ตั้งแต่จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวลจากฮอลลีวูด ความนิยมในรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง และ Master Chef Thailand มาจนถึงกระแสละครบุพเพสันนิวาส และวงไอดอลอย่าง BNK48 ทุกอย่างล้วนเป็นผลผลิตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งสิ้น คำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือ Creative Economy ไม่ใช่คำใหม่ แต่เป็นแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีประวัติยาวนาน และได้ถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาประเทศของหลายๆ ประเทศชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทยด้วย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ได้ถูกพูดถึงครั้งแรกในหนังสือของจอห์น ฮาวกินส์ (John Howkins) ที่มีชื่อว่า The Creative Economy: How People Make Money from Ideas ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นในปี 2001 เพื่อเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะเข้ามาแทนที่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นการผลิต (Manufacturing) และใช้ทรัพยากรอันประกอบด้วยแรงงานและทุนรูปแบบเก่าในที่สุด ดังนั้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และไอเดียใหม่ๆ ของปัจเจกบุคคล ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และมีความหมายครอบคลุมทุกกิจกรรมในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวอาจมีองค์ประกอบเชิงวัฒนธรรมหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งจะกว้างกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (Cultural Industry) และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries) ที่มุ่งเน้นการผันศิลปะและวัฒนธรรมให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าและบริการเชิงวัฒนธรรม และส่งออกผ่านเครื่องมือทางสื่อ ซึ่งหลายๆ ประเทศได้ใช้เป็นแนวทางในการส่งออกวัฒนธรรมของประเทศไปสู่สากล

©Unsplash/Amy Shamblen

แนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้ริเริ่มและใช้มาตั้งแต่ปี 1998 โดยกระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และการกีฬา (Department of Culture, Media and Sport: DCMS) ของสหราชอาณาจักร ผ่านนโยบาย “Cool Britannia” ที่ผลักดันวงดนตรี Spice Girls ซีรีส์ Doctor Who ดีไซเนอร์อเล็กซานเดอร์ แมคควีน (Alexander McQueen) และเฟอร์นิเจอร์ Habitat ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นผลิตผลของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งสิ้น มาจนถึงนโยบายที่หน่วยงานต่างๆ ของอังกฤษส่งเสริมอยู่ในปัจจุบันอย่าง “Create Together” และล่าสุด คือ “Createch” แนวคิดนี้ได้แพร่กระจายไปสู่นานาประเทศ และเกิดเป็นนโยบายต่างๆ เช่น “Cool Japan” ของญี่ปุ่น และ “Creative Korea” ของเกาหลีใต้ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นที่สนใจขององค์กรระดับสากลอย่าง UNESCO ซึ่งจะมอบรางวัลเมืองสร้างสรรค์ (Creative City) ในหลากหลายสาขา เช่น ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน ด้านการออกแบบ ด้านอาหาร เป็นต้น ให้แก่เมืองต่างๆ ทั่วโลก และ UNCTAD ที่รวบรวมสถิติการค้าของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เพื่อจัดทำเป็น Creative Economy Report อีกด้วย

แม้ว่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีที่มาจากพื้นฐานทางสังคมและบริบททางวัฒนธรรมของแต่ละบุคคล โดยนำมากลั่นกรองและผสมผสานกับเครื่องมือต่างๆ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนแปลงออกมาเป็นสินค้าและบริการที่จับต้องได้ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่มีความใหม่และมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งอาจเกิดจากการนำภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย หรือการเติมแต่งแนวคิดเชิงสร้างสรรค์บนบริบทของสังคมและวัฒนธรรมก็ได้ เช่น กระเป๋าถือลายผ้าขาวม้า ละครแดจังกึม เป็นต้น ดังนั้น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นแกนหลัก (Core Creative Industries) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการผลิตสินค้าและบริการสร้างสรรค์ จึงหมายรวมถึงงานฝีมือและหัตถกรรม ศิลปะการแสดง ทัศนศิลป์ ดนตรี ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ การพิมพ์ การผลิตรายการโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง การโฆษณา การออกแบบสถาปัตยกรรม และการให้บริการออกแบบ ซึ่งร่วมถึงการออกแบบกราฟิก เครื่องประดับ แฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย

