"ไปไหนมา ... กินข้าวกินปลาหรือยัง" ประโยคพื้นๆ ที่เล่าขานกันว่าเป็นเอกลักษณ์ทางน้ำใจของคนไทย แสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใย และความเอื้อเฟื้อที่มีต่อกัน แต่ทุกอย่างล้วนตั้งบนความแปรเปลี่ยน เช่นเดียวกับนิสัยใจคอของคนไทยที่ก็คงหนีไม่พ้นความจริงในเรื่องนี้ เพราะแทบทุกครั้งในเวลาที่นิ้วของเรากำลังเลื่อนฟีดบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือใช้นิ้วกดไล่ปุ่มช่องโทรทัศน์เพื่อเสพข่าวสาร เรามักจะได้เห็นข่าวการทะเลาะวิวาทของผู้คนในสังคม และหลายครั้งที่คู่กรณีมักพูดด้วยความบันดาลโทสะจนกลายสำนวนที่คุ้นหูอย่าง "เป็นคนไทยหรือเปล่า มีน้ำใจบ้างไหม" ทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นคำถามที่น่าสนใจว่าปัจจุบัน “น้ำใจไทย” ยังคงมีอยู่จริง หรือได้แห้งเหือดระเหิดหายไปจากสังคมเสียแล้ว

 

น้ำใจไทยคือวิถีไทยแต่ดั้งเดิม
เมื่อเราพูดถึงน้ำใจ นั่นหมายถึงเรากำลังพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมอันเกิดขึ้นจากการทับซ้อนกันของหลายๆ องค์ประกอบ อาทิ ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ และวิถีดั้งเดิมของบรรพบุรุษของแต่ละพื้นที่ การแสดงออกถึงความมีน้ำใจในพื้นที่หนึ่ง อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับในอีกพื้นที่หนึ่งก็ได้ เช่น การยิ้มง่ายของคนไทยที่แสดงถึงความมีไมตรี ขณะเดียวกันในสังคมของคนรัสเซีย หรือยุโรปบางประเทศ การยิ้มโดยไม่มีเหตุผล อาจทำให้เขารู้สึกว่ากำลังโดนดูถูกได้  ดังนั้นก่อนที่เราจะตามหาน้ำใจไทยที่หายไป เราจึงควรเริ่มจากการตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว น้ำใจไทยมีหน้าตาเป็นอย่างไร

หากว่ากันตรงตามตัวอักษร คำว่า 'น้ำใจ' ตามความหมายของพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ความหมายของน้ำใจคือ ใจแท้ๆ ความรู้สึกนึกคิดจริงๆ เช่น อยู่ด้วยกันไม่นานก็เห็นน้ำใจว่าเขาเป็นคนอย่างไร, ความจริงใจ เช่น เราเห็นว่าเขามีน้ำใจกับเรา ไม่เคยหลอกลวงเราเลย, นิสัยใจคอ เช่น น้ำใจชาย น้ำใจหญิง, ความเอื้ออาทร เช่น เขาเป็นคนมีน้ำใจ เธอช่างแล้งน้ำใจ

น่าสังเกตว่า เหตุที่ใช้คำว่า น้ำ และ แล้ง มาร่วมใช้เพื่อแสดงความหมายถึง “นิสัย” มีความเป็นไปได้ว่ามาจากวิถีไทยแต่ดั้งเดิมที่ทุกภูมิภาคมีความผูกพันกับสายน้ำ ด้วยเพราะมีลุ่มน้ำใหญ่น้อยรวมกันมากกว่า 1,400 แห่งทั่วประเทศทำให้รากวัฒนธรรม วิถีปฏิบัติ ตลอดจนธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชุมชนพัฒนาจากการใช้ชีวิตตามลุ่มน้ำเป็นหลัก

