“หากปรารถนาให้ผู้อื่นทำสิ่งใดกับท่าน ท่านก็ควรทำสิ่งนั้นกับพวกเขาเช่นกัน” 

คือความเชื่อเชิงศีลธรรมอันหนักแน่นของนักธรรมชาติวิทยาเลื่องชื่อนามว่าชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) คนเดียวกับเจ้าของทฤษฎีฎีคัดสรรตามธรรมชาติ ที่ว่าด้วยกระบวนการคัดเลือกสิ่งมีชีวิตตามความสามารถในการเอาตัวรอดและสืบพันธุ์ ซึ่งหากพิจารณาจากคำว่า “เอาตัวรอด” ก็ย่อมไม่เห็นถึงความสอดคล้องกับพฤติกรรมเห็นแก่ผู้อื่นในประโยคข้างต้นแม้แต่น้อย แล้วจะเป็นไปได้หรือที่มนุษย์จะทำเพื่อคนอื่นก่อนตัวเอง หรือแท้จริงแล้ว เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เห็นแก่ตัวอย่างมาก จนสามารถขึ้นมากุมอำนาจเหนือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในโลกทั้งมวล

©Chuttersnap/Unsplash
 

เพราะรัก (ตัวเอง)… คือการให้
ไมเคิล กีเซลิน (Michael Ghiselin) คือหนึ่งในนักทฤษฎีวิวัฒนาการที่พยายามชี้ให้เห็นว่า วิวัฒนาการที่เกิดจากการไม่มีที่ยืนของผู้อ่อนแอเพื่อหลีกทางให้กับผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่มีโอกาสอยู่รอด และผลิตลูกหลานออกมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนเรา “เห็นแก่ตัว” โดยเขาบอกเอาไว้ว่า “หากทฤษฎีคัดสรรตามธรรมชาติเป็นเรื่องจริง อีกทั้งมีน้ำหนักเพียงพอ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ที่พฤติกรรมแบบไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวอย่างแท้จริง หรือยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญจะวิวัฒน์ขึ้นมาได้” แต่หากเป็นจริงดังนั้นแล้ว เราจะอธิบายพฤติกรรมของพ่อแม่ที่เสียสละให้ลูกๆ ของตนได้รับสิ่งที่ดีที่สุดหรือกระทั่งดีกว่าตนเองได้อย่างไร ในเชิงจิตวิทยา พ่อแม่ที่เสียสละสิ่งที่ควรเป็นของตนให้ลูกๆ อย่างเต็มใจนั้น เรียกได้ว่าพวกเขาเป็นผู้ที่เห็นแก่ผู้อื่น แต่เมื่อกลับมามองในมุมของชีววิทยา การคัดสรรตามธรรมชาติอาจคัดเลือกพ่อแม่ที่ห่วงใยลูกหลานของตนโดยการยอมมอบทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้ลูกๆ มีสุขภาพดีกว่า ก็เพื่อไว้สืบทอดพันธุกรรมของตัวเอง กลับเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวแบบหนึ่งเท่านั้น

ในความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมเห็นแก่ตัวทางชีววิทยาอาจเข้าข่ายพฤติกรรมเห็นแก่ผู้อื่นทางจิตวิทยา และการคัดสรรตามธรรมชาติยังช่วยเก็บเอาลักษณะเห็นแก่ผู้อื่นทางจิตวิทยาต่อผู้ที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องเอาไว้ด้วย ดังตัวอย่างเช่น ในสังคมหนึ่งมีคนใจแคบและคนใจกว้างปะปนกันไป คนใจกว้างมักแบ่งทรัพยากรของตัวเองให้ผู้อื่นอย่างเต็มใจ ขณะที่คนใจแคบจะไม่ยอมแบ่งปันสิ่งใดให้ผู้อื่น พวกใจแคบจึงย่อมมีโอกาสประสบเคราะห์ได้มากกว่าเมื่อถึงคราวลำบาก เพราะยากจะหาใครมาคอยช่วยเหลือ ต่างกับพวกใจกว้างที่มีคนใจดีเหมือนกันคอยช่วยเหลืออยู่ พวกเขาจึงมีอายุยืนยาวกว่าและมีแนวโน้มว่าจะมีลูกๆ สุขภาพดีกว่าเช่นกัน

©Tanaphong Toochinda/Unsplash
 

นี่คือปรากฏการณ์ในเชิงวิวัฒนาการที่เรียกว่า “การเห็นแก่ผู้อื่นแบบต่างตอบแทน” (Reciprocal Altruism) ที่อธิบายโดยโรเบิร์ต ไทรเวอร์ส (Robert Trivers) นักชีววิทยาสังคมชาวอเมริกัน โดยรอย เออร์เคนส์ (Roy Erkens) อาจารย์สอนวิชาชีววิทยาวิวัฒนาการประจำมหาวิทยาลัยมาสทริชท์ (Maastricht University) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ยังสนับสนุนแนวคิดของไทรเวอร์สและเสริมอีกด้วยว่า มนุษย์อาจไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ดีเลิศและเห็นแก่ผู้อื่นมากไปกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ บนโลก แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกอยากช่วยเหลือใครก็ตามแม้ว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือเคยพบกันมาก่อน เป็นเพราะมนุษย์คือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่เชื่อมั่นใน “ชื่อเสียง (Reputation)” ดังนั้นแล้วคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนดีมีน้ำใจ อาจหมายถึงคนผู้นั้นกำลังสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองและหวังอยู่ลึกๆ ว่าในยามที่ตนตกทุกข์ได้ยากจะมีใครก็ตามที่รับรู้ได้ว่าเขาเป็นคนดีมาช่วยเหลือกลับคืนเช่นกัน นี่อาจฟังดูเป็นการทำดีเพื่อหวังผลหรือแฝงซึ่งเจตนาอันเห็นแก่ตัว แต่เออร์เคนส์อธิบายว่ามันเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผล เพราะทุกคนต่างได้รับผลประโยชน์ และเชื่อว่าพฤติกรรมเห็นแก่ตัวโดยการหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นก่อนในลักษณะนี้คือวิธีการที่ดีที่สุดของการดูแลตัวเอง หรือสรุปได้อีกอย่างหนึ่งว่า การที่เราต้องแคร์คนอื่นก็เพราะเราแคร์ตัวเราเองนั่นเอง

