ทุกวันนี้เราต่างกังวลถึงการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมนานาประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง การปกครอง แต่หากประเทศไทยกำลังพัฒนาอย่างรุดหน้าในทุกๆ ด้าน ทว่าขาดความใส่ใจใน “ชุมชน” ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดที่ดำรงไว้ซึ่งวิถีความเป็นอยู่และวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนักว่า นั่นเป็นการพัฒนาที่ดี

ปัจจุบันวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยนั้นค่อยๆ สูญสลายไปกับโลกแห่งการพัฒนา ด้วยการรับเอาวัฒนธรรมสากลมาใช้อย่างรวดเร็วและมากจนเกินไป ทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมที่ชุมชนเคยหวงแหนและเป็นเจ้าของ อย่างเช่น คณะลิเก คณะนางรำแก้บน หรือชุมชนวิชาชีพดั้งเดิม กลายเป็นเรื่องที่หาดูได้ยากขึ้นทุกวันๆ และรอวันที่วัฒนธรรมเหล่านั้นจะถูกแทนที่และค่อยๆ ตายไปในที่สุด

ความเสียดายและตระหนักถึงคุณค่าของวิถีชุมชนดั้งเดิม เพื่อรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมเก่าแก่ให้คงอยู่สืบไปในสังคมทั้งในวันนี้และอนาคต ได้กระตุ้นให้เราลงมือออกสำรวจความเป็นอยู่ของชุมชนเก่าแก่ในกรุงเทพมหานครฯ พื้นที่ที่เคยเป็นเสมือนแหล่งบ่มเพาะงานฝีมือและวิถีชีวิตคนกรุงในอดีต ตั้งแต่ “ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์” “ชุมชนบ้านบาตร” และ “ชุมชนย่านนางเลิ้ง” ที่เป็นแหล่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ มีวัฒนธรรมที่สั่งสมมาตั้งแต่โบราณเนื่องด้วยมีพื้นที่ตั้งอยู่ใกล้กับเขตวัง และกินอาณาบริเวณไปจนถึงภูเขาทอง ตลอดจนโรงหนังที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอย่างโรงหนังเฉลิมธานี ที่ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของทางเศรษฐกิจของไทยเสมือนกับสยามสแควร์ในปัจจุบัน

จากคำบอกเล่าของคนในชุมชนบ้านบาตรพบว่า การเปลี่ยนแปลงไปของเมืองไม่ได้สร้างผลที่ดีให้กับชุมชนเท่าใดนัก แต่กลับทำให้วัฒนธรรมเก่าแก่ของชุมชนอย่างการตีบาตรด้วยมือ เริ่มเลือนหายไปเรื่อยๆ จากชุมชน “ปกติเขาทำกันทั้งชุมชน แต่เดี๋ยวนี้เขาไปทำบาตรปั้มกัน ทางนี้ก็เลยทำไม่ทัน ก็เลยเลิกๆ กันไป ตอนนี้ก็รอคนที่เขาสนใจเข้ามา ถ้าสนใจ เขาก็ซื้อ ไม่สนใจ เขาก็ไม่ซื้อ แล้วสถานที่เราก็ไม่เพียบพร้อม ภูมิทัศน์มันก็ไม่ดีเพราะว่ามันขาดคนที่จะมาช่วยตรงนี้” เฉลิม สมบุญจันทร์ ช่างทำบาตรที่เกิดและเติบโตมาในชุมชนบ้านบาตรบอกกับเรา

แม้ดูเหมือนจะสิ้นหวังในการพลิกฟื้นให้บ้านบาตรกลับมาคึกคักเหมือนแต่ก่อน แต่คุณลุงคุณป้าในชุมชนก็ยังบอกเล่ากับเราถึงความพยายามที่จะช่วยเหลือชุมชนบ้านบาตรให้คงอยู่ต่อไปโดยความตั้งใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมดั้งเดิมของพื้นที่แห่งนี้ “ก็มีโฮสเทลจะพาฝรั่งมาดู แล้วเขาก็จะขอทำ แต่พวกเป็นบาตรเล็กนะ มันจะทำง่ายหน่อย ถ้าเป็นบาตรใหญ่มันยาก แต่เขายังมาคุยเฉยๆ เพราะตอนนี้ชุมชนยังไม่ได้จัดระเบียบมันก็แออัดอยู่ ไม่สะดวกที่จะให้เข้ามาเที่ยว อย่างตอนนี้ก็มีนักศึกษาจากจุฬาฯ เขาจะมาจัดชุมชน มาทาสีอะไรให้เรา ทำกันอยู่หน้าซอย เราก็อยากจะให้มีเข้ามากันเรื่อยๆ จะได้อยู่กันต่อไป” ลุงเฉลิม สมบุญจันทร์ และป้ามยุรี วรามิตร คุณลุงและคุณป้าช่างทำบาตร คนเก่าคนแก่ในชุมชนบ้านบาตรเสริม

ดูเหมือนความพยายามเหล่านี้ยังคงไม่เป็นผลและไม่ยั่งยืนมากนัก เพราะเสียงจากชุมชนเองแม้จะยืนยันถึงความช่วยเหลือที่เข้ามา แต่ก็ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงที่ชุมชนต้องการ เพราะการอนุรักษ์อาชีพและวัฒนธรรมของบ้านบาตร คงไม่ใช่ในแง่มุมของการปรับภูมิทัศน์หรือการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่คือปากท้องของชุมชนที่ต้องเร่งสนับสนุนผ่านการสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน “ถ้ารัฐเขาช่วยนะ เวลาบวชอะไรเยอะๆ ให้มาสั่งบาตรที่บ้านบาตร จะได้เอามากระจายกันทำ รายได้จะได้ทั่วถึง แต่ตอนนี้มันไม่มี พระก็ไม่ได้สั่งมาเยอะๆ เด็กก็หนีกันไปทำงานอื่น ผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุน ช่วยพูดหน่อยว่า ช่วยกันอนุรักษ์บาตรไทย ช่วยสั่งบาตรไทยไปบวชภาคฤดูร้อน ถ้าช่วยตรงนี้ได้ มันก็จะกระจายทำกันทั้งซอย แต่ตอนนี้มันยังช่วยตรงนี้ไม่ได้” คุณลุงเฉลิมอธิบาย

น้ำใจในการช่วยเหลือนั้นคือสิ่งที่ดีของสังคมไทย แต่บางครั้งน้ำใจที่เราให้ไป อาจจะไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่ตรงจุด และผิดที่ผิดทางอยู่ในบางครั้ง หรือแท้จริงการหยิบยื่นความช่วยเหลือ อาจต้องทำการบ้านให้หนักขึ้นว่า คนในชุมชมนั้นต้องการอะไรอย่างแท้จริง เพื่อที่จะได้ให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุดและทันเวลา ก่อนที่วัฒนธรรมและอาชีพเก่าแก่ของคนไทยจะสูญหายไปตลอดกาลCT

ที่มา: บทสัมภาษณ์ มยุรี วรามิตร และเฉลิม สมบุญจันทร์ วันที่ 26 มิถุนายน 2561 โดยนิตยสาร “คิด” Creative Thailand

เรื่อง : พฤฒ มิ่งศุภกุล