อย่างที่ทราบกันดีว่าวัฒนธรรมฮิปฮอปกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นเพลง โฆษณา แฟชั่น หรือ เวทีประกวดต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากจากมหาชน เช่นเวที Rap is Now, The Rapper และ Show Me the Money Thailand จนกลายเป็นกระแสฮิตถล่มทลาย และทำให้ใครหลายคนคลั่งไคล้ดนตรีฮิปฮอปไปตามๆ กัน 

หากลองนึกชื่อศิลปินฮิปฮอปหรือแร็ปเปอร์ชาวไทยมาสักชื่อ พวกเขาเหล่านี้ เช่น โจอี้บอย ไทเทเนียม ดาจิม F.HERO (กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่) คงเป็นชื่อที่คุ้นเคยและขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ของคนฟังเพลงชาวไทย เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นนักฟังเพลงกระแสหลัก คลั่งไคล้ดนตรีอินดี้ หรือเป็นคนธรรมดาที่ฟังเพลงทั่วไป เป็นต้องเคยฟัง “เพลงแร็ป” ที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นมา และคงปฎิเสธไม่ได้ว่าเพลงฮิปฮอปนั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราและท่อนแร็ปบางท่อนก็ฝังลึกอยู่ในความทรงจำ

แร็ปอย่างไรให้ป็อป
กระแสเพลงฮิปฮอปในประเทศไทยได้รับความนิยมเป็นระลอกในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่การมาถึงของศิลปินจากค่ายใหญ่จากแกรมมี่อย่าง เจ เจตริน ถึงวง TKO จากคีตา เรคคอร์ดส จนเริ่มพุ่งทะยานไปกับอัลบั้มล้านตลับ Fun Fun Fun ปี พ.ศ. 2540 ของโจอี้ บอย ก่อนจะดำดิ่งไปสู่วงการเพลงใต้ดินอย่าง ดาจิม ปรากฏการณ์เหล่านี้พอจะทำให้เห็นภาพของกระแสฮิปฮอปที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ค่อนข้างดี

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวอัลบั้ม Brainstorm ของวง แคลช กับเพลง “โรคประจำตัว” แสดงให้เห็นว่าการแร็ปกับเพลงป็อปก็สามารถไปด้วยกันได้ และอาจกลายเป็นสัญญาณหนึ่งที่สร้างความนิยมให้กับเพลงแนวป็อป-แร็ปในบ้านเรา ซึ่งหากย้อนดูผลงานของ “เจ้าพ่อฟีเจอริ่ง” อย่าง กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ จะเห็นได้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผลงานการร่วมแจมกับศิลปินมากมายได้พาให้เพลงหล่านั้นฮิตติดลมบนกันมานักต่อนัก ทั้งเพลง “พูดไม่คิด” ของวง Season Five และ เพลง ”ราตรีสวัสดิ์” ที่ร่วมร้องกับ ธีร์ ไชยเดช

พาเหรดเพลงป็อป-แร็ปที่ออกกันมาอย่างมหาศาลกลายเป็นสูตรสำเร็จของเพลงป็อปแห่งยุคสมัย จากเดิมเพลงฮิปฮอปที่เต็มไปด้วยการแร็ปตลอดเพลง กลับถูกหยิบยืมนำมาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเพลงเพื่อสร้างสีสันและความแตกต่าง ศิลปินอย่าง แสตมป์ Tattoo Colour และ Lipta ต่างเข็นเพลงที่มีศิลปินฮิปฮอปมาแร็ปแจมในเพลงของตน ซึ่งช่วยเพิ่มอรรถรสใหม่ให้กับเพลงป็อปหวานซึ้งให้มีกลิ่นอายของความห้าว ขี้เล่น และขบขันด้วยลายเซ็นของแร็ปเปอร์ที่มาร่วมฟีเจอริ่ง อีกทั้งการผันตัวเองของนักร้องเพลงร็อกอย่าง แบงค์ วงแคลช มาเป็น BANKK CA$H ในฐานะศิลปินเดี่ยว รวมถึงลีลาการแร็ปของกลุ่มนักร้องวัยรุ่นอย่าง กามิกาเซ่ ก็เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เพลงแร็ปก้าวเข้าไปอยู่ในคลื่นความนิยมของเพลงป็อปซึ่งเข้าถึงคนหมู่มากได้มากกว่าอย่างไม่อาจปฏิเสธ

ในปัจจุบัน เราคงพูดได้แล้วว่าเพลงฮิปฮอปกำลังก้าวขึ้นมาอยู่ “บนดิน” อย่างสมบูรณ์ จากความฮิตของรายการแบทเทิลต่างๆ ที่ครองเวลาออกอากาศมากขึ้น ทั้ง Rap is Now ตามมาด้วยเวทีประกวด The Rapper และ Show Me The Money Thailand ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้เพลงฮิปฮอปสามารถดำรงอยู่ในอุตสาหกรรมเพลงได้ด้วยตัวเอง ขณะที่ความง่ายและสะดวกสบายของโซเซียลเน็ตเวิร์กก็ยังได้ช่วยลบเส้นแบ่งระหว่าง “เพลงบนดิน” และ “เพลงใต้ดิน” ไปโดยปริยาย ศิลปินหน้าใหม่อย่างเช่น URBOYTJ, YOUNGOHM และ OG-ANIC มาพร้อมความฮิปฮอปที่เป็นสากลและสดใหม่มากขึ้น ประกอบกับสไตล์เพลงรสชาติใหม่ๆ ของเพลงฮิปฮอปในแบบที่ ปู่จ๋านลองไมค์ ได้นำเสนอต่อคนฟัง แม้กระทั่ง แร็ปเอก กับสไตล์ที่แหวกแนว ก็ได้พาให้เพลง “แกล้งรัก” มียอดวิวถึง 2 ล้าน จนนี่อาจจะกลายเป็นยุคทองของฮิปฮอปไทยที่ใครๆ ก็ลุกขึ้นมาแร็ปได้