©Braden Collum/Unsplash
 

ทั้งหมดนี้คล้ายกับคำกล่าวโบราณของแอฟริกาใต้ที่ว่า “Ubuntu” หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “I am, because of you.” ฉันเป็นฉันได้ก็เพราะว่าคุณ หากปราศจากผู้อื่น ตัวตนของเราก็ย่อมไร้ความหมาย ความเชื่อนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของมนุษยชาติผ่านความห่วงใย แบ่งปัน และการดูแลผู้ที่อยู่รอบตัวเราCT

 

©Josh Appel/Unsplash
 

มนุษย์สุดยิ่งใหญ่ ?

  • แม้ว่าคำอธิบายแบบชีววิทยาวิวัฒนาการจะมีแนวโน้มสรุปว่ามนุษย์นั้นมีพฤติกรรมแบบเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ผู้อื่น แต่ริชาร์ด ดอว์กินส์ (Richard Dawkins) นักพฤติกรรมวิทยาผู้เขียนหนังสือเรื่อง “The Selfish Gene” กลับให้มุมมองที่ละเอียดอ่อนเอาไว้ว่า ความเห็นแก่ตัวทางพันธุกรรมไม่ได้บอกเราตรงๆ เกี่ยวกับลักษณะนิสัยทางศีลธรรม หรือสามารถตีความได้ว่าเบื้องหลังแรงจูงใจของคนใจกว้างคือการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด
     
  • นักวิชาการอีกหลายกลุ่มเสริมว่า การจะอธิบายพฤติกรรมเห็นแก่ผู้อื่นไม่ควรละเลยเรื่องอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่เกิดจากการเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่น เราเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือกันได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการถ่ายทอดผ่านยีน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ว่า เหตุใดเราจึงมีแนวโน้มจะช่วยเหลือผู้คนที่เราไม่เคยพบเจอกันมาก่อน
     
  • นักทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ มาร์ติน โนวัก (Martin Nowak) ได้พยายามอธิบายถึงคำถามดังกล่าวเช่นกัน โดยเขาอธิบายไว้ในหนังสือ “SuperCooperators” ว่า “การร่วมมือกันเป็นความสามารถที่น่าทึ่งของมนุษย์และยังเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จที่ทำให้เราเป็นสายพันธุ์เดียวที่สามารถอยู่รอดได้ในทุกระบบนิเวศบนโลก ตั้งแต่แดดร้อนแรงแผดเผากลางทะลทรายไปจนถึงความหนาวเหน็บแช่แข็งในแอนตาร์กติกา”
     
  • มนุษย์ไม่ไช่สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร หากเทียบในลำดับขั้นการบริโภค (Trophic Level)  อันดับของเราเทียบเท่ากับหมูและปลาแอนโชวี่เท่านั้น ในขณะที่พืชคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ชั้นบนสุดเพราะมันสามารถผลิตอาหารได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม ในหนังสือ “Sapiens: A Brief History of Humankind” โดยยูวาล โนอาห์ ฮาราริ (Yuval Noah Harari) นักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอลได้ให้ความเห็นไว้ว่า สิ่งที่ Homo sapiens หรือมนุษย์เผ่าพันธุ์ปัจจุบันสามารถขึ้นมากุมอำนาจเหนือสัตว์สายพันธุ์อื่นทั้งมวลได้ เป็นเพราะมนุษย์คือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่เชื่อใน “จินตนาการ” หรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เช่น ตำนานเรื่องเล่าขานต่างๆ พระเจ้า ระบบทุนนิยม ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ฯลฯ ความเชื่อเหล่านี้ได้สร้างสมาชิกที่เชื่อในสิ่งเดียวกันให้ร่วมมือและช่วยเหลือกัน ทำให้ความเป็นมนุษยชาติแข็งแกร่งขึ้นได้ในที่สุด 

ที่มา :
หนังสือ “วิทยาศาสตร์: ปรัชญา ปริศนา และความจริง (The Meaning of Science)”หน้า 182-209 โดย Tim Lewens 
บทความ “Book Summary: Sapiens: A Brief History of Humankind” (กันยายน 2017) จาก ashishb.net
บทความ “Humans Aren't At The Top Of The Food Chain” (ธันวาคม 2013) โดย Alex Berezow จาก forbes.com
บทความ “Review of Martin Nowak, SuperCooperators: Altruism, Evolution, and Why We Need Each Other to Succeed” โดย Herbert Gintis จาก umass.edu 
วิดีโอ “Selfishness is nature” (พฤษภาคม 2017) โดย Roy Erkens จาก TEDxYouth@Maastricht
วิดีโอ “What I learned from Nelson Mandela” (ธันวาคม 2013) โดย Boyd Varty จาก ted.com
เรื่อง: วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