ย้อนไปยังวิถีไทยดั้งเดิมก่อนยุคโลกาภิวัฒน์ ในสมัยนั้นการติดต่อสื่อสารยังมีความยากลำบาก เพียงแค่จะเดินทางไปมาหาสู่กันจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านยังดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ละชุมชนจึงมีการเติบโตทางเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดกันจึงมีความสัมพันธ์แบบหลวมๆ อย่างเหนียวแน่น คือ อยู่กันอย่างสบายๆ ถ้อยทีถ้อยอาศัยแต่คอยดูแล ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ยามใดที่มีการเกี่ยวข้าวก็จะเรียกพวกพ้องตามกันไปลงแขกเกี่ยวข้าว ยามใดที่มีงานบุญผู้คนในหมู่บ้านก็จะรีบมาช่วยเหลือโดยแทบมิต้องเอ่ยปากขอ

แต่เพราะการพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลัก จึงมีบ้างในบางคราวที่เกิดภัยพิบัติ ทำให้อาหารขาดแคลน แต่ก็จะมีธรรมเนียมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างชุมชน อย่างเช่น ในภาคอีสานจะมีธรรมเนียมเรียกว่า ปลาแดกแลกข้าว คือ การขอแลกเปลี่ยนของที่ขาด แม้ในบางครั้งอีกฝ่ายจะไม่ได้ขาดแคลน หรือต้องการของที่จะแลก แต่เมื่อมีคนต่างถิ่นมาขอแบ่ง ก็เป็นธรรมเนียมที่จะต้องให้ วัฒนธรรม 'ปลาแดกแลกข้าว' จึงเป็นเหมือนกระจกสะท้อนภาพสังคมไทยดั้งเดิมที่ผู้คนเน้นการแบ่งปันกันไปกิน ไม่ได้มุ่งเน้นแลกซื้อขายเพื่อทำกำไรในเชิงธุรกิจ

หรือในบางครั้งหากปีใดนาล่มข้าวไม่พอกิน คนในชุมชนก็จะไปเยี่ยมญาติในพื้นที่ที่นาดี โดยจะเอาปลาร้า เสื่อ หมอน หรือผ้า ไปเป็น "ของฝากของต้อน"  แล้วจะเอ่ยปากขอข้าวไปกิน ในทางกลับกันหากอีกฝ่ายข้าวนาไม่ดี ก็จะเตรียม "ของฝากของต้อน" ไปหาอีกฝ่ายหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไป

วิถีแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันระหว่างชุมชน เป็นเครื่องการันตีถึงการมีข้าวปลาที่ไม่อดอยาก ทุกคนสามารถอยู่มีชีวิตที่พอเพียงโดยไม่ต้องมุ่งสะสมทรัพย์สิน และผลพลอยได้ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ นิสัยใจคอของคนในชุมชนก็ยังได้รับการบ่มเพาะจากรุ่นสู่รุ่น ในการเรียนรู้ที่จะแบ่งปัน และมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน

 

วิถีไทยเปลี่ยนไป น้ำใจก็เปลี่ยนแปลง
ดูเหมือนว่ากระแสลมแห่งความเจริญของโลกที่รุนแรงได้ถาโถมวิถีน้ำใจไทยมาโดยตลอด ดังที่ปรากฏในบทความ การวิเคราะห์เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย ของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอกวิทย์ ณ ถลาง ที่กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ. 2520 สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว และวิถีของผู้คนในชุมชนเริ่มมีความ "แปลกแยก" เกิดขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ 

