแร็ป-ฮิปฮอปทั้งสองฝั่งนี้ เกิดขึ้นจากการไม่ลงรอยกันของทูพัคและบิ๊กกี้ ที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกันและต่างมีความฝันต้องการเป็นแร็ปเปอร์ที่มีชื่อเสียง ความแตกแยกระหว่างทั้งสองเกิดขึ้นเมื่อทูพัคกลายเป็นแร็ปเปอร์ชื่อดัง มีงานแสดงหนังฮอลลีวูด ในขณะที่บิ๊กกี้ยังไม่ได้เดินบนถนนอันเฉิดฉายและต้องการให้ทูพัคช่วยสนับสนุนเขาให้มีชื่อเสียง แต่บิ๊กกี้กลับถูกทูพัคปฏิเสธ ทำให้เขาผิดหวังมากและตัดสินใจไปเซ็นสัญญาเข้าค่าย Bad Boy Records ของพัฟ แดดดี้ และออกอัลบั้มแรก “Ready to Die” ในปี1994 พร้อมฉายาเดอะโนโทเรียส บี.ไอ.จี. (The Notorious B.I.G.) สร้างชื่อเสียงให้กับค่าย Bad Boy Records จนเป็นที่โด่งดัง

ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มแตกหักเมื่อปี 1993 ทูพัคและเพื่อนถูกจับข้อหาร่วมข่มขืนเด็กสาว อายาน่า แจ็กสัน (Ayanna Jackson) วัย 19 ปี ซึ่งเป็นแฟนคลับของทูพัคที่มาหาที่โรงแรม ทำให้ต้องขึ้นศาลต่อสู้คดี ช่วงที่ทูพัครอต่อสู้คดี ทูพัคและเพื่อนของเขาได้ไปบันทึกเสียงที่ Quad Recording Studio ไทม์สแควร์ เมืองนิวยอร์ก และได้เจอกับกลุ่มของบิ๊กกี้และพัฟ แดดดี้ ที่มาบันทึกเสียงบนตึกเดียวกันอีกชั้น เมื่อทูพัคและเพื่อนออกไปพักข้างนอกและเข้ามาเพื่อบันทึกเสียงในสตูดิโอ ก็ปรากฏชายผิวดำกำยำสามคนวิ่งเข้ามารุมทำร้ายเขาพร้อมยิงปืนใส่ทูพัค 5 นัด พร้อมกับถอดทรัพย์สินของเขาไป ทูพัคต้องแกล้งตายจึงรอดมาได้ 

ทูพัคกระเสือกกระสนเข้าไปในลิฟท์เพื่อขึ้นไปชั้นแปดของตึกเพื่อขอความช่วยเหลือ เขาเจอบิ๊กกี้และพัฟ แดดดี้ พร้อมกับพวก แต่กลับไม่มีใครเข้ามาช่วยเขาทันที กลับจ้องมองอย่างประหลาดใจว่าเขารอดมาได้อย่างไร หลังจากที่ทูพัคได้รับการผ่าตัดรักษาและรอดชีวิตมาได้ ทูพัคก็สงสัยว่าทำไมทั้งบิ๊กกี้และพัฟ แดดดี้ ที่เป็นผู้มีอิทธิพลฝั่งนิวยอร์ก แต่กลับทำเฉย ไม่ช่วยเขาค้นหาคนร้าย และนี่เป็นสาเหตุที่ทูพัคเชื่ออย่างมากว่าบิ๊กกี้ มีส่วนรู้เห็นกับการที่เขาถูกยิงไม่ทางตรงก็ทางอ้อม 