อยากแร็ปให้ดัง ต้องรู้ว่าแร็ปให้ใครฟัง
เมื่อเพลงฮิปฮอปได้รับการยอมรับในวงกว้าง ความอิสระของโลกออนไลน์ที่ใครๆ ก็สามารถทำเพลงได้โดยไม่ต้องกังวลต่อการเซ็นเซอร์จากค่ายหรือนายทุน ความฮิตของเพลงแร็ปจากบรรดาศิลปินน้อยใหญ่ทั้งคลื่นลูกเก่าและคลื่นลูกใหม่ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้วที่จะมียอดวิวขั้นต่ำกันเป็นหลักล้านวิว อย่างไรก็ตาม ศิลปินเพลงแร็ปรุ่นพี่หรือนักฟังเพลงหลายรายต่างก็แสดงถึงความวิตกกังวลด้านการสร้างสรรค์เนื้อหาเพลงของแร็ปเปอร์รุ่นใหม่ ที่มักยังพูดวนเวียนอยู่ในกรอบเดิมๆ เช่น ความรัก เซ็กซ์ และแอลกอฮอล์ ที่เป็นประเด็นซึ่งเข้าถึงกลุ่มผู้ฟังได้มาก และถูกถ่ายทอดออกมาในแง่มุมต่างๆ ได้หลากหลาย ทว่าขาดความสดใหม่ด้านเนื้อหา

อีกด้านหนึ่ง ความอิสระก็เปิดทางให้ศิลปินแร็ปได้ถ่ายทอดเรื่องราวในมุมใหม่ๆ เช่นกัน อย่างเพลง “อย่าอาย” จาก BlackSheep ที่ให้กำลังใจกับคนที่ท้อแท้และกำลังสิ้นหวังในชีวิตเพื่อเยียวยาจิตใจของผู้ฟัง หรือเพลง “Hope” ของสองแร็ปเปอร์ Blacksheep และ Jom Jahrom จากเวที The Rapper ซึ่งได้ร่วมกันแต่งเพลงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทีมปฏิบัติการค้นหาทีมหมูป่าอะคาเดมีและโค้ช ที่หายตัวไปในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จนกลายเป็นข่าวดังระดับโลก หรือเพลงที่กลายเป็นกระแสดังอย่าง “ประเทศกูมี” จากกลุ่ม Rap Against Dictatorship ที่พูดถึงการเมืองอย่างร้อนแรงจนผลักให้ยอดวิวบนยูทูบพุ่งถึง 38 ล้านวิวในเวลาเพียงไม่นาน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้จึงเป็นอีกหนึ่งกระแสที่ออกมาตอบความวิตกกังวลถึงทิศทางของเพลงแร็ปในวันนี้และอนาคต ว่าแร็ปเปอร์นั้นสามารถที่จะเลือกสื่อสารเรื่องราวที่ต้องการบอกเล่ากับสังคมได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะแร็ปบนขนบเดิม หรือการทำให้เพลงฮิปฮอปไม่ต่างกับ “เพลงเพื่อชีวิต” แนวเพลงที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานานแสนนาน ตลอดจนการเป็นกระบอกเสียงของประชาชน และสะท้อนสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน เพลงฮิปฮอปจึงเป็นเพลงแห่งยุคสมัยใหม่ที่สามารถแปรเปลี่ยนไปได้อย่างลื่นไหลและเป็นเครื่องมือการสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจของผู้ฟังได้แทบทุกมิติ

อนาคตของแร็ปและฮิปฮอปในประเทศไทยได้เดินทางมาไกลและเติบโตขึ้นอย่างมากจากอดีต เมื่อความอิสระของเทคโนโลยีและทักษะในการสื่อสารของศิลปินสามารถขยายฐานคนฟังและความเข้าใจเกี่ยวกับเพลงฮิปฮอปได้มากขึ้นอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งเปลี่ยนไปเป็นต้นทุนที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจในอุตสาหกรรมเพลงและอีกหลายๆ อุตสาหกรรม แร็ปเปอร์ทั้งหน้าเก่าและใหม่ได้กลายเป็นพรีเซนเตอร์และผู้ผลิตเนื้อหาให้กับแบรนด์ต่างๆ ยังรวมไปถึงแฟชั่น ที่เราอาจพบเห็นการเติบโตของแบรนด์สตรีทแวร์ และศิลปะสตรีทอาร์ตที่เริ่มปรากฏอยู่ตามแลนด์มาร์กและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งของไทย นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับคนที่รักวัฒนธรรมฮิปฮอปที่จะสามารถแสดงตัวตนและความสามารถ พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพราะโอกาสได้มาถึงตรงหน้าแล้ว

ที่มาภาพ: Chase Fade/Unsplash

ที่มา : “Niche สู่ Mass เมื่อวัฒนธรรมฮิปฮอป อยู่ในหลายแคมเปญการตลาดของสารพัดแบรนด์ดัง” จาก marketingoops.com
“2นักร้อง THE RAPPER ออกซิงเกิล 'HOPE' ให้กำลังใจทีมค้นหา-13ชีวิตหมูป่าฯ” จาก  thairath.co.th
“จับตาแบรนด์ไทย Rap ยังไงให้ถูก Rhyme (และถูกใจผู้บริโภค)” จาก marketeeronline.co

เรื่อง : นพกร คนไว