“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ไม่เพียงแต่เป็นยุทธศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานให้ข้าราชการและพสกนิกร เพื่อเป็นแนวคิดในการแก้ไขปัญหาและก้าวข้ามความท้าทายในการดำรงชีวิต แต่ยังเป็นพระราชจริยวัตรที่ทรงปฏิบัติให้เห็นอยู่เสมอผ่านวิธีการทรงงานในทุกๆ พระราชกรณียกิจของพระองค์ 
 
อย่างไรก็ตาม ศาสตร์พระราชาไม่ใช่เรื่องเฉพาะสำหรับประเทศไทย แต่ยังมีความเป็นสากลเช่นเดียวกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ด้วยการทรงยึดราษฎรเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหา ภาพที่พระองค์ทรงเสด็จไปยังถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศพร้อมแผนที่ผืนใหญ่ ทรงโน้มตัวลงตรัสถามถึงความเดือดร้อนของราษฎร พร้อมทั้งทรงสังเกตสภาพแวดล้อมและถ่ายรูปไว้เป็นข้อมูลประกอบการแก้ปัญหา ล้วนแต่เป็นภาพคุ้นตาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นนักมานุษยวิทยาและนักวิเคราะห์ที่พยายาม “เข้าใจ” และ “เข้าถึง” ปัญหาอย่างถ่องแท้ ซึ่งเทียบได้กับขั้นตอนการเข้าใจปัญหา (Emphatize) ตามหลักการคิดเชิงออกแบบ 
 
ในขณะเดียวกัน พื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ตลอดจนองค์ความรู้ที่พระราชทานจากโครงการในพระราชดำริอย่างฝนหลวงหรือเศรษฐกิจพอเพียง คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการ “พัฒนา” ที่เกิดจากการระบุโจทย์ คิดหาทางเลือก และเชื่อมโยงความเป็นไปได้แบบนักวิทยาศาสตร์  ไปจนถึงการลงมือทำให้เกิดขึ้นจริงอย่างนักประดิษฐ์และนักปฏิบัติ ดังเช่นขั้นตอนการระบุความต้องการ (Define) หาแนวทางแก้ปัญหา (Ideate) พัฒนาต้นแบบ (Prototype) และทดสอบ (Test)
 
การทำความเข้าใจศาสตร์พระราชานั้นอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า คือการทำอย่างไรจึงจะสามารถน้อมนำหลักคิดเพื่อแก้ปัญหาที่มีความเป็นสากลนี้มาประยุกต์ใช้กับตัวเองได้ โดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการให้บริการและมอบการมีชีวิตที่ดีให้กับประชาชน   
 
          “...ทรงใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” นั่นคือก่อนจะทำอะไร ต้องมีความเข้าใจเสียก่อน เข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจผู้คนในหลากหลายปัญหา ทั้งทางด้านกายภาพ ด้านจารีตประเพณีและวัฒนธรรม เป็นต้น และระหว่างการดำเนินการนั้นจะต้องทำให้ผู้ที่เราจะไปทำงานกับเขาหรือทำงานให้เขานั้น “เข้าใจ” เราด้วย  เพราะถ้าเราเข้าใจเขาแต่ฝ่ายเดียว  โดยที่เขาไม่เข้าใจเรา  ประโยชน์คงจะไม่เกิดขึ้นตามที่เรามุ่งหวังไว้  “เข้าถึง” ก็เช่นกัน เมื่อรู้ปัญหาแล้ว เข้าใจแล้ว ก็ต้องเข้าถึง  เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้  และเมื่อเข้าถึงแล้ว  จะต้องทำอย่างไรก็ตามให้เขาอยากเข้าถึงเราด้วย  
          ...ดังนั้น จะเห็นว่าเป็นการสื่อสารสองทางทั้งไปและกลับ ถ้าสามารถทำสองประการแรกได้สำเร็จ เรื่อง “การพัฒนา” จะ ลงเอยได้อย่างดี  เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน ต่างฝ่ายอยากจะเข้าถึงกันแล้ว การพัฒนาจะเป็นการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ให้และผู้รับ...” 
 
                                                                                                                                                                                                               ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล
 
pic-insight1.jpg
การแข่งขันรอบแชมเปี้ยนส์ ลีก ปีพ.ศ. 2555
 
ปัตตานี เอฟซี : ก้าวแรกของสันติภาพ 
ท่ามกลางไฟแห่งความขัดแย้งที่โหมกระหน่ำสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปี การพยายามทำความเข้าใจต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หากต้องการจะยุติปัญหาอย่างยั่งยืน และอาจต้องใช้เวลาไม่น้อยสำหรับความขัดแย้งที่ซับซ้อนและหยั่งรากลึกเช่นนี้ แต่ในอีกทางหนึ่ง การเข้าถึงจิตใจชาวบ้านในพื้นที่เพื่อเยียวยาพวกเขาเท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดที่มี ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐไม่ควรเพิกเฉย
 
ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ. 2552 การแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาคเปิดโอกาสให้ทีมฟุตบอลประจำจังหวัดปัตตานีอย่างสโมสรปัตตานี เอฟซี กลับเข้าสู่วงการฟุตบอลลีกของประเทศไทยอีกครั้ง โดยมีนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นประธานสโมสร หลังจากยุติการเล่นไปเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่การกลับมาในวันเวลาและบริบทแวดล้อมครั้งใหม่นี้ ทำให้สโมสรมีบทบาทที่พิเศษกว่าเดิม เพราะดูเหมือนการชมฟุตบอลจะกลายเป็นความบันเทิงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของชาวปัตตานี โดยทุกครั้งที่มีการแข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งขันในบ้านของตัวเอง ราวกับว่าชาวปัตตานีจะลืมความทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้น และออกมาเชียร์ฟุตบอลกันอย่างคึกคัก ในการแข่งขันรอบแชมเปี้ยนส์ ลีก ในปีพ.ศ. 2555 ที่สนามเรนโบว์สเตเดี้ยม ซึ่งอยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ว่ากันว่ามีแฟนบอลล้นทะลัก ทั้งนั่งที่อัฒจันทร์และยืนบริเวณลู่วิ่งรวมแล้วมากกว่า 10,000 คน สามารถเก็บค่าตั๋วเข้าชมได้กว่า 400,000 บาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร โดยภายหลังในปีพ.ศ. 2557 สนามเรนโบว์สเตเดี้ยมได้รับงบประมาณในการเสริมอัฒจันทร์ จนสามารถจุแฟนบอลได้ถึง 12,000 ที่นั่ง
 
การแข่งขันฟุตบอลของปัตตานี เอฟซี จึงแทบจะเป็นสถานการณ์เดียวที่สามารถรวมชาวปัตตานีหลากเชื้อชาติต่างศาสนา ไม่ว่าจะพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม ให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 90 นาที แต่ก็สร้างความสุขและผ่อนคลายความตึงเครียดให้กับชาวปัตตานีได้บ้าง อีกทั้งยังนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของสันติภาพที่อาจจะเกิดขึ้นในะยะยาว   
 
 
pic-insight2.jpg
ลานกีฬาพัฒน์ 2
 
ลานกีฬาพัฒน์ : เมื่อรัฐคือผู้บริการและคนในพื้นที่คือหัวใจสำคัญ
จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีสุขภาพกายที่แข็งแรงและสุขภาพใจที่ดี และพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็งสามัคคี สำนักราชเลขาธิการ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะ (สสส.) ร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ และบริษัท ฉมาโซเอ็น จำกัด จึงได้พัฒนาพื้นที่รกร้างไร้ประโยชน์บริเวณชุมชนเคหะคลองจั่นและใต้ทางด่วนอุรุพงษ์ ถนนพระรามที่ 6 ให้กลายเป็นลานกีฬาพัฒน์ 1 และ 2 เพื่อเป็นประโยชน์กับคนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ทุกเพศ ทุกวัย โดยเป็นทั้งสนามออกกำลังกายด้วยกีฬาประเภทต่างๆ สวนสุขภาพ สวนสมุนไพร สนามเด็กเล่นเสริมสร้างทักษะ ลานพักผ่อน และลานกิจกรรม ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาทางสุขอนามัยและอาชญากรรม จากการที่คนในชุมชนรู้จักกันอย่างทั่วถึง เกิดความเคลื่อนไหวในพื้นที่ และไม่มีจุดอับ
 
แนวทางการออกแบบของลานกีฬาพัฒน์ คือการให้ชาวบ้านในพื้นที่มีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็น เพื่อให้นักออกแบบเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน เมื่อได้โจทย์ที่ถูกต้องและนำไปพัฒนาเป็นงานออกแบบ ก็จะกลับมาถามชาวบ้านอีกครั้งเพื่อรับฟังความคิดเห็น ในกรณีของลานกีฬาพัฒน์ 1 คำตอบที่ได้นอกเหนือไปจากสมมติฐานตั้งต้นอย่างสนามเปตองและแบดมินตันแล้ว ก็คือความต้องการพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันของครอบครัว รวมไปถึงแนวคิดที่คนในชุมชนต้องการจะร่วมเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ด้วยตนเอง อย่างการปลูกต้นไม้เพิ่มและดูแลความสะอาด 
 
เพราะการที่รัฐริเริ่มโครงการ อำนวยความสะดวกให้เกิดขึ้น แล้วให้พวกเขามีส่วนร่วมตลอดทั้งกระบวนการ นั่นหมายถึงการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ หวงแหน และต้องการเข้ามาใช้งานจริง ลานกีฬาจึงสามารถดำเนินไปได้ในระยะยาวด้วยพลังของคนในชุมชนเอง
 
ที่มา : 
วิกิพีเดีย
นิตยสารคิด Creative Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2559 (ปีที่ 8 ฉบับที่ 3)
วิดีโอ “ลานกีฬาพัฒน์ ๑ (ชุมชนเคหะคลองจั่น)” จาก youtube.com
วิดีโอ “บ้านและสวน : 'ลานกีฬาพัฒน์' ที่สร้างขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 20 พ.ย. 59” จาก youtube.com
บทความ “ลานกีฬาพัฒน์ พัฒนาคุณภาพชีวิตและชุมชน” จาก thaihealth.or.th
บทความ “ปัตตานี FC เชียร์ให้ลืมบึ้ม” จาก bangkokbiznews.com
บทความ “ 'เอเอฟพี' ตีข่าวเอไอเอส ลีก ช่วยสร้างสันติสุข ลดปัญหาภาคใต้” จาก thairath.co.th
บทความ “ไทยเที่ยวไทย : 10 สนามเมืองไทยวิวทิวทัศน์งดงามจนเกิดอารมณ์สุนทรีย์” จาก fourfourtwo.com
 
เรื่อง : นันทกานต์ ทองวานิช