เป็นที่น่าจับตามองของคนทั่วโลกว่าทำไมประเทศที่ผ่านพ้นวิกฤตโรคโควิด-19 หรือประเทศที่สามารถควบคุมและจัดการการแพร่ระบาดครั้งนี้ไปได้ มักจะมี “ผู้นำหญิง” อยู่เบื้องหลัง หลายสื่อตั้งประเด็นข้อสังเกตกันว่า เพราะผู้นำหญิงหลายคนมีความรอบคอบและสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมกับที่เลือกแสดงด้านอ่อนโยนและความเห็นอกเห็นใจในยามที่คนในประเทศต้องการได้อย่างถูกที่ถูกเวลา มาดูกันว่าภาวะผู้นำหญิงเหล่านี้จะมีอะไรที่คล้ายกันในการนำพาประเทศของพวกเธอให้รอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

©wikimedia.org

“Things Will Remain Very Hard For A Long Time.”
อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี

ในขณะที่ผู้นำบางประเทศพยายามปลุกใจประชาชนให้สู้และเอาชนะวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไร ในต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) ผู้นำประเทศของเยอรมนี กลับกล้าออกมาประกาศกร้าวถึงความเป็นไปได้ที่ว่า ชาวเยอรมันประมาณ 60-70% อาจติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือคิดเป็นจำนวนคร่าว ๆ ได้ราวกว่า 58 ล้านคน หากยังไม่มีมาตรการที่ช่วยชะลอการแพร่ระบาดครั้งนี้อย่างรัดกุม การออกมาประกาศให้เห็นภาพความจริงอันโหดร้ายข้างหน้าที่แสนเยือกเย็นนี้อาจทำให้หลายคนเสียขวัญ แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ออกมาจากปากผู้นำในครั้งนั้นก็เตือนสติประชาชนให้รู้ได้ทันทีว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

อดีตนักฟิสิกส์ ดีกรีปริญญาเอกปรัชญาสาขาควอนตัมเคมีของแมร์เคิล พ่วงด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนีติดต่อกันกว่า 13 ปี ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังขาในพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และภาวะผู้นำที่เธอสามารถออกมาอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา 2019 ได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังนำเสนอแต่ความจริงเพียว ๆ ไม่ใช่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ที่เธอพยายามสร้างความเข้าใจให้กับประชนได้รับทราบทั่วกันว่าเชื้อไวรัสนี้ยังไม่มีทางรักษา ที่ทำได้ตอนนี้มีเพียงชะลอการแพร่ระบาดเพื่อยื้อเวลาให้กับผู้เชี่ยวชาญได้คิดค้นวิธีการรักษาที่ได้ผลจริง ดังนั้นทางเลือกที่เหลืออยู่จึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ภาครัฐแนะนำ อาทิ การเว้นระยะห่างทางสังคม งดกิจกรรมที่รวมตัวของฝูงชน ฯลฯ พร้อมกับที่ทางรัฐบาลใช้มาตรการเชิงรุกให้ประชนชนสามารถเข้ารับการตรวจเชื้อได้ฟรี

©aa.com.tr

เพราะเมื่อย้อนกลับไปในกลางเดือนมกราคมช่วงที่เยอรมนียังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศ โรงพยาบาลชาริเตในกรุงเบอร์ลิน (Charité Hospital) ก็เตรียมความพร้อมโดยการคิดค้นชุดตรวจสอบไวรัสได้สำเร็จ และทำการโพสต์สูตรการคิดค้นนี้ขึ้นในระบบออนไลน์ เพื่อให้องค์กรและแล็บทดลองต่าง ๆ ในเยอรมนี เตรียมผลิตชุดตรวจสอบไวรัสเก็บไว้ ทำให้สาธารณสุขของเยอรมนีในปัจจุบันมีความสามารถในการตรวจหาเชื้อไวรัสได้มากถึง 350,000 รายต่อสัปดาห์ เมื่อบวกกับการเตรียมความพร้อมด้านระบบบริการสาธารณสุขที่ขยายจำนวนเตียงผู้ป่วยและเครื่องช่วยหายใจให้มีมากขึ้นเกือบเท่าตัวในระยะเวลาอันรวดเร็ว (เดือนเมษายนมี 40,000 เตียงพร้อมเครื่องช่วยหายใจ จากเดิมเดือนมกราคมมี 28,000 เตียง) จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเยอรมนีจึงเป็นประเทศที่ติดอันดับท็อป ๆ ของการพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก แต่กลับมีอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำมาก ๆ เมื่อเทียบกับประเทศยุโรปเพื่อนบ้าน