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทูพัคเก็บความเคียดแค้นบิ๊กกี้และพัฟ แดดดี้ไว้ แต่ทูพัคโดนมรสุมกระหน่ำอีกรอบเมื่อถูกศาลตัดสินจำคุกในคดีข่มขืนอายาน่า แจ็กสัน แต่ได้รับการช่วยเหลือจาก ซูจ ไนท์ ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง Death Row Records ทำให้ได้ออกจากเรือนจำ โดยทูพัคได้ทำข้อตกลงกับซูจ ไนท์ว่าเขาจะมาทำงานให้กับค่ายของซูจ ไนท์ ถ้าเขาได้รับการช่วยเหลือครั้งนี้ ปัญหาเริ่มวุ่นวายขึ้น เมื่อซูจ ไนท์ไปงานรับรางวัลภาพยนตร์เรื่อง Above the Rim (ค.ศ. 1994) ที่ทูพัคแสดงนำและเขาเป็นโปรดิวเซอร์  ซูจ ไนท์ ได้กล่าวตอนรับรางวัลว่า ถ้าใครอยากเป็นซูเปอร์สตาร์แร็ปเปอร์ตัวจริง เบื่อพวกโปรดิวเซอร์ (ในที่นี่หมายถึงพัฟ แดดดี้) ของค่ายโน้นที่มัวเต้นแร้งเต้นกาไปมาในมิวสิกวิดีโอ และได้ทำงานเป็นเรื่องราวจริง ๆ ให้มาอยู่ที่ Death Row Records ดีกว่า  คำพูดนี้ทำให้เกิดการแตกหักระหว่างสองค่ายเพลง นอกจากนี้ในหลายคอนเสิร์ตทูพัคยังโจมตีค่ายเพลงฝั่งตะวันออกตลอดว่า ทำเพลงแร็ปขายไม่ค่อยออก ในขณะที่ฝั่งของเขาขายได้มากมาย 

ที่น่าสนใจคือเมื่อเกิดสงครามระหว่างค่ายเพลงของฝั่งตะวันตกและตะวันออก ตั้งแต่ทูพัคมาอยู่กับค่ายเพลง Death Row Records เพลงแร็ปของเขาทำรายได้มากถึงสิบล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปีเดียว ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สงครามสองฝั่งครั้งนี้อาจเป็นเรื่องของการจัดฉากเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้นค่ายเพลงทั้งสองฝั่งได้ปล่อยเพลงซิงเกิลใหม่ออกมาโจมตีกันตลอด เริ่มจากฝั่งตะวันออก Bad Boy Records ปล่อยเพลง “Who Shot Ya” (ค.ศ.1995) ซึ่งแปลว่า ใครยิงคุณ พร้อมเนื้อเพลงเปรียบเปรยเสียดสีทูพัค ทำให้ทางฝั่งตะวันตก Death Row Records ของทูพัคตอบโต้ด้วยเพลงหลายเพลง เช่น “Against All Odds”, “Bomb First (My Second Reply)” และ “Hit ‘Em Up” (ค.ศ.1996) เป็นต้น

จากการโต้ตอบอย่างดุเดือดที่มีทั้งคำรุนแรง คำหยาบ ผ่านทางเนื้อเพลงและแนวเพลงแร็ปที่หลากหลาย ทำให้บิ๊กกี้ฝั่งตะวันออกกลายเป็นเจ้าของสโลแกน “Keep it real“ ที่บอกว่าควรที่จะยึดแนวเพลงแร็ปแบบดั้งเดิม ในขณะที่ฝั่งตะวันตก ทูพัค มีสโลแกนตอบโต้ว่า “It’s all good” ซึ่งหมายถึงควรเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เสมอ โดยหลังจากต่อสู้มานาน สงครามสองฝั่งก็จบลงที่การตายของทูพัคและบิ๊กกี้ สองแร็ปเปอร์ผู้เป็นตำนาน ทูพัคถูกจ่อยิงขณะรถจอดอยู่กลางสี่แยกหลังจากไปชมการชกมวยคู่ของไมค์ ไทสัน ในลอสแอนเจลิส ในปี 1996  ปีถัดมา บิ๊กกี้มาโปรโมทผลงานเพลงของตัวเองที่ลอสแอนเจลิสและถูกจ่อยิงตอนรถจอดติดไฟแดง การตายของศิลปินแร็ปเปอร์ทั้งสองสร้างความเสียใจให้กับแร็ปเปอร์ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก แต่จนถึงปัจจุบันตำรวจก็ยังไม่สามารถปิดคดีได้

