ตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในสาขางานฝีมือและหัตถกรรมในปี 2557 ชี้ให้เห็นว่า สินค้าประเภทหัตถกรรมและหัตถอุตสาหกรรมของประเทศไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากถึง 8.7 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าส่งออกงานหัตถศิลป์ไทยในปีเดียวกันยังมีมูลค่าถึง 5.85 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าของใช้ ของตกแต่ง กลุ่มผ้าทอมือ กลุ่มหัตถกรรม และเซรามิก ตัวเลขที่สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมนี้บ่งบอกอะไรเกี่ยวกับกระแสความนิยมในงานทำมือหรือ Craft Movement ของไทยที่กำลังเกิดขึ้น ขณะนี้ คำว่า “Craft” ที่นอกจากจะแปลตรงตัวว่า หัตถกรรม หรือสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นจากมือของมนุษย์ ยังมีความหมายใดอื่นซ่อนอยู่อีกหรือไม่ บทบาทของงานคราฟต์ในโลกยุคดิจิทัลเป็นอย่างไร อนาคตงานคราฟต์ของไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน และนอกจากตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้ว งานคราฟต์ให้อะไรกับเราบ้าง บทความนี้จะชวนผู้อ่านไปสำรวจเรื่องราวของงานคราฟต์ เพื่อร่วมหาคำตอบต่อคำถามเหล่านี้ไปด้วยกัน

การเดินทางของงานหัตถกรรม
การเกิดขึ้นของงานหัตถกรรมนั้นแทบจะเรียกได้ว่า ตามหลังการก่อกำเนิดของมวลมนุษยชาติมาติดๆ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ด้วยมือเพื่อการดำรงชีพ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปั้นดินเผา อาวุธ หรือแม้แต่เครื่องประดับ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา โดยมีวิวัฒนาการทางด้านทักษะและความซับซ้อนในการผลิตอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง เกิดการสั่งสมประสบการณ์ ค้นพบ ทดลอง และส่งผ่านความรู้จากรุ่นสู่รุ่น งานหัตถกรรมของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น แต่ละอารยธรรมนั้นแตกต่างกันไปตามวัตถุดิบที่หาได้ในพื้นที่ ความเชื่อ และรสนิยม มันจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบันทึกและบอกเล่าประวัติศาสตร์ รวมทั้งไขปริศนามากมายเกี่ยวกับชีวิตของผู้คน
 
craftnow3.jpg
© flickr.com/photos/longo
 
เมื่อโครงสร้างทางสังคมของมนุษย์มีความซับซ้อนขึ้น เกิดเป็นชนชั้นต่างๆ ลักษณะข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำหน้าที่สะท้อนฐานะทางสังคม พร้อมๆ ไปกับแบ่งแยกชนชั้นของผู้คนออกจากกัน จากงานหัตถกรรมพื้นบ้านจึงได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับค่านิยมใหม่ๆ ของชนชั้นปกครอง มีการใช้วัตถุดิบที่มีมูลค่า เป็นของหายาก และต้องอาศัยฝีมือช่างที่มีความละเอียดประณีตเป็นพิเศษ ก่อเกิดเป็นงานช่างฝีมือชั้นสูง ซึ่งวิวัฒน์จนมีรูปลักษณะที่ห่างไกลจากงานหัตถกรรมพื้นบ้านออกไปเรื่อยๆ    

แม้งานฝีมือชั้นสูงจะถูกจำกัดอยู่เฉพาะคนบางกลุ่มในสังคมเท่านั้น แต่ก็นับว่ามีคุณูปการต่องานหัตถกรรมของชาติ เพราะช่วยยกระดับงานช่างแขนงต่างๆ และกลายเป็นเครื่องหมายแสดงอารยธรรมและความเจริญของคนในชาติได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ช่างสิบหมู่ ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเรียกว่ากรมช่างสิบหมู่ ก่อตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์ที่จะรวบรวมช่างสาขาต่างๆ ที่กระจายอยู่ตามกรมกองทั้งหมดมารวมไว้ในที่เดียวกัน คำว่าสิบนั้นบ้างว่ามาจาก “สิปปะ” แปลว่า “ศิลปะ” บ้างก็ว่าเพราะในระยะแรกต้องการจัดไว้เพียงสิบหมู่ และเพิ่มเติมขึ้นในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ช่างสิบหมู่ของไทยเรานั้นประกอบไปด้วยช่างมากกว่าสิบประเภท เช่น ช่างเลื่อย ช่างก่อ ช่างปูน ช่างรัก ช่างแกะ ช่างปั้น ช่างหล่อ ช่างดีบุก ช่างทอง ช่างหยก ช่างประดับกระจก ฯลฯ หากพิจารณาถึงรายละเอียดในกลุ่มงานต่างๆ ของช่างสิบหมู่แล้ว อาจช่วยให้เข้าใจสภาพเศรษฐกิจ สังคม และค่านิยมของยุคสมัยนั้นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

