“เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้” คือความกระตือรือร้นในการพยายามสร้างต้นแบบการเดินทางปลอดโควิด-19 ระหว่างสัมพันธภาพของสองประเทศแนวแม่น้ำแทสมัน อันได้แก่ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายเปิดไฟเขียวเดินหน้าร่วมกันสร้างข้อกำหนดและมาตรการการเดินทางต่าง ๆ ที่จะทำให้นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศเดินทางไปมาหากันได้อย่างอิสระและไม่จำเป็นต้องกักตัว 14 วัน ซึ่งหากทั้งสองประเทศทำได้จริง คาดว่าจะเป็นต้นแบบแรกของโลกในการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวแบบปลอดภัยเพื่อกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19

แม้จะบอกว่าเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ แต่การแถลงการณ์ของจาซินดา อาร์เดิร์น (Jacinda Ardern) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ภายหลังที่ได้เข้าร่วมการประชุมกับฝ่ายรัฐบาลออสเตรเลียนำโดยนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน (Scott Morrison) ก็ไม่ได้หมายถึงการเร่งรีบเกินจำเป็นในสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนนัก เพียงแต่เป็นการแสดงจุดยืนที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันเร่งพัฒนาโซนการเดินทางปลอดโควิด-19 ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดในเงื่อนไขที่ทั้งสองประเทศพร้อมแล้วเท่านั้น ซึ่งคาดว่าจะสำเร็จได้จริงภายในเดือนกันยายน 2020

No Country Stands Alone
11 ตัวแทนจากภาครัฐบาล 6 สนามบิน 2 สายการบิน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและระบบสาธารณสุขจำนวนรวมกันทั้งหมด 40 ชีวิต คือตัวแทนจากทั้งภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศในนามของ “Trans-Tasman Safe Border Group” ภายใต้การดูแลขององค์กร Australia New Zealand Leadership Forum (ANZLF) ที่ร่วมกันหารือและจัดตั้งข้อเสนอ รวมทั้งวางแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่ต้องปลอดภัยในทุกมิติ เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงที่ทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะพร้อมยินดีเปิดน่านฟ้าให้พลเมืองของทั้งสองประเทศเดินทางไปมาหากันได้อย่างไร้กังวลที่สุด

“ในขณะที่ประเทศของพวกเรายังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสเป็นลำดับแรก เราก็สามารถเริ่มวางแผนและทดสอบสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้ในอนาคต เพื่อช่วยให้เราได้กลับไปหาครอบครัวและเพื่อน ๆ สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย รวมทั้งกระตุ้นการค้าระหว่างกันอีกครั้ง” เอเดรียน ลิตเติลวูด (Adrian Littlewood) หัวหน้าผู้บริหารสนามบินโอ๊คแลนด์ หนึ่งในตัวแทนของ Trans-Tasman Safe Border Group กล่าวถึงหัวใจสำคัญในการจัดตั้งแผนการในครั้งนี้ เพราะแม้สถานการณ์ในตอนนี้ที่ผู้คนควรรักษาระยะห่างระหว่างกันให้ได้มากที่สุด แต่แน่นอนว่าไม่มีใครหรือประเทศใดจะอยู่ได้โดยลำพัง สองประเทศเพื่อนบ้านในซีกโลกใต้อย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็เช่นกัน ที่ต้องการความสัมพันธ์ระหว่างกันยิ่งกว่าช่วงเวลาไหน ๆ เพราะจากสถิติของทั้งสองประเทศพบว่า ทั้งคู่ต่างก็เป็นคู่ค้าคนสำคัญที่ในสถานการณ์ปกติจะมีเม็ดเงินสะพัดไหลเวียนกระตุ้นทั้งธุรกิจระดับเล็ก ระดับกลาง รวมทั้งภาพรวมการท่องเที่ยวระหว่างกันเป็นจำนวนราว ๆ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี อีกทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต่างก็เป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของกันและกัน โดยนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่เดินทางมายังนิวซีแลนด์มีจำนวนมากเป็นอันดับหนึ่ง (เดินทาง 1.5 ล้านครั้งในปี 2019) หรือคิดเป็นสัดส่วนได้ถึง 40% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ส่วนนักท่องเที่ยวชาวนิวซีแลนด์ที่เดินทางไปยังออสเตรเลียก็มีมากเป็นอันดับสองรองจากชาวจีนเท่านั้น (เดินทาง 1.4 ล้านครั้งในปี 2019) หรือคิดเป็นสัดส่วน 15% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