แร็ปทางตอนใต้ และ Old School vs New School 
เมื่อกระแสเพลงแร็ปของฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกโด่งดังไปทั่วสหรัฐอเมริกา ดนตรีแร็ปทางตอนใต้ก็เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ปี  1990 และจัดเป็นดนตรีแร็ปหลักที่สำคัญอีกสายหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเครือข่ายจากเมืองแอตแลนตา นิวออร์ลีนส์ ฮุสตัน เมมฟิส และไมอามี่ ทั้งได้สร้างศิลปินแร็ปเปอร์รุ่นใหม่ที่โด่งดังในปัจจุบัน 

ดนตรีฮิปฮอปทางตอนใต้ประสบความสำเร็จมากหลังปี 2000 เมื่อแนวดนตรีฮิปฮอปได้เริ่มเข้าไปสู่ดนตรีป็อปกระแสหลักและมีสไตล์ดนตรีที่แปลกออกไปอย่างแนว Crunk, Neo soul, Nu metal ที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของเพลงแร็ปทางตอนใต้ เน้นจังหวะและเสียงดนตรีที่โดดเด่นมากกว่าเนื้อหา เช่น เพลง Cowboy (ค.ศ.1999) โดย Kid Rock, So What (ค.ศ.2006) โดย Field Mop, Throw Some D's (ค.ศ.2007) โดย Rich Boy ฯลฯ  ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ดนตรีแร็ปแนวแทร็ปที่มีการใช้เสียงสังเคราะห์จากซินธิไซเซอร์ (Synthesizer) ใช้เสียงไฮแอท (Hi-hat) ที่รัวกระชับรวมถึงเสียงเบสและร้องผ่านออโต้จูน (Auto Tune) ที่ทำให้เสียงก้องกังวาน มีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวเพลงแร็ปและได้กลายเป็นดนตรีกระแสหลัก แร็ปเปอร์ที่มีชื่อเสียงของเพลงแร็ปทางตอนใต้ที่เกิดขึ้นหลังปี 2010 ได้แก่ Young Thug, Future, Travis Scot, Gucci Mane, Rich Homie Quan, Post Molone, Migos, and Lil Yachty ฯลฯ 

ดนตรีแร็ป-ฮิปฮอป Old School และ New School (เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงแร็ปแบบเก่าและแบบใหม่) เริ่มมีการให้คำนิยาม เมื่อดนตรีแร็ปได้แตกออกเป็นหลากหลายสไตล์ ซึ่งมีความเกี่ยวพันถึงแนวดนตรี ยุคดนตรีและพัฒนาการของเทคโนโลยีดนตรี อย่างเช่น การนำเครื่องสังเคราะห์เสียงซินธิไซเซอร์ และออโต้จูน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีฮิปฮอป 

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สำคัญของดนตรีแร็ป-ฮิปฮอป Old school และ New school ก็คือเนื้อหาของเพลง โดยเนื้อเพลงแร็ปของ Old school  อย่างเช่นศิลปินและวง N.W.A, Tupac, Notorious B.I.G, Snoop Dogg หรือแม้แต่ Eminem ราชาเพลงฮิปฮอป ส่วนมากจะเน้นถึงการพูดถึงชีวิตความยากลำบาก ความรุนแรง ความยากจนของคนผิวสี อำนาจรัฐที่ใช้ในทางมิชอบ บรรยายเสียดสีสังคมที่เสื่อมโทรม ซึ่งแตกต่างกับทาง New school อย่างเช่น ศิลปิน Lil Pump, Drake, Lil Jon, Young Thug ที่นิยมพูดถึงความร่ำรวย อู้ฟู่หรูหรา การใช้เงินอย่างสิ้นเปลือง นิยมสินค้าแบรนด์เนม เครื่องประดับของมีค่า เพชร ทอง การมีอาวุธ เพศสัมพันธ์ และยาเสพติด ปัจจุบันเพลงแร็ปแนว “แทร็ป” หรือสายของ New school นั้นเป็นที่นิยมของวัยรุ่นและได้กลายเป็นดนตรีกระแสหลักในปัจจุบัน