เช่นเดียวกับทั่วโลก การมาถึงของเทคโนโลยีและการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้นำพาความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่งานหัตถกรรม จากการผลิตที่เคยพึ่งพาฝีมือ แรงงาน และความพิถีพิถันของช่าง เครื่องจักรที่มีความแข็งแรง รวดเร็ว และแน่นอนกว่าก็เข้ามาแทนที่ สินค้าจากโรงงานที่มีหน้าตาทันสมัย ราคาถูก และทนทานได้เข้ายึดครองตลาด ชาวบ้านที่เคยประกอบอาชีพเกษตรกรซึ่งมีฝีมือทางช่างย้ายไปทำงานในโรงงาน จากช่างฝีมือผู้สร้างงานหัตถกรรมกลายเป็นแรงงานราคาถูกให้กับการผลิตสินค้าคราวละมากๆ ข้าวของเครื่องใช้ที่ทำด้วยมือจึงเริ่มหายไปจากวิถีชีวิตของผู้คน ในยุคหนึ่ง งานฝีมือกลายเป็นความงามที่ถูกลดค่าและถูกลืมจากทั้งผู้ใช้และผู้ทำ
 
craftnow2.jpg
©  flickr.com/photos/streetsmitty

คุณค่าของงานที่ทำด้วยมืออยู่ตรงไหน จำเป็นหรือไม่ที่เราต้องสนใจและให้ค่า
"The hand is the window on to the mind" - อิมมานูเอล คานต์  (Immanuel Kant) นักปรัชญาชาวเยอรมันเคยกล่าวไว้ว่า “มือคือหน้าต่างของความรู้สึกนึกคิด” และริชาร์ด เซนเนตต์ (Richard Sennett) ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ก็ได้ตอกย้ำคำพูดนี้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ The Craftsman ว่าการลงมือทำ การลองผิดลองถูกครั้งแล้วครั้งเล่าเท่านั้น ที่จะนำเราไปสู่การเรียนรู้และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ เขาเชื่อว่าสิ่งของที่ทำจากมือนั้นสามารถบ่งบอกตัวตนของผู้ที่ทำมันได้ดีที่สุด   

คำถามที่ว่างานฝีมือมีคุณค่าอย่างไร อาจสะท้อนผ่านเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า แคริน แมนสฟิลด์ (Carin Mansfield) ซึ่งย้ายถิ่นฐานจากเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ มาอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยทำงานเป็นนางพยาบาล วันหนึ่งเธอถูกชักชวนจากคนรู้จักให้ก้าวเข้าสู่งานทำเสื้อผ้า โดยที่เธอเองก็ไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรง ครั้งหนึ่งเธอมีโอกาสช่วยทำเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์ ซึ่งฌอง ปอล โกลติเยร์ (Jean Paul Gaultier) เป็นผู้ออกแบบเสื้อผ้า แต่งานท้าทายส่วนมากที่เธอรับทำเสื้อผ้าให้ มักไม่จ่ายค่าจ้างเป็นเงิน หากจ่ายเป็นเสื้อผ้าแทน ทุกวันศุกร์แครินจึงนำเสื้อผ้าเหล่านั้นไปขายที่ตลาดนัดสินค้าวินเทจที่พอร์โทเบลโล กระทั่งเสื้อผ้าเหล่านั้นหมดลงและเธอไม่มีสินค้าจะขาย เธอจึงตัดเย็บเสื้อผ้ามาลองขายบ้าง ปรากฏว่ามันขายได้ และเพื่อนคนหนึ่งก็ได้แนะนำให้แครินนำเสื้อผ้าไปเสนอกับร้านเสื้อผ้าชื่อดัง EGG ซึ่งเน้นเสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์ แปลก และแตกต่าง ในที่สุดเสื้อผ้าของแครินก็ได้วางขายที่นั่น และได้รับความนิยมเป็นพิเศษในหมู่ลูกค้าชาวญี่ปุ่น หนึ่งในนั้นก็คือ เรอิ คาวาคุโบ (Rei Kawakubo) นักออกแบบผู้ก่อตั้งแบรนด์ Comme des Garcons เรอิประทับใจเสื้อของแครินและนำไปวางขายในร้าน Dover Street Market ของเธอในลอนดอน ทั้งคู่ได้ร่วมงานกันอยู่นานถึง 6 ปี ความพิเศษที่ทำให้ใครต่อใครสนใจเสื้อผ้าของเธอ เป็นเพราะแครินทำเสื้อผ้าด้วยวิธีการตัดเย็บแบบดั้งเดิม เน้นการทำงานด้วยมือ ซึ่งแทบจะหาคนทำไม่ได้แล้วในปัจจุบัน เธอเรียกเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ Universal Utility ของเธอว่า Slow Fashion เพราะมันต้องใช้เวลาและความประณีตกว่าเสื้อผ้าในท้องตลาด แครินขายมันในราคาที่ค่อนข้างสูง แม้จะไม่สูงพอให้เธอมีกำไร แต่ก็เป็นวิธีทำเสื้อผ้าที่เธอเลือกและมีความสุขกับมัน เพื่อให้ผู้ที่หลงใหลในงานฝีมือพอจะซื้อไปใส่ได้ เพราะเธอไม่ต้องการให้เสื้อผ้าที่เธอทำกลายเป็นของสะสมราคาแพงสำหรับคุณนายไฮโซเท่านั้น

คนที่คิดและทำอย่างแคริน นับวันคงจะหาได้น้อยลงทุกที แต่เรื่องราวของเธอก็สะท้อนให้เราเห็นว่า การทำงานด้วยมือต้องอาศัยทั้งทักษะและใจรัก และถ้าคุณทำมันได้ดีพอ แม้ว่าราคาจะสูง แต่ก็มีคนที่พร้อมจะจ่ายเพื่อครอบครองมัน และหากธรรมชาติของมนุษย์เราเป็นอย่างที่คานต์และเซนเนตต์เชื่อจริงๆ งานทำมือที่สร้างสรรค์โดยมนุษย์ก็คงไม่มีวันหายไปจากโลกนี้ แม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไปไกลสักเพียงใด “มือ” ก็จะยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เราจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและตัวตนของเราออกไป 

อ่านต่อ Craft NOW! ตอน 2 : Maker เมื่อนักออกแบบลงมือทำเอง

เรื่อง: ภัทรสิริ อภิชิต