เมื่อตัวเลขจีดีพีเข้ามามีบทบาทเป็นตัวชี้วัดมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน วิถีคนไทยจากเดิมที่เป็นชุมชนเกษตรกรรม ก็เริ่มผันแปรมุ่งสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เส้นทางน้ำ ลำคลอง หนองบึง หลายแห่งจึงถูกแทนที่ด้วยถนนหนทาง เพื่อให้การเดินทางขนส่งมีความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น สภาพเดิมของภูมิศาสตร์ และวิถีชุมชนถูกปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว แต่ผลพวงจากความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตตามมาตรฐานตะวันตกที่พัฒนาขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้นิสัยของคนเจเนอเรชั่นใหม่มุ่งยึดความต้องการส่วนตัวมากขึ้น เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสเรียนรู้ความสำคัญของการเอื้ออาทรและแบ่งปัน ก็ในเมื่อรูปแบบเศรษฐกิจทุกวันนี้ใช้เงินเพื่อแลกซื้อสิ่งของ ทุกอย่างสามารถหาได้ง่ายที่ร้านสะดวกซื้อ หรือคลิกสั่งสินค้าออนไลน์ผ่านหน้าจอมือถือก็มาส่งถึงหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้วิถีไทยที่สำคัญเช่น ปลาแดกแลกข้าว ก็ย่อมค่อยๆ จางหายไป การแบ่งปันกันเริ่มหมดความสำคัญ ความเอื้ออาทรกำลังกลายเป็นส่วนเกินของชีวิตสมัยใหม่ 

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กล่าวไว้ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2513 โดยมีความตอนหนึ่งว่า "...สังคมไทยเป็นสังคมที่มีลักษณะสับสน ขาดความอยู่ตัว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่หยุดยั้ง เปรียบเสมือนเรือที่กำลังอยู่ในกระแสอันเชี่ยวกราก ยังไม่รู้ว่าจะลอยล่องไปทางไหน นอกจากกาลเวลานั้นที่จะบอกได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงของสังคมจะหันไปทางทิศใด..." 

แม้ถ้อยคำนี้จะเอื้อนเอ่ยมานานหลายสิบปี ทว่านับวันยิ่งพิสูจน์จนแจ่มแจ้งแล้วว่าความกังวลของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในครั้งนั้นไม่ได้เกินจริงเหนือจินตนาการแต่อย่างใด 

หากเราสังเกตความเปลี่ยนแปลงของวิถีไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไร้ทิศทาง ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียอันดับต้นๆ ของโลก แต่ก็ยังคงความเชื่อในเรื่องทรงเจ้าเข้าผี คนไทยรีบเร่งในการขับรถจนเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนติดอันดับต้นของโลก ทั้งๆ ที่มีภาพลักษณ์ว่าคนไทยมีนิสัยใจเย็น สบายๆ หรือการใช้ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงไปมาในโซเชียลมีเดีย ทั้งที่นิยามของเราคือความเป็นผู้รักสงบ ในมุมหนึ่ง ความขัดแย้งของภาพลักษณ์คนไทย และสิ่งที่เกิดจริงในสังคมขณะนี้ จึงสะท้อนผันผวนของน้ำใจไทยได้เป็นอย่างดี

เมื่อสังคมไทยอ้าง “น้ำใจ” มาใช้ในทางที่ผิด
ทุกวันนี้ น้ำใจไทย มักถูกหยิบยกมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นข้อเรียกร้องสำหรับให้ตนและพวกพ้องได้รับผลประโยชน์เหนืออีกฝ่าย อย่างเช่นกรณีลูกค้าของตลาดแห่งหนึ่งไปจอดรถหน้าบ้านจนเกิดเหตุเจ้าของบ้านออกมาใช้ขวานฟันไปที่รถยนต์ของลูกค้าตลาดเสียหาย ทางผู้ขายในตลาดได้รีบทำการถ่ายคลิปและแชร์บนโซเชียลมีเดียอย่างว่องไว พร้อมนำเสนอด้วยมุมมองที่ว่าเจ้าของบ้านช่างแล้งน้ำใจ จอดรถหน้าบ้านไม่นานไม่ควรทำถึงขนาดนั้น ด้วยอารมณ์ร่วมของผู้เข้าชมคลิป จึงได้มีการแชร์ออกไปอย่างล้นหลาม ในระยะแรกมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงน้ำใจเจ้าของบ้าน ที่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แล้วผลสุดท้าย เรื่องราวก็จบแบบกลับตาลปัตร ในมุมที่เจ้าของตลาดนั้นทำผิดกฎหมาย จนนำไปสู่คำสั่งศาลที่ให้ปิดตลาดในที่สุด แต่กระนั้นผู้ขายทั้งหลายต่างก็ยังพยายามออกมาเรียกร้องความเห็นใจที่จะขอค้าขายในพื้นที่เดิมต่อไป