ดนตรีแร็ป-ฮิปฮอปในประเทศไทย 
ดนตรีแร็ปได้เข้าสู่วงการเพลงของไทยจากกลุ่มคนไทยกลุ่มเล็กๆ ที่ชื่นชอบเพลงแร็ป โดยเฉพาะในช่วงยุค 90s ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของดนตรีฮิปฮอปในโลกยุคโลกาภิวัตน์ และพัฒนาขยายกลุ่มต่อมาตามยุคสมัย ในช่วงแรกนั้น เป็นการเข้ามาในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ เช่น คีตา เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และอาร์เอส วง TKO ค่ายคีตา นับเป็นวงดนตรีแร็ปวงแรกที่บุกเบิกดนตรีแร็ป-ฮิปฮอปในบ้านเรา โดยออกอัลบั้ม Original Thai Rap เพื่อเป็นทางเลือกและท้าทายวงการเพลงไทยกระแสหลัก ขณะที่ศิลปินในค่ายใหญ่อย่างแกรมมี่และอาร์เอส ก็ได้นำเสนอเพลงแร็ปแฝงผ่านแนวเพลงป็อปและแดนซ์ เนื่องจากมีความเชื่อว่าคนไทยยังนิยมดนตรีกระแสหลักอยู่มาก 

เจ เจตริน วรรธนะสิน ศิลปินสังกัดแกรมมี่ และทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ในสังกัดอาร์เอส นับเป็นศิลปินยุคแรกๆ ที่นำเอาเพลงแร็ปเข้ามาสู่วงการเพลงไทยโดยแฝงเข้ามาในรูปแบบของป็อปแดนซ์  ปี พ.ศ. 2536 เพลง “ยุ่งน่า” และเพลง “สมน้ำหน้า” ในอัลบั้มของเจ เจตริน เป็นเพลงแร็ปเต็มตัวที่ติดหูคนไทยและได้รับความนิยมยาวนาน ส่วน แร็ปเตอร์ ศิลปินคู่แนวฮิปฮอปของค่ายอาร์เอส คือศิลปินรุ่นต่อมาที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นไทย ด้วยการนำดนตรีป็อปมาผสมกับแร็ป เช่น  เพลง “ซูเปอร์ ฮีโร่” และเพลง “อย่าพูดเลย” ในอัลบั้ม Raptor และ Waab Boys  

ดนตรีแร็ป-ฮิปฮอปเริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้นในปี 2538 เมื่อโจอี้ บอย หรือ อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต ได้ออกอัลบั้ม โจอี้ บอย ซึ่งเป็นเพลงแร็ปทั้งอัลบั้มเป็นชุดแรกให้กับค่ายเบเกอรี่ มิวสิก ประจวบเหมาะกับที่กระแสดนตรีในเมืองไทยได้เริ่มออกจากกระแสหลักไปสู่แนวอิสระ ทำให้เพลงแร็ปได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ต่อมาโจอี้ บอย ยังได้ก่อตั้งค่ายเพลงก้านคอคลับ ที่มีศิลปินฮิปฮอปชื่อดังอย่าง บุดด้า เบลส สิงห์เหนือเสือใต้ ฯลฯ 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ได้เกิดวงแร็ปเปอร์หน้าใหม่ ชื่อ ไทเทเนี่ยม (ประกอบด้วยสมาชิก ขันเงิน เนื้อนวล จำรัส ทัศนละวาด และปริญญา อินทชัย) เป็นกลุ่มเพื่อนที่รวมตัวกันที่นิวยอร์ก และมีเอกลักษณ์จากทรงผมและการแต่งตัวที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับ ต่อมาวงไทเทเนี่ยมได้เข้าไปอยู่ในค่ายสนามหลวงในเครือของจี เอ็ม เอ็ม แกรมมี่ ที่มีเพลงฮิตอย่างเพลง “ทะลึ่ง” (พ.ศ.2548) “Love for my city” (พ.ศ.2557) “บ่องตง” (พ.ศ.2559) ฯลฯ  จนกลายเป็นขวัญใจแฟนเพลงวัยรุ่นไทยที่ชื่นชอบเพลงแร็ปจนถึงปัจจุบัน  

