“อย่าไว้ใจหญิงที่สวมใส่ชุดสีม่วงอ่อน…”

กวีและนักประพันธ์ชาวไอริช ออสการ์ ไวลด์ ว่าไว้อย่างนั้นในวรรณกรรมเชิงปรัชญา The Picture of Dorian Gray  อันมีชื่อเสียงของเขา

โดยสีที่ไวลด์พูดถึงโดยเฉพาะเจาะจงก็คือ Mauve ที่แปลว่าสีม่วงอ่อน หรือสีม่วงซีด (Pale violet)

“Never trust a woman who wears mauve, whatever her age may be, or a woman over thirty-five who is fond of pink ribbons. It always means that they have a history.” - “อย่าไว้ใจหญิงที่สวมใส่ชุดสีม่วงอ่อน ไม่ว่าเธอจะมีอายุสักเท่าไร หรือหญิงอายุเกิน 35 ที่ผูกผมด้วยริบบิ้นสีชมพู มันมักจะหมายความว่าพวกเธอเป็นคนมีประวัติ”

เจ็บปวดเสียจริง! แต่ที่รู้ก็คือ ไม่ว่าหญิงผู้สวมใส่สีม่วงอ่อนจะมีประวัติหรือไม่ แต่ตัวสีม่วงที่มีส่วนผสมของสีเทาและเขียว และผู้ค้นพบมันตั้งชื่อให้ว่า Mauve ตามภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึงดอกแมลโลว์นี้ กลับมีประวัติอันน่าสนใจอย่างยิ่ง

©commons.wikimedia.org
ภาพ A lady in a lilac dress with flowers (1903) โดย Władysław Czachórski
 

The Fortune
มันเริ่มต้นจากความบังเอิญ ที่เปลี่ยนชายผู้หนึ่งให้เป็นนักคิดค้นยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์

และจุดเริ่มต้นก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับสีแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นโรคร้ายอย่างมาลาเรียต่างหาก

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 มาลาเรียถือว่าเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนมากต่อมาก ขนาดที่ครึ่งหนึ่งของคนไข้ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเซนต์โธมัสแห่งกรุงลอนดอนในปี 1853 ก็คือคนไข้มาลาเรีย

ในเวลานั้น ความรู้ด้านการแพทย์ยังไม่ก้าวไปถึงจุดที่รู้ว่ามาลาเรียมียุงเป็นพาหะ แต่รู้แล้วว่าสามารถใช้ควินินรักษาโรคนี้ได้ ปัญหาก็คือควินินนั้นต้องสกัดจากต้นไม้จากแดนไกลและเสียค่าใช้จ่ายในการนำเข้าคิดเป็นเงินมหาศาล นำมาสู่ความพยายามในการสังเคราะห์ควินินขึ้นเองในอังกฤษ

เป็นวิลเลียม เพอร์กิน เด็กหนุ่มวัย 18 ปีที่พยายามสังเคราะห์ควินินขึ้นจากน้ำมันดินในห้องทดลองของพ่อตัวเอง แม้เขาจะไม่ประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์ควินิน แต่สิ่งที่เขาได้จากการทดลองกลับเป็นของเหลวสีม่วง 

หากเป็นนักเคมีรายอื่นอาจไม่สนใจ แต่เพอร์กินตอนเป็นเด็กนั้นเคยฝันจะเป็นศิลปิน เมื่อค้นพบสีแปลกตา เขาจึงนำเศษผ้าไหมชุบลงไปในหลอดทดลอง ผลลัพธ์ก็คือเขาค้นพบสีย้อมผ้าคุณภาพดี แถมสียังไม่ตกอีกต่างหาก นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1856

©blog.sciencemuseum.org.uk/mauve-mania
สีม่วงอ่อนของวิลเลียม เพอร์กิน
 

แม้เขาจะได้กลิ่นเงินที่จะตามมาจากการค้นพบโดยบังเอิญนี้ แต่มันก็ไม่ใช่ความร่ำรวยในชั่วข้ามคืน เพราะปัญหาก็คือมันมีต้นทุนการผลิตที่สูงเอาเรื่อง เนื่องจากต้องใช้วัตถุดิบจำนวนมากกว่าจะกลั่นออกมาเป็นสีม่วงอ่อนนี้ได้ (ถ่านหิน 100 ปอนด์ สกัดเป็นน้ำมันดินได้ 10 ปอนด์ และสังเคราะห์เป็นสีม่วงชนิดนี้ได้เพียง ¼ ออนซ์)

แต่ประวัติศาสตร์ก็มักจะเป็นแบบนี้ ของมีราคาก็จะต้องตาต้องใจคนที่มีปัญญาเอื้อมถึง โชคดีที่คนผู้นั้นเป็นถึงมเหสีของจักรพรรดินโปเลียนที่สาม นั่นคือ จักรพรรดินีเออเชนี ผู้มีความเชื่อว่าสีม่วงอ่อนนี้แมตช์กันกับสีพระเนตรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี

และมันได้รับการเผยแพร่โดยสื่อว่า หญิงผู้มีสไตล์การแต่งตัวที่นำสมัยที่สุดในเวลานั้นชื่นชอบสีม่วงอ่อนนี้

©wikipedia.org
เออเชนีเดอมองติโค สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศส
 

มันมีอิทธิพลเสียจนพระราชินีวิกตอเรียเลือกที่จะสวมใส่ชุดสีนี้ สำหรับพิธีอภิเษกสมรสของพระราชธิดา ก่อนที่อุปสงค์ของสีดังกล่าวจะทำให้สื่อบันทึกเรื่องราวความคลั่งไคล้ไว้ว่า ลอนดอนกำลังตกอยู่ในการระบาดของหัดสีม่วงอ่อน

และส่งเพอร์กินให้กลายเป็นคนดังผู้มั่งคั่งของลอนดอนในที่สุด

©National Portrait Gallery, London
เซอร์ วิลเลียม เฮนรี เพอร์กิน
 

The Sentimental Color
“Ordinary women always console themselves. Some of them do it by going in for sentimental colours.” – “ผู้หญิงโดยทั่วไปมักทำให้ตัวเองอุ่นใจ บ้างด้วยการใช้สีที่สร้างความรู้สึกอ่อนไหว” สิ่งที่ออสการ์ ไวลด์ กล่าวไว้ในวรรณกรรมของเขาก็คงจะจริง

วรรณกรรม The Picture of Dorian Gray  ซึ่งแฝงนัยเกี่ยวกับความรักเพศเดียวกัน ได้รับการพิมพ์เป็นตอนทางนิตยสารในปี 1890 นั่นคือช่วงเวลาที่ความนิยมในสีม่วงอ่อนนี้พุ่งสู่ขีดสูงสุด จนทศวรรษ 1890 ได้รับการจดจำในนาม The Mauve Decade ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ในขณะเดียวกับที่ทั้งวรรณกรรมดังกล่าว ตัวผู้ประพันธ์ สีม่วง และรักร่วมเพศ ก็ถูกเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน และความเชื่อมโยงนี้ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่

©Chayaporn Piemsiri
 

เพราะสีม่วง Mauve ก็ไม่ต่างจาก “แฟชั่น” อื่นๆ ของลอนดอนในยุควิกตอเรีย คือมันได้รับความนิยมอย่างเอิกเกริก และเสื่อมความนิยมลงไปราวกับไม่เคยมีใครสนใจมันมาก่อน

ที่มา:
หนังสือ The Secret Lives of Color โดย Kassia St. Clair, Penguin Random House, ตุลาคม 2017
เรื่อง Little Thoughts