แผนการเปิดเส้นทาง Trans-Tasman Travel นี้จึงไม่ใช่เพียงต้นแบบการเดินทางแบบปลอดภัยหลังโลกยุคใหม่ที่ทำให้คนทั่วโลกตื่นเต้นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศคู่ค้าให้กลับมาคึกคักและมีความหวังอีกครั้ง หลังจากที่วิกฤตโควิด-19 ทำให้จีดีพีของนิวซีแลนด์และออสเตรเลียลดลงที่ 1.6% และ 1.32% ตามลำดับในไตรมาสที่ผ่านมา

The Bond Between Aussies & Kiwis
นอกจากจะเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงในซีกโลกใต้ และยังมีความใกล้เคียงกันในด้านเศรษฐกิจและสังคมแล้ว เหตุผลที่ทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต่างก็เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของกันและกัน เป็นเพราะทั้งสองดินแดนต่างก็เติมเต็มกันและกันได้อย่างลงตัว เพราะทางด้านชาวออสซีผู้นิยมเล่นกีฬาประเภทเอาต์ดอร์และมีนิสัยรักการผจญภัยก็ชื่นชอบที่จะเดินทางไปนิวซีแลนด์ ประเทศที่มีขนาดเล็กกว่า แต่สามารถเดินทางสำรวจธรรมชาติระหว่างเมืองได้สะดวก ไม่เหมือนออสเตรเลียที่มีขนาดประเทศใหญ่กว่ามาก อีกทั้งนิวซีแลนด์ยังเป็นที่ที่เหมาะกับการเล่นสกีและแหล่งรวมกีฬาประเภทเอ็กซ์ตรีมอย่างบันจีจัมพ์ สกายไดฟ์วิง ปีนหน้าผา ฯลฯ ที่ถูกอกถูกใจคนทั่วโลกรวมทั้งชาวออสซีเป็นอย่างมาก ส่วนออสเตรเลียเองแม้จะมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่สวยงามไม่แพ้นิวซีแลนด์ แต่จุดเด่นที่ออสเตรเลียเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับชาวนิวซีแลนด์น่าจะต้องยกให้กับเรื่องสีสันในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ที่มีครบทุกรสชาติ แถมชายหาดจำนวนมากที่สวยยิ่งใหญ่ตระการตากว่า ก็ยากที่ชาวกีวีจะปฏิเสธมาเที่ยวได้เช่นกัน

 


More Unions, More Chances
"มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่จะเรียกความเชื่อมั่นของคนให้กลับมาเดินทางในโซนการท่องเที่ยว Trans-Tasman พวกเราจึงใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อหาหนทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักเดินทางและสามารถปฏิบัติได้จริง เพื่อนำไปสู่การเสนอมาตรการให้ฝ่ายรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศได้ตรวจสอบและพิจารณา”

มาร์กี ออสมันด์ (Margy Osmond) ซีอีโอสภาธุรกิจการท่องเที่ยวและการขนส่งของออสเตรเลีย หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Trans-Tasman Safe Border Group กล่าวถึงกระบวนการสร้างมาตรการเพื่อปกป้องผู้โดยสารตลอดการเดินทางไว้คร่าว ๆ ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดและขั้นตอนการเดินทางแบบปลอดภัยให้สาธารณชนได้รับรู้เพราะอยู่ในช่วงการดำเนินการ แต่ก็มีความเป็นไปได้ด้วยว่า ช่วงเวลาระหว่างนี้ อีกกลุ่มที่ผลักดันให้เกิดการค้าระหว่างทั้งสองประเทศให้เกิดขึ้นได้อย่างเร็ววัน อย่างสภาหอการค้าออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (Australian and New Zealand Chambers of Commerce) ก็กำลังเร่งผลักดันเส้นทางการเดินทางระหว่างแคนเบอร์รา-เวลลิงตัน (Canberra-Wellington) สองเมืองหลวงของทั้งสองประเทศให้เป็นต้นแบบการเดินทางเส้นทางแรก เพื่อสร้างความมั่นใจขั้นต้นในการเดินทางที่ปลอดภัยและช่วยกันฟื้นฟูเศรษฐกิจในรูปแบบการท่องเที่ยวและการค้าให้แก่กัน โดยนอกจากสภาการค้าทั้งสองประเทศจะหารือกันอย่างจริงจังแล้ว ยังได้ร่วมมือกับสายการบินแห่งชาติของทั้งคู่อย่าง Air New Zealand และ Qantas อีกทั้งสองท่าอากาศยานที่ต้องเป็นหน้าด่านรองรับนักเดินทางของทั้งสองเมืองอีกด้วย โดยทางสภาฯ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเส้นทางการเดินทางนี้ได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2563 และหากทำได้สำเร็จจริงตามคาด เส้นทางการเดินทางระหว่างแคนเบอร์รา-เวลลิงตัน จะกลายเป็นสัญลักษณ์และสัญญาณที่ดีในการขยายการเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ อีกได้ในอนาคต ทั้งยังสามารถเป็นต้นแบบการสร้างมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงระหว่างการเดินทางโดยเครื่องบินได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