นอกจากนี้ยังมีศิลปินแร็ปสไตล์ไทยอย่าง ปู่จ๋าน ลองไมค์ หรือพิษณุ บุญยืน ศิลปินแร็ปเปอร์ชื่อดังที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ พ.ศ. 2554 จนถึงปัจจุบัน ก็ได้ออกเพลงแร็ปที่โด่งดังอย่าง “นางฟ้าจำแลง” “ตราบธุลีดิน” “แลรักนิรันดร์กาล” “สะพานไม้ไผ่” “มณีในกล่องแก้ว” รวมถึงวงดนตรีและศิลปินแร็ปที่เกิดขึ้นอีกมากมาย เช่น  Southside, Snoopking, Illslick, J$R, Chitswift ฯลฯ สิ่งที่น่าสนใจคือ ศิลปินหรือวงแร็ปเหล่านี้หลายคนทำงานเพลงทั้งใต้ดินและบนดิน

ศิลปินแร็ปไทยกลุ่มใต้ดินจัดว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาดนตรีแร็ปในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการรวมตัวกันของศิลปินแร็ปที่มีความสามารถ มีแนวคิดทางดนตรีที่ต้องการบรรยายความรู้สึกถึงปัญหาต่างๆ ของสังคมไทย ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การทุจริต ความเหลื่อมล้ำ ความรุนแรง เรื่องชู้สาวและประเด็นทางเพศ ความอยุติธรรมในสังคม ที่ไม่สามารถบอกด้วยเสียงเพลงบนดินได้ ด้วยเนื้อหาคำพูดที่รุนแรง ใช้คำหยาบและเกี่ยวข้องกับสังคม การเมืองการปกครองของไทย ดังนั้นกลอนเพลงแร็ปและแนวดนตรีจึงค่อนข้างมีความแปลกใหม่และสร้างสรรค์ทั้งด้านเนื้อเพลงและจังหวะดนตรีที่หลากหลาย เพื่อสะท้อนปัญหาหรือความจริงของสังคมไทยขณะนั้น  

วงการแร็ปใต้ดินยังเป็นวงการที่มีการแข่งขันสูง เพราะรวมเหล่านักแร็ปไทยระดับแนวหน้าไว้จำนวนมากหนึ่งในนั้นคือ ดาจิม หรือ สุวิชชา สุภาวีระ ศิลปินแร็ปใต้ดินยุคแรกที่เป็นที่รู้จักของคนไทย ดาจิมสร้างชื่อจากอัลบั้มสองชุด คือ Hip Hop Underworld  ปีพ.ศ. 2543 ในค่าย N.Y.U. ที่เขาดูแลเอง และอัลบั้ม Hip Hop Above the Law ที่มียอดขายในวงการใต้ดินถึง 8,000 ชุด แต่สุดท้ายดาจิมถูกตำรวจจับเนื่องจากเนื้อหาของเพลงอัลบั้มชุดที่สองมีเนื้อหาหยาบคายและไปในทางลากมกอนาจาร ก่อนที่เขาจะย้ายไปอยู่ในค่ายจีนี่ เรคคอร์ด และออกอัลบั้มชุดแร็ปไทย พ.ศ. 2545 และ Twilight Zone และย้ายไปอยู่ค่าย Masscotte Entertainment ตามลำดับ  

นอกจากดาจิมแล้ว ยังมีศิลปินแร็ปใต้ดินที่มีชื่อเสียงอีกมากมายเช่น ณัฐวุฒิ ศรีหมอก หรือ ฟักกลิ้งฮีโร่ ศิลปินเครายาวร่างยักษ์ผู้มีฝีมือในการแต่งเพลงและร้องแร็ปอย่างช่ำชอง ผลงานของฟักกลิ้งฮีโร่ปรากฏทั้งบนดินและใต้ดิน เพลงแร็ปใต้ดินหรือ Lost Tapes ของเขาที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Rapway สยามประเทศ ชู้รัก แร็ปตุ๊ด (รักนวลสงวนตัว) ฯลฯ  ฑิฆัมพร เวชไทยสงค์ หรือ อิลสลิก (Illislick) แร็ปเปอร์ใต้ดินชื่อดังอีกคนที่สร้างเอกลักษณ์ของตัวเองในสไตล์ Slow Jam และได้ออกอัลบั้มชื่อ No Apologies (พ.ศ. 2557) ศิลปินวง CP สมิง แร็ปเปอร์ใต้ดินจากยะลาที่ได้รับความนิยมมากในขณะนี้ ด้วยเอกลักษณ์การแร็ปที่เป็นมืออาชีพ รวดเร็วกระฉับ เพลง “เพื่อนตาย” (พ.ศ. 2547) ของ CP สมิงมียอดวิวในยูทูบถึงสิบล้านวิว ส่วนศิลปินแร็ปใต้ดินกลุ่ม RAD หรือ Rap Against Dictatorship กับผลงาน เพลง“ประเทศกูมี” (พ.ศ.2561) ก็นับเป็นกลุ่มศิลปินที่ได้รับความนิยมสูงสุดตอนนี้ โดยมียอดวิวในยูทูบมากถึงเกือบสี่สิบล้านวิว