ขณะเดียวกันผู้คนในสังคมโซเชียลมีเดีย เมื่อได้เห็นคลิปที่อัพโหลดบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ พวกเขาเหล่านั้นก็มักสวมวิญญาณเป็นผู้พิพากษาและอัยการอินเทอร์เน็ต สืบเสาะหาข้อมูล พร้อมวิพากษ์วิจารณ์บุคคลในคลิปด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคาย เมื่อพิจารณาแล้ว น่าตั้งคำถามว่าผู้ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราว และผู้ที่วิพากษ์ผู้อื่นนั้น แท้จริงกำลังทำสิ่งที่แล้งน้ำใจอยู่หรือไม่ 

ในมุมมองของน้ำใจในพระพุทธศาสนา อาจจะเป็นมุมมองที่น่าสนใจและนำมาปรับใช้ในสังคมทุกวันนี้ได้ ใน บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๒/๓๒. กล่าวถึง สังคหวัตถุ  หรือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการสงเคราะห์สี่ประการ ได้แก่ ทาน (การให้) เปยยวัชชะ (การพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) สมานัตตา (ความมีตนเสมอกัน) หากเราใช้องค์ประกอบตามนี้เพื่อวัดการกระทำว่าผู้ใดมีน้ำใจ เชื่อว่าแทบทุกคนที่ใช้โซเชียลมีเดียสำหรับวิพากษ์วิจารณ์อย่างเมามันนั้นสอบตกในความเป็นผู้มีน้ำใจ

 

ทำอะไรตามใจคือไทยแท้?
เมื่อเศรษฐกิจและวิถีผู้คนที่วุ่นวายมากขึ้น ผนวกกับจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น การมีน้ำใจเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกัน อาทิ การรู้หน้าที่ตนเอง การเคารพกฎระเบียบ การเคารพสิทธิ์ผู้อื่น หรือการมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม กำลังมีบทบาทในการสร้างความสงบร่มเย็นในการอยู่ร่วมกันมากกว่า 

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวัฒนธรรมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย น้ำใจไทยก็เช่นกัน ในแง่มุมหนึ่งน้ำใจทำให้เกิดการเอื้ออาทร แบ่งปันกัน แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อใช้น้ำใจไปในทางที่ผิด ก็ทำให้เกิดวัฒนธรรม 'หยวนๆ กันไป' ในบางครั้งบางคราว การหยวนกันบ้างแม้เป็นสิ่งที่ควรสำหรับบางโอกาส แต่หากกระทำบ่อยครั้งแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกว่า ใครๆ ก็ทำกันเป็นเรื่องธรรมดา อาทิ การขับรถจักรยานยนต์บนทางเท้า หรือขับย้อนศร และเปิดไฟสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ทั้งที่ย้อนกลับไปเมื่อสักยี่สิบปีก่อน การขับขี่จักรยานยนต์แบบตามใจขนาดนี้อาจพบเห็นไม่บ่อยครั้งเท่าในปัจจุบัน

กรณีเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างก็คือ ในช่วงกราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพระบรมมหาราชวัง เราจะได้เห็นข่าวผู้มีน้ำใจจากทุกสารทิศมาร่วมกันแจกน้ำและอาหาร แก่ผู้มากราบบังคมพระบรมศพ ทว่าเราก็จะได้เห็นภาพข่าวความน่าสะเทือนใจของปริมาณขยะที่ผู้คนทิ้งไว้กลาดเกลื่อนทั่วทุกมุมถนน ในช่วงเวลานั้นหลายคนเอื้อนเอ่ยคำสอนของพ่อ แต่ว่าในขณะเดียวกันผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้นำของพ่อมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเลยแม้แต่น้อย