First, Go to the Heart-Shaped Island!
ในขณะที่สภาการค้าทั้งสองประเทศเร่งผลักดันให้เส้นทางการบินระหว่างแคนเบอร์รา-เวลลิงตัน เกิดขึ้นเป็นเส้นทางสายแรก รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของนิวซีแลนด์ วินสตัน ปีเตอร์ส (Winston Peters) ก็ได้ร่วมหารือกับปีเตอร์ กัตเวน (Peter Gutwein) ผู้ปกครองรัฐแทสมาเนียถึงโอกาสอันดีในการเปิดเส้นทางบินระหว่างนิวซีแลนด์ไปยังแทสมาเนีย (Tasmania) เกาะรูปหัวใจที่อยู่ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย ซึ่งคาดกันว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางแรกของแผนการท่องเที่ยว Trans-Tasman Bubble ด้วยเพราะเกาะแทสมาเนียมีประวัติยอดผู้ติดเชื้อและมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ดีเยี่ยมไม่แพ้กับประเทศนิวซีแลนด์ เกาะแห่งนี้จึงเป็นเกาะเนื้อหอมที่นิวซีแลนด์เล็งเห็นแล้วว่าเหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้นเปิดเส้นทางท่องเที่ยวให้ชาวกีวีและชาวออสซีในเกาะเริ่มต้นเดินทางมาหากันได้ก่อนใคร


In the Phase of Building Trust
แม้จะเห็นถึงความพยายามและความร่วมมือกันอย่างหนักระหว่างทั้งสองประเทศ แต่ในช่วงเวลาเฝ้าระวังการระบาดระลอกสอง (Second Wave) และสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังไม่หยุดนิ่งอยู่ในขณะนี้ โซนการท่องเที่ยวแบบปลอดภัย Trans-Tasman ก็เป็นเรื่องที่จัดการได้ยากเสียจนเหมือนจะไม่มีคำพูดใดกลายเป็นคำสัญญาได้เลยว่า Trans-Tasman Bubble จะเกิดขึ้นได้จริงในเร็ววันและจะเป็นเส้นทางการเดินทางที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ออสเตรเลียยังคงต้องควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อในรัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะรัฐวิกตอเรียที่มียอดผู้ติดเชื้อทะลุเกิน 100 คนอีกครั้ง ซึ่งยังเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ นอกจากนี้ ไซมอน เบอร์มิงแฮม (Simon Birmingham) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน ยังให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอีกว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ออสเตรเลียจะยังคงปิดน่านฟ้าไปจนถึงปี 2021 แม้จะมีความพยายามในการสร้างเส้นทางการเดินทาง Trans-Tasman Bubble ให้เกิดขึ้นจริงก็ตาม นั่นเป็นเพราะมาตรการปิดพรมแดนยังคงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสในขณะนี้ ทางการออสเตรเลียจึงสนับสนุนให้ชาวออสซีหันมาเดินทางท่องเที่ยวในประเทศแทนไปก่อน 

ในส่วนของนิวซีแลนด์ที่เคยทำลายสถิติประเทศปลอดเชื้อโควิด-19 ติดต่อกันนานถึง 24 วันก็ต้องพบกับข้อกังขาครั้งใหม่ถึงมาตรการการตรวจคนเข้าเมืองและการติดตามเฝ้าระวังต่าง ๆ เพราะหลังจากที่ทางสนามบินเวลลิงตันได้ปล่อยตัวนักเดินทางจากสหราชอาณาจักรที่ภายหลังพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อ ให้เดินทางเข้ามายังเมืองเวลลิงตันโดยไม่ต้องทำการกักตัว 14 วันด้วยข้อยกเว้นด้านมนุษยธรรม ก็เกิดคำถามมากมายจากชาวนิวซีแลนด์ถึงช่องว่างของมาตรการการควบคุมและติดตามการแพร่ระบาดที่ยังคงไม่รัดกุมเท่าที่ควร ทางการนิวซีแลนด์จึงได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการให้ทหารเป็นผู้ควบคุมนักเดินทางที่เข้ามายังประเทศให้เข้ารับการกักตัวอย่างเคร่งครัดมากขึ้นต่อจากนี้ไป