อิทธิพลของดนตรีแร็ป-ฮิปฮอปต่อสังคมไทย
สิ่งที่ทำให้ดนตรีแร็ปในประเทศไทยเป็นเริ่มที่นิยมนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของกระแสหรือค่านิยมจากการรับวัฒนธรรมดนตรีแร็ป-ฮิปฮอป จากสหรัฐอเมริกามาในยุค 90s แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งจะเห็นได้ว่า ความเป็นดนตรีแร็ปและเอกลักษณ์ในตัวดนตรีมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนเป็นอย่างมาก ด้วยรูปแบบเพลง จังหวะสไตล์ต่างๆ เนื้อหาและภาษาที่ให้อิสระศิลปินในการจินตนาการ และใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างกลอนด้นเป็นบทกวีและบทเพลง ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนอย่างมากที่ทำให้คนไทยให้ความสนใจแนวดนตรีชนิดนี้มากขึ้น 

เสน่ห์ของดนตรีแร็ปที่สำคัญคือการมีรากฐานมาจากการเล่าเรื่องชีวิต ปัญหาของสังคม ความรุนแรง ยาเสพติด และความไม่ยุติธรรม  การเสพดนตรีแร็ปจึงเปรียบเสมือนการที่ได้พูดได้ฟังสิ่งที่เป็นจริง โดยใช้เสียงเพลงปลดปล่อยตัวเองออกจากสังคมที่เราถูกปิดกั้น และนี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เพลงแร็ปได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคนไทยส่วนมากถูกกดดันด้วยกรอบทางวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิม ที่ถูกสอนให้เชื่อฟังคำสั่งของผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจ การที่ประชาชนและสื่อถูกควบคุมการแสดงความเห็น ความเชื่อ ด้วยตัวบทกฎหมายที่ห้ามการวิพากษ์วิจารณ์รัฐและบุคคลบางกลุ่มเพื่อความสงบเรียบร้อย ประชาชนจึงไม่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นต่อสังคม หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนความเห็นในที่สาธารณะได้อย่างอิสระ ดนตรีแร็ปจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นช่องทางให้ผู้คนได้ปลดปล่อยสะท้อนปัญหาในใจของคนด้วยกลอนเพลง เสียงเพลง และจังหวะดนตรี 

©facebook.com/rapisnow

การจัดการประชันแร็ป หรือ Rap Battle ในประเทศไทย เช่น รายการ SEA Hiphop Audio Battle, Rap Is Now, Rythm Fight, The Rapper ฯลฯ แสดงให้เห็นชัดถึงการเปิดกว้างของสังคมต่อแนวเพลงแร็ป ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเหตุผลทางธุรกิจที่ตอบรับต่อกระแสดนตรีแร็ปที่มาแรง แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของแนวดนตรีแร็ปที่สำคัญ ที่ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องกลัวเรื่องกรอบของสังคม  แต่เป็นการโชว์ความดิบและความฉลาดของผู้สร้างกลอนแร็ป ทำให้คนรุ่นใหม่ได้กล้าคิด กล้าแสดงออก ในการเรียบเรียงคำพูดสดเพื่อโต้ตอบกันให้ตรงกับจังหวะดนตรี การจัดการแข่งขันดนตรีแร็ปรายการต่างๆ ดังที่เห็นในปัจจุบัน คือ การให้คนรุ่นใหม่ได้มีเวทีแสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์พัฒนากลอนและภาษาแร็ป ที่ต้องเรียบเรียงคำพูดสดในขณะนั้นเพื่อโต้ตอบกัน การประชันแร็ปนั้นยาก เพราะเป็นการปะทะคารมที่ต้องใช้สมาธิอย่างมากในการคิดกลอนเพลงและภาษาออกมาเป็นท่อนแร็ป และต้องคิดเนื้อร้องให้ตรงกับจังหวะดนตรี

