เมื่อเอ่ยชื่อ Alexander the Great หรืออเล็กซานเดอร์มหาราช ภาพจำก็คือเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์นักรบในโลกก่อนคริสตกาล ผู้ได้รับการบันทึกไว้ว่ามีผมสีทองดุจราชสีห์

เพื่อสะท้อนถึงอำนาจและความแข็งแกร่ง มีข้อมูลที่อ้างว่าสีผมที่เปลี่ยนจากสีบลอนด์ธรรมชาติให้เป็นสีทองโทนเดียวกับราชสีห์นั้น เกิดจากการที่พระองค์สระผมด้วยหญ้าฝรั่น ซึ่งมีการปลูกกันในเปอร์เซีย ดินแดนแห่งอารยธรรมยิ่งใหญ่ที่พ่ายแพ้ให้กับอเล็กซานเดอร์นั่นเอง

หากเทียบกันกรัมต่อกรัม จนถึงวันนี้ หญ้าฝรั่นก็ยังมีราคาแพงกว่าทอง

เมื่อเราศึกษาเรื่องราวของสี เราไม่ควรบอกกับตัวเองเพียงว่าเรามองเห็นสีอะไร แต่ยังต้องตอบให้ได้ด้วยว่า มันถูกใช้เพื่ออะไร

เพราะทุกสีมีเรื่องราว โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับอำนาจและเจตจำนง

©elizabethtaylor.com
เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ในภาพยนตร์ Cleopatra (1963) 
 

สีคืออำนาจ
ภาพดาราค้างฟ้าอย่างเอลิซาเบธ เทย์เลอร์ สวมใส่อาภรณ์สีม่วงปรากฏกายในภาพยนตร์ Cleopatra (1963) กลายเป็นภาพจำที่หลายคนมีต่อคลีโอพัตรา ราชินีผู้เลอโฉมแห่งอียิปต์โบราณ

ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่า สีม่วงคือสีโปรดของพระนาง

หลังจากคลีโอพัตรากำเนิดบุตรชายให้กับเขา จูเลียส ซีซาร์ เดินทางกลับไปยังโรมอย่างผู้ชนะ ในชุดคลุมสีม่วง แน่นอนว่านั่นเป็นอิทธิพลจากคลีโอพัตราอย่างไม่ต้องสงสัย

โดยซีซาร์ถือเป็นผู้เดียวในโรมที่มีสิทธิ์สวมใส่สีม่วง ซึ่งสกัดจากหอยทากเมดิเตอร์เรเนียนจำนวนมาก (สีเพียงหนึ่งออนซ์ทำมาจากหอยทากราว 250,000 ตัว กับแรงงานอีกมหาศาล)  และโลกรู้จักกันในนามสีม่วงไทเรียน (Tyrian purple)

สีม่วงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและชนชั้นปกครองในยุคโบราณ เพื่อแสดงออกถึงความสูงส่ง

สีคือภาษา
ซึ่งจริงๆ แล้วสีม่วงไทเรียนก็อาจไม่ต่างกับสี “จัด” สีอื่นอย่างสีเหลืองอิมพีเรียล (Imperial yellow) ของจีน ที่จำกัดไว้สำหรับพระจักรพรรดิ หรือสีแดงสการ์เล็ต (Scarlet) ที่พระนางแมรีแห่งสก็อตแลนด์สวมใส่ในวันเข้ารับการประหารชีวิต เพื่อส่งสารสุดท้ายให้รู้ถึงศรัทธาคาทอลิกแรงกล้าจนลมหายใจสุดท้าย

สีแดงก็คือสีที่ใช้สำหรับนักบวชชั้นสูงในนิกายคาทอลิก หลังพระสันตะปาปาพอลที่ 2 ประกาศให้พระคาร์ดินัลสวมใส่เสื้อคลุมสีแดงแทนสีม่วงตั้งแต่ปี 1464

©wikipedia.org
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ
 

ไม่เพียงแต่สการ์เล็ตจะเป็นสีตัวแทนเลือดคาทอลิก มันยังเป็นสีเลือดขัตติยา เอลิเซาเบธที่ 1 ผู้จำใจสั่งประหารพระนางแมรี ก็ชื่นชอบการแต่งองค์ด้วยสีแดงจัดนี้เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเปลี่ยนมาสวมใส่สีกลางอย่างน้ำตาลอมส้ม เทา หรือทอง หลังขึ้นเป็นราชินีของอังกฤษ (แล้วให้ข้าราชบริพารใส่สีแดงแทน)

จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรน่าแปลกสักเท่าไร เพราะยิ่งย้อนกลับไปในอดีตไกลมากเท่าไร สีจัดนั้นก็คือสินค้าเข้าถึงยาก ราคาแพงด้วยกันทั้งนั้น

และความสามารถในการเข้าถึง ก็คือเครื่องบ่งบอกถึงอำนาจ จึงไม่แปลกที่สี “จัด” เหล่านี้จะถูกจำกัดไว้สำหรับชนชั้นนำ ไม่ว่าจะในวัฒนธรรมตะวันตกหรือตะวันออก