แน่นอนว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะส่งผลกระทบถึงแนวทางการสร้างโซนท่องเที่ยวปลอดภัย Trans-Tasman ไม่มากก็น้อย เพราะทั้งสองประเทศต่างก็ต้องการความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันมากที่สุดในเวลานี้ เพราะหากมีข้อผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจหมายถึงแผนการที่ล่าช้าลง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับธุรกิจและภาคส่วนที่หวังพึ่งพาแผนการครั้งนี้ ดังนั้นสิ่งที่จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์กล่าวไว้คงไม่ผิดนักที่จะบอกว่า “แผนการนี้จะไม่นานเกินไปตราบใดที่พวกเราพร้อมแล้วจริง ๆ” (It won’t be too long before we are ready.) และในเมื่อยังไม่มีประเทศไหนสร้างเส้นทางท่องเที่ยวยุคหลังโควิด-19 โดยเครื่องบินได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมมาก่อน ดูเหมือนว่าสิ่งสำคัญที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์พยายามกันอยู่ในตอนนี้ จึงต้องอาศัยความกล้า ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งความรอบคอบอย่างมากที่สุดนั่นเอง

Did You Know?

  • มีชาวนิวซีแลนด์มากกว่า 500,000 คนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในออสเตรเลีย และมีชาวออสเตรเลียที่อาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์ประมาณ 75,000 คน โซนการท่องเที่ยว Trans-Tasman Bubble ครั้งนี้จึงเป็นความหวังครั้งสำคัญที่ทำให้ชาวกีวีและออสซีสามารถกลับบ้านไปหาครอบครัวได้อย่างสะดวกอีกครั้ง
  • นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สกอตต์ มอร์ริสัน (Scott Morrison) ยืนยันว่าจะผลักดันเส้นทางบินภายในประเทศให้สำเร็จเสียก่อนที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวจากนิวซีแลนด์ และดูเหมือนว่าชาวกีวีจะกระตือรือร้นกับแผน Trans-Tasman Travel Bubble นี้มากกว่า เพราะนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวไม่ต่างจากไทย โดยการท่องเที่ยวของนิวซีแลนด์ถือเป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และสามารถสร้างรายได้เป็นจำนวนเงินถึง 40.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2019
  • นอกจากแนวคิด Travel Bubble เพื่อการท่องเที่ยวระหว่างประเทศแล้ว ไอเดีย “Fast Lane” ที่เปิดรับนักธุรกิจและผู้รับราชการให้เข้ามาทำธุระได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วันระหว่างประเทศสิงคโปร์และ 6 เมืองในจีน อันได้แก่ เซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง เทียนจิน ฉงชิ่ง เจียงซูและเจ้อเจียง ก็เป็นไอเดียที่น่าจับตามองเช่นกัน โดยผู้เดินทางจะต้องยื่นขออนุมัติการเดินทาง เข้ารับการตรวจหาไวรัส และเมื่อได้รับการรับรอง ก็ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชันติดตามตัว รวมทั้งไม่สามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะได้
  • ในเบื้องต้น ประเทศไทยมีแผนเข้าร่วม Travel Bubble กับประเทศต่าง ๆ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไต้หวัน จีน ฮ่องกง มาเก๊า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม เมียนมาร์ กัมพูชา และสปป.ลาว ซึ่งอยู่ในระหว่างการหารือกัน


ที่มา :
บทความ “Australia and New Zealand travel bubble: coronavirus-safe plan to reopen border” (มิ.ย.) จาก theguardian.com
บทความ “Australia-New Zealand travel bubble could be in place by September, expert group says” (พ.ค.2020) จาก theguardian.com
บทความ “Deputy Prime Minister Winston Peters moots state-by-state trans-Tasman bubble - starting with Tasmania” (มิ.ย.2020) จาก stuff.co.nz
บทความ “Morrison and Ardern agree on travel ‘bubble’ between New Zealand and Australia” (พ.ค.2020) จาก theguardian.com
บทความ “New Zealand's first Covid cases in 24 days came from UK” (มิ.ย.2020) จาก bbc.com
บทความ “New Zealand's prime minister put the military in charge of new arrivals, saying letting 2 new COVID-19 cases travel the country without being tested was an unacceptable failure” (มิ.ย.2020) จาก businessinsider.com
บทความ “Travel between Australia and New Zealand, coronavirus: The first trans-Tasman tourist flight could take off on July 1 between Canberra and Wellington” (พ.ค.2020) จาก traveller.com.au
บทความ “เปิดโผ Travel Bubble ไทยจะทำร่วมกับใคร!!” จาก wonderfulpackage.com
บทความ “สิงคโปร์เปิด fast lane สำหรับการเดินทางระหว่างสิงคโปร์กับหกเมืองของจีน” จาก ditp.go.th

เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