เมื่อกล่าวถึงการสอนคนไทยให้รู้จักรับผิดชอบและเคารพกฎหมาย ก็ยิ่งดูเป็นเหมือนยาขมที่ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยมักชอบพูดปัดไปทีอย่างรวดเร็วว่า เป็นไปไม่ได้หรอก ทำตามใจคือไทยแท้ แต่ในความจริงแล้วประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ผู้คนมีวินัย ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และรักษาความสะอาดบ้านเมืองได้อย่างสุดยอดนั้น ครั้งหนึ่งก็มีปัญหาที่คล้ายคลึงกับเราในขณะนี้

©Hirata Minoru/japantimes.co.jp
กิจกรรมทำความสะอาดและการรณรงค์ครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น ปีค.ศ. 1964
 

ในรายการหนึ่งทางช่อง TBS ของญี่ปุ่น ได้นำเสนอเรื่องราวในอดีตของญี่ปุ่น ที่แม้แต่ผู้ชมในห้องส่งยังประหลาดใจ โดยในช่วงปี ค.ศ. 1963 อันเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็ว ทว่าผู้คนในช่วงเวลานั้นกลับขาดระเบียบวินัย มีพฤติกรรมคายหมากฝรั่ง ทิ้งขยะไม่เป็นที่เอาเสียเลย แต่เพราะประเทศญี่ปุ่นกำลังจะต้องทำหน้าที่เจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี ค.ศ.1964 รัฐบาลจึงรณรงค์อย่างหนักในการเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนตัวเอง ให้มีระเบียบวินัยในการจัดการขยะอย่างถูกต้อง ด้วยความเอาจริงเอาจังในการรณรงค์อย่างยาวนาน ความเคยชินในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และรักษาความสะอาดบ้านเมืองอย่างหมดจดก็ค่อยๆ ซึมซับจนกลายเป็นดีเอ็นเอของคนญี่ปุ่นในปัจจุบันไปแล้ว 

หรืออีกกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือประเทศจีน ที่มีปัญหาในเรื่องผู้คนไร้ซึ่งการเคารพกฎกติกามารยาทอย่างรุนแรงอันดับต้นๆ ของโลก จนภายหลังรัฐบาลจีนจึงได้ริเริ่มใช้วิธีการ "คะแนนทางสังคม" (Social Credit) ซึ่งรัฐบาลจะเก็บข้อมูลกิจกรรมของประชากรทุกคนในแต่ละวัน หากใครทำผิดฝ่าฝืนกฎระเบียบก็จะถูกหักคะแนนไปเรื่อยๆ โดยจะมีบทลงโทษในการห้ามขึ้นเครื่องบิน และใช้บริการรถไฟความเร็วสูง หลังจากที่มาตรการนี้ถูกนำมาใช้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถึงแม้จะเป็นเพียงการทดลองใช้ในบางส่วน แต่ก็ส่งผลให้ชาวจีนมากกว่า 10 ล้านคน ถูกระงับการซื้อตั๋วเครื่องบิน และซื้อตั๋วรถไฟชั้นธุรกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และเอาจริงเอาจังของรัฐบาลจีนยุคใหม่จึงเป็นที่น่าจับตาว่าจะสามารถเปลี่ยนวิถีผู้คนได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นาน

©Kevin Hong/wired.co.uk
วันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2014 รัฐบาลจีนประกาศแผนการบังคับใช้ระบบคะแนนทางสังคมเป็นครั้งแรก
 

เมื่อหันมามองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย อาจเกิดความรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงคนไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง แต่อย่าลืมว่า การพูดสวัสดี หรือการยืนตรงเคารพธงชาติในเวลาแปดโมงเช้าและหกโมงเย็น ก็เพิ่งเริ่มมีในยุคสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็ซึมซับจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนทำโดยอัตโนมัติไม่มีความเคอะเขินแต่อย่างใด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงวิถีคนไทยให้รู้จักหน้าที่ เคารพกฎหมายและสิทธิ์ของผู้อื่นให้มากขึ้น ก็น่าจะพอมีความหวังอยู่