บางครั้ง มันก็เป็นเรื่องของจิตวิทยาด้วย

โดยเฉพาะสีแดง ที่แทนความหมายของเลือดนั้น เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นสีแห่งพลังดึงดูด

มันเป็นเรื่องที่เราได้ยินซ้ำๆ สีแดงคือสีที่อยู่บนธงชาติมากที่สุด ทีมกีฬาที่ใส่ชุดสีที่มีส่วนประกอบของสีแดงชนะมากกว่า พนักงานเสิร์ฟที่ใส่ชุดสีแดงจะได้ทิปจากลูกค้าผู้ชายมากกว่า 

แต่ต้องไม่ลืมว่าอำนาจอาจเป็นได้ทั้งบุญและบาป จึงไม่แปลกที่ทั้งนักบวชชั้นสูงและปีศาจจะมีเครื่องแบบสีแดงเหมือนกัน

และไม่แปลกที่สีแดง โดยเฉพาะสการ์เล็ตจะเป็นทั้งตัวแทนความสูงส่งและความสำส่อนในโลกตะวันตก วรรณกรรม The Scarlet Letter ก็บอกกับเราอย่างนั้น

ภาพวาดของ Pieter Aertsen แสดงให้เห็นถึงสีเสื้อผ้าของชนชั้นล่างช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 16
 

สีคือความหรูหราเก่า
ย้ำอีกทีว่าสีโดยเฉพาะเมื่อย้อนเวลากลับไปหลายร้อยถึงหลายพันปีนั้น เป็นเรื่องไม่ตายตัวเหมือนแพนโทนในปัจจุบัน

สีที่เรียกจะบ่งถึงสีของวัสดุที่นำมาใช้ในการย้อมผ้า รวมถึงฐานันดรของมันเสียมาก อย่างสการ์เล็ตที่อ้างถึงเสื้อผ้าชั้นดีที่มีสีแดงจัด สำหรับชนชั้นสูง

เช่นเดียวกับคำว่ารัสเซต (Russet) ใช้เพื่อสื่อถึงเครื่องแต่งกายคุณภาพต่ำ ย้อมสีน้ำตาลธรรมชาติ สำหรับคนยากจน สีรัสเซตจะออกมาเป็นแพนโทนเบอร์อะไรในปัจจุบันจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของการย้อม รวมถึงคุณภาพของผ้าที่นำมาย้อม ซึ่งอาจจะไล่ตั้งแต่น้ำตาลเทา ไปจนถึงน้ำตาลแดง

นึกภาพตามง่ายๆ ก็ประมาณผ้าแถบที่ไพร่สวมใส่ในละครย้อนยุคบ้านเรา 

ตรงกันข้ามกับสีจัด สีธรรมชาติอย่างน้ำตาล เขียว หรือเทา ซึ่งเป็นสีที่มีการใช้มานมนาน ก็คือสีที่เคยถูกจัดไว้ให้กับชาวบ้านทั่วไป มันคือเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมทางสังคมอย่างได้ผล

ในขณะที่หลังคาพระราชวังใช้สีเหลืองอิมพีเรียล บ้านเรือนทั่วไปของจีนจะมีหลังคาสีเทา และในหลายวัฒนธรรม การละเมิดกฎของสีเหล่านี้มีโทษถึงตาย

©fashionisers.com
 

สีคือความหรูหราใหม่
ในขณะเดียวกัน สีก็บอกกับเราว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวร สีที่เคยเป็นของตายราคาถูกอย่างสีธรรมชาติจำพวกน้ำตาลเทา และเขียว ซึ่งถูกกำหนดไว้สำหรับคนยากจน หรือไม่อย่างนั้นก็มีความสำคัญเพียงเป็นเส้นตัดขอบหรือพื้นหลังที่ขับเน้นสีอื่นให้โดดเด่น ในปัจจุบันกลายมาเป็นสีที่บ่งบอกถึงความมีปัญญา ใคร่ครวญ อ่อนน้อมถ่อมตน และอาจรวมถึงรสนิยมที่ดีกว่า

เช่นเดียวกับที่กระแสหันกลับไปหาธรรมชาติทำให้สีอย่างสีเขียวอะโวคาโด (Avocado) กลายเป็นสีที่เราพบเห็นได้ทั่วไปจากแบรนด์ที่ต้องการสื่อถึงธรรมชาติทั้งหลาย

โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เคยกล่าวไว้ว่าเขาพอใจที่จะมีแม่ทัพผู้สวมใส่เครื่องแบบสีน้ำตาลพื้นๆ ที่รู้ว่าสู้เพื่ออะไร และรักในสิ่งที่รู้นั้น มากกว่าคนที่ใครๆ ต่างเรียกว่าสุภาพบุรุษ ผู้ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

มันก็อาจเหมือนกับอีกหลายเรื่อง ที่สนุกมากขึ้นอีกหลายเท่า หากเราเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ของมัน

©Chayaporn Piemsiri

ที่มา:
หนังสือ The Secret Lives of Color โดย Kassia St. Clair, Penguin Random House, ตุลาคม 2017

เรื่อง : Little Thoughts