สินค้าสร้างสรรค์หนึ่งชิ้น เช่น ซีดีซิงเกิลเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” ก่อนจะไปถึงมือโอตะทั้งหลายนั้น ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย หลังจากที่น้องๆ BNK48 อัดเสียงเสร็จ ไฟล์เพลงจะผ่านกระบวนการปรับแต่งเสียง ก่อนส่งต่อไปผลิตเป็นแผ่นซีดี บรรจุใส่กล่อง และขนส่งไปยังสถานที่จำหน่าย รวมถึงการทำโฆษณาและการตลาดต่างๆ อีกด้วย ทำให้เห็นได้ว่าเมื่อนักสร้างสรรค์ นักออกแบบ หรือผู้ประกอบธุรกิจสร้างสรรค์ (Creative Business) ได้คิดค้นหรือออกแบบสินค้าและบริการใหม่ขึ้นมานั้น ก่อนจะนำไปขายหรือส่งมอบบริการดังกล่าวให้แก่ผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมาย ต้องอาศัยอุตสาหกรรมอื่นไปตลอดเส้นทาง ดังนั้น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงไม่สามารถทำงานเดี่ยวๆ ได้ แต่การเพิ่มมูลค่าของความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้น โดยผ่านห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมการผลิตหรือสนับสนุนการผลิต และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดจำหน่าย

เนื่องจากความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ทำให้เส้นแบ่งระหว่างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ผลิตสินค้าและบริการ หรือที่เรียกรวมกันว่าภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) กลายเป็นเส้นบางๆ ประกอบกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิทยาการที่ทันสมัย ทำให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เข้าไปมีส่วนในการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ของภาคการผลิตและภาคบริการอื่นๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคสร้างสรรค์ (Creative Sector) หรือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม (Cultural Assets) เลยก็ตาม เช่น การเปลี่ยนการเกษตรแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ด้วยการนำความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี ไปพัฒนากระบวนการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าผลผลิต เป็นต้น ซึ่งในหลายประเทศให้ความสำคัญ และออกนโยบายที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น นโยบายที่สนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงเข้าหากันหรือ Crossover ระหว่างนักออกแบบกับธุรกิจอื่นๆ ของเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

Tate Modern

นอกจากจะช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเศรษฐกิจจริงแล้ว การพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และชุมชนสร้างสรรค์ (Creative Community) ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของศิลปิน นักออกแบบและธุรกิจสร้างสรรค์ ยังส่งผลดีต่อการพัฒนาพื้นที่เมือง (Urban Space) อีกด้วย เช่น การเปลี่ยนโรงงานผลิตไฟฟ้าเก่าที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเทมส์ใจกลางกรุงลอนดอน ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Tate Modern และโรงงานยาสูบเก่าในกรุงไทเป ไต้หวัน ให้กลายเป็น Songshan Cultural and Creative Park หรือการพัฒนา Poblenou ซึ่งเป็นย่านอุตสาหกรรมเก่าของเมืองบาร์เซโลนา ให้เป็นศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ (Creative Hub) เป็นต้น การใช้ประโยชน์ของพื้นที่ว่างและฟื้นฟูอาคารเก่า (Regeneration) และย้ายกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์เข้าไปนั้น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ โดยโครงการในลักษณะเดียวกันนี้ยังมีให้เห็นในอีกหลายพื้นที่และเมือง เกิดเป็นย่านสร้างสรรค์ (Creative District) และเมืองสร้างสรรค์ (Creative City) เป็นการสนับสนุนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Cultural Identity) และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของเมืองและประเทศ ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยว ส่งผลให้เมืองได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย

Songshan Cultural and Creative Park
©commons.wikimedia.org

ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในองค์รวมนั้น เริ่มต้นจากความคิดสร้างสรรค์ของคน อาจถือได้ว่าเป็นทรัพยากรที่ไม่มีต้นทุน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุนมนุษย์ (Human Capital) เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าปราศจากไอเดียและทักษะของคนแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงเป็นที่มาของแนวคิดการพัฒนาชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class) ของริชาร์ด ฟลอริดา (Richard Florida) ในหนังสือ The Rise of the Creative Class และแนวคิดการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ของชาร์ลส์ แลนดรี (Charles Landry) ในหนังสือ The Art of City Making ที่นำเสนอประเด็นที่คล้ายกัน คือคนสร้างสรรค์ต้องถูกดึงดูดด้วยความเหมาะสมของพื้นที่หรือเมือง และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการสร้างสรรค์ หรือที่เรียกว่านิเวศสร้างสรรค์ (Creative Ecology) นั่นเอง

Poblenou
©flickr.com/photos/Joan

ในการพัฒนานิเวศสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่การสร้างกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมธุรกิจสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการสร้างบรรยากาศสร้างสรรค์ ทั้งจากโครงสร้างพื้นฐานด้านศิลปะและวัฒนธรรม เช่น พิพิธภัณฑ์ หอศิลปะ ห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ โรงละคร เป็นต้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นจินตนาการ เอื้ออำนวยต่อการคิดสิ่งใหม่ และการปฏิรูปการศึกษาในทุกระดับ ซึ่งจะช่วยให้คนมีทักษะและความรู้ในสหสาขาวิชา เพื่อนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจหรือใช้ประกอบอาชีพได้ โดยสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการสั่งสมและเพิ่มพูนมาเป็นเวลานาน ในกรณีของสหราชอาณาจักรที่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ให้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเป็นสองเท่าของอัตราการเจริญเติบโตในภาพรวมของประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสูงถึง 91.8 พันล้านปอนด์ (ปี 2016) และมีการจ้างงานทั้งหมด 3.12 ล้านคน (ปี 2017) ซึ่งแบ่งเป็นอาชีพสร้างสรรค์ (Creative Occupations) สูงถึง 2.19 ล้านคน ทั้งนี้ ที่เหลืออีก 929,000 คน เป็นอาชีพสายงานสนับสนุนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

จะเห็นได้ว่านโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สหราชอาณาจักรใช้ต่อเนื่องกัน ทำให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เติบโตและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตลอดมา โดยนโยบายล่าสุดที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ถูกรวบรวมไว้ในเอกสาร Industrial Strategy: Creative Industries Sector Deal ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Industrial Strategy White Paper ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มีแนวทางการพัฒนาที่มาจากรากฐานของประสิทธิภาพทางการผลิต (Foundations of Productivity) 5 ด้าน คือความคิด (Ideas) คน (People) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment) และสถานที่ (Places) โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กล่าวถึงนโยบายที่รัฐบาลจัดไว้ให้แก่ธุรกิจสร้างสรรค์ดังต่อไปนี้ คือการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและธุรกิจสร้างสรรค์ การเพิ่มจำนวนและทักษะของบุคลากรสร้างสรรค์ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน การปรับปรุงกฎระเบียบด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ การเพิ่มมาตรการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมความสามารถในการส่งออกของธุรกิจ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างคลัสเตอร์สร้างสรรค์ (Creative Clusters) ทั้งนี้ มีเป้าหมายให้ภายในปี 2023 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์สามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นถึง 50% สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ 150 พันล้านปอนด์ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 600,000 คน และลดช่องว่างของกิจกรรมของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเขตทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ ให้กระจายตัวไปยังส่วนที่เหลือของสหราชอาณาจักรด้วย