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า อิทธิพลของดนตรีแร็ปต่อสังคมไทยในปัจจุบันที่เด่นชัด คงไม่พ้นปรากฏการณ์เพลงแร็ป “ประเทศกูมี” ที่มียอดวิวในยูทูบถึงเกือบสี่สิบล้านวิว และเป็นข่าวใหญ่ในตอนนี้ เพลงนี้มีจุดเด่นเรื่องเนื้อหาและภาษา ซึ่งสะท้อนความคิดเห็นที่มีต่อสังคมไทย เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงเหตุการณ์ด้านลบทั้งในอดีตและปัจจุบัน  รวมถึงมีการใช้คำหยาบคายซึ่งมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ความจริงแล้วถ้าพิจารณาข้อเท็จจริงจากประวัติศาสตร์จะเห็นว่า การใช้กลอนเพลงและคำหรือวลี (ที่ปัจจุบันอาจมองว่าไม่สุภาพ) ในการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสังคม การเมือง และเพศ เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว ทั้งในสังคมต้นกำเนิดแร็ปอย่างสหรัฐอเมริกา และในสังคมไทย ดังปรากฏให้เห็นในการละเล่นพื้นบ้านอย่างลำตัด อีแซว ลิเก การขับซอพื้นเมืองล้านนา ฯลฯ

ในฐานะนักมานุษยดนตรีวิทยา มองว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในเนื้อเพลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม และสื่อต่างๆ ได้นำเสนอมาตลอดตั้งแต่ครั้งอดีต เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้หยิบมาทำเป็นเพลงแร็ปและเผยแพร่ในวงกว้าง อันเป็นธรรมชาติของแร็ปที่ผู้แต่งมักจะบรรยายความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ในสังคม ดังนั้นหากมองอย่างเป็นกลาง  เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เพลงแร็ปยุคใหม่อย่างประเทศกูมี มีผู้คนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะ “วิพากษ์วิจารณ์” ปัญหาของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งยังมีการออกเพลงแร็ป “ไทยแลนด์ 4.0” ที่เสมือนการตั้งใจตอบโต้กัน สิ่งนี้ไม่เพียงแสดงถึงเสรีภาพของประเทศที่มีลักษณะของการ “ประชัน” ซึ่งมีมาอย่างยาวนานในวัฒนธรรมดนตรีของไทย ยังเป็นการแสดงถึงการใช้สติปัญญาและฝีมือในการประชันโดยไม่ใช้ความรุนแรง อันเป็นเรื่องปกติของประเทศเสรีในการแสดงความคิดเห็น และตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของดนตรีแร็ปที่มีต่อสังคมไทยในปัจจุบันอีกด้วย

ที่มา
บทความ “How Rap Became the Sound of the Mainstream” จาก time.com 
บทความ “เพลงประเทศกูมี: ผกก.เอ็มวี ชี้ ผลงานสะท้อนความจริง” จาก bbc.com 
วิดีโอ “ประวัติสงครามชาวแร็ป East Coast West Coast และการตาย 2 สุดยอดตำนาน Rapper” จาก youtube.com 

ดร.กฤษฏิ์ เลกะกุล 
นักวิชาการดนตรีและนักดนตรี จบปริญญาเอกสาขามานุษยดนตรีวิทยา (Ethnomusicology) จาก SOAS, University of London มีความสนใจด้านประวัติศาสตร์ดนตรี อิทธิพลและอำนาจของดนตรีที่มีผลต่อสังคม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของมนุษย์ ได้รับรางวัลดุษฎีนิพนธ์ดีเด่นเรื่อง Prachan: Music, Competition and Conceptual Fighting in Thai Culture เคยมีผลงานเขียนในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ BBC Thai และงานเขียนร่วมกับ Professor Keith Howard ในงานประชุมวิชาการดนตรีนานาชาติฮอล์ยูครั้งที่ 3 ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะไทย สาขาวิชาศิลปะการดนตรีและการแสดง คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่