น้ำใจไทย เพียงแค่รอวันตื่นรู้อีกครั้ง
แม้ในขณะนี้ ทิศทางของวิถีไทยยังอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไร้ทิศทาง ระบบระเบียบกฎเกณฑ์ยังคงถูกท้าทายทุกวัน ไม่นับถึงปัญหาความยากลำบากในการทำมาหากิน จนผู้คนเรียกขานว่าเป็นยุครวยกระจุก จนกระจาย แต่แม้คนไทยจะอยู่ในช่วงยากลำบากจนราวกับว่าการเรียกร้องน้ำใจในเวลานี้ดูเป็นเรื่องไร้สาระ ทว่าจากกรณีโครงการ "ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาล" ที่นักร้อง ตูน บอดี้สแลม วิ่งระดมเงินช่วยเหลือโรงพยาบาล และจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ที่คนในประเทศต่างตื่นตัว และช่วยกันจนได้ยอดบริจาคมากกว่าหนึ่งพันล้านบาท หรือกรณีการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 ที่คนไทยต่างแสดงน้ำใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 

 

ด้วยกรณีที่หยิบยกมานี้อาจกล่าวได้ว่า น้ำใจไทยเป็นเหมือนเสือหลับ ที่ปลุกให้ตื่นได้ตลอดเวลาในยามที่มีเหตุร้ายอย่างกระชั้นชิด ความกระพร่องกระแพร่ง ความผิดพลาดในน้ำใจย่อมเกิดขึ้นตามศักยภาพที่พอจะมี แต่การพร้อมใจช่วยเหลือกัน ท่ามกลางความไม่พร้อมอะไรเลยนี่ล่ะ ที่เป็นเสน่ห์และสีสันของคนไทยในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งรอการตื่นรู้และลงมือทำ

สุดท้ายแล้วหากเราต้องการให้คำว่า "น้ำใจไทย" เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนจริง สามารถเริ่มจากสิ่งเล็กๆ และเรียบง่าย เช่น เข้าห้องน้ำสาธารณะก็คิดถึงคนที่กำลังจะเข้าต่อจากเรา หรือเก็บขยะของตัวเองมาทิ้งที่บ้าน เป็นต้น เพราะบางทีเมื่อเราทุกคนรับผิดชอบในการกระทำของตัวเราเองแล้ว ผู้คนในสังคมอาจจะแทบไม่ต้องเรียกร้อง "น้ำใจ" กันอีกต่อไปเลยก็เป็นได้CT

 
ที่มา:
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554
บทความ “สายนํ้าสงครามคู่นํ้าโขงสายเลือดใหญ่อีสาน รากฐานวัฒนธรรมปลาแดก” โดย วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ จากหนังสือ “วิถีไทยกับสายนํ้า”
บทความ “การวิเคราะห์เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอกวิทย์ ณ ถลาง
บทความ “วิกฤตเชิงคุณค่ากับมุมมองด้านมนุษยศาสตร์” โดย ชวน เพชรแก้ว จาก วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ฉบับวันที่ 14/5/2558 ทาง e-journal.sru.ac.th
รายการ 教えてもらう前と後 ช่อง TBS เผยแพร่และแปลภาษาไทยทาง facebook.com/JapaneseBaobao
หนังสือ “พุทธวจน หมวดธรรม ฉบับ 13 ทาน (การให้)” ปี พ.ศ. 2557
บทความ “China has started ranking citizens with a creepy ‘social credit’ system-here’s what you can do wrong, and the embarrassing, demeaning ways they can punish you.” โดย Alexandra Ma จาก
www.businessinsider.com
 
เรื่อง : อภิชญ์ บุศยศิริ