©Unsplash/Vita Marija Murenaite

อีกประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่แพ้ประเทศใดในโลกคืออินโดนีเซีย เพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของไทย รัฐบาลของอินโดนีเซียได้จัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์เมื่อปี 2016 ภายใต้ชื่อ Badan Ekonomi Kreatif Indonesia (BEKRAF) หรือ Indonesian Creative Economy Agency และมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Ecosystem) ขึ้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ด้าน คือการวิจัย การศึกษาและการพัฒนา (Research, Education and Development) การเข้าถึงทุน (Access to Capital) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิ และกฎหมาย (Intellectual Property, Rights and Regulations) และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันและองค์กรในระดับภูมิภาค (Institutional and Regional Relations) โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนอินโดนีเซียให้เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ชั้นนำแห่งหนึ่งของโลกภายในปี 2030

กลับมาที่ประเทศไทย จากแรงผลักดันของ TCDC และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ทำให้แนวคิดของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555–2559) จากตอนนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลไทยในยุคสมัยต่างๆ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่แนวคิดประเทศไทย 4.0 ได้ถูกนำมาใช้ เพื่อสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Engine of Growth) และการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture and High Value Services) สู่การเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมอื่น เช่น ดิจิทัล เป็นต้น เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่อนาคต

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีหน่วยงานใหม่เกิดขึ้น ภายใต้ชื่อ “สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)” หรือ Creative Economy Agency (CEA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านการสร้างปัจจัยสนับสนุนต่างๆ การส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม การสร้างพื้นที่ต้นแบบที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การรวบรวมข้อมูลและสถิติที่เกี่ยวข้อง การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น และการพัฒนาผู้ประกอบการให้นำความคิดสร้างสรรค์มาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้แก่สินค้าและบริการ เพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

แนวคิดเบื้องต้นในการดำเนินงานของ CEA อยู่ภายใต้กรอบการพัฒนาองค์ประกอบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3 ส่วน คือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม (Cultural Assets) ภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries Sector) และภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) โดยมีแนวทางหลักอยู่ 2 ประการ แนวทางแรกคือการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยจะใช้สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือไม่ก็ได้ รวมถึงผลิตภัณฑ์ของภาคเศรษฐกิจอื่น และแนวทางที่สองคือการพัฒนารูปแบบการบูรณาการระหว่างกิจกรรมในทุกภาคส่วนให้ซ้อนทับกัน เพื่อให้กิจกรรมของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทุกประเภท ทั้งในส่วนของวัฒนธรรมและภาคเศรษฐกิจจริงด้วย

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็ไม่มีสมการที่ตายตัวหรือสูตรสำเร็จใดๆ แนวทางการกำหนดนโยบายพัฒนาในประเทศต่างๆ จึงล้วนแตกต่างกันไปตามบริบททางวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ แนวนโยบายที่ใช้ในสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน ก็ไม่อาจจะนำมาใช้กับประเทศไทยได้ทั้งหมด เราทำได้เพียงแค่เรียนรู้ ศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศ และนำประสบการณ์ทั้งที่ประสบความสำเร็จและความผิดพลาดของประเทศอื่น มาเป็นบทเรียนและปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนต่อไป

ที่มา
บทความ “Creative Economy–น้อมนำปรัชญาพ่อ ต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดย Nanyarath Niyompong จาก smartsme.co.th
บทความ “Baseline Study on Hong Kong’s Creative Industries” โดย Centre for Cultural Policy Research, University of Hong Kong จาก info.gov.hk
บทความ “Bekraf Develops Conducive Creative Economy Ecosystem” จาก thejakartapost.com
บทความ “How Barcelona’s Poblenou District Is Becoming the City’s Creative Heart” โดย Suzanne Wales จาก thespaces.com
บทความ “Industrial Strategy: Creative Industries Sector Deal” โดย HM Government จาก thecreativeindustries.co.uk
บทความ “UK Creative Overview-Facts and Figures” โดย Creative Industries Council จาก thecreativeindustries.co.uk

เรื่อง : พัณณิตา มิตรภักดี