แม้ขณะนี้มาตรการล็อกดาวน์ประเทศหนึ่งเดือนจะสามารถชะลอการติดเชื้อในเยอรมนีได้ผลดี แต่ก็เป็นอีกครั้งเช่นกันที่นายกฯ แมร์เคิลเลือกออกมาอัพเดตถึงข่าวดีที่ไม่ควรได้ใจในครั้งนี้ว่า แม้กราฟยอดผู้ติดเชื้อในประเทศจะเริ่มดิ่งลงและอัตราการแพร่เชื้อ 1 ต่อ 1 ในขณะนี้จะถือว่าค่อนข้างโอเค แต่หากสถานการณ์ยังคงดำเนินอยู่แบบนี้ต่อไป จำนวนเตียงผู้ป่วยในประเทศก็อาจจะเต็มได้ภายในเดือนตุลาคม และหากไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างรัดกุมจนไปเพิ่มอัตราการติดเชื้อเป็น 1 ต่อ 2 หรือมากกว่านั้น จำนวนเตียงผู้ป่วยก็อาจจะเต็มเร็วขึ้นได้ภายในเดือนกรกฎาคม ข้อเท็จจริงที่ผู้นำประเทศสามารถลงดีเทลและเล่าให้ประชาชนฟังได้อย่างเข้าใจง่าย น่าจะทำให้ชาวเยอรมันรับรู้ถึงสถานการณ์ในประเทศของตัวเองได้เป็นอย่างดี และรู้ตัวว่าควรจะปฏิบัติตัวต่อไปอย่างไร แม้ในตอนที่รัฐบาลจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้วก็ตาม แถมนายกหญิงแกร่งยังออกมาแถลงในภายหลังด้วยว่า นี่ยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการระบาดเท่านั้น และเชื้อไวรัสนี้จะทำให้ชีวิตคุณยากลำบากไปอีกนาน สิ่งที่เยอรมนีต้องทำต่อไปก็คือ “ฉลาดและรอบคอบ”

อ่อนโยนต่อเด็ก
ตรงข้ามกับความตรงไปตรงมาและดูแข็งกร้าวของผู้นำประเทศเยอรมนี คงต้องยกให้กับสองนายกฯ หญิงในประเทศกลุ่มนอร์ดิก อย่างเมตเต เฟรเดอริกเซน (Mette Frederiksen) นายกรัฐมนตรีแห่งเดนมาร์ก และ อาร์นา ซูลบาร์ก (Erna Solberg) นายกรัฐมนตรีของนอร์เวย์ ที่แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยถึงความรู้สึกของเด็กและเยาวชนที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์วิกฤต ซึ่งยากจะเข้าใจว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นและมันรุนแรงแค่ไหน โดยนายกฯ หญิงจากเดนมาร์ก เฟรเดอริกเซน อุทิศเวลาสั้น ๆ 3 นาทีเพื่อตอบคำถามของเด็ก ๆ ชาวเดนมาร์กต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะ และเมื่อเดนมาร์กผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของยุโรปที่อนุญาตให้เด็กช่วงวัยอนุบาลและประถมเริ่มไปโรงเรียนได้ นายกฯ เฟรเดอริกเซนก็เดินทางไปเยี่ยมเยียนเด็กนักเรียนและคุณครูในวันเปิดเทอมวันแรกถึงโรงเรียน เพื่อส่งพลังบวกและกำลังใจ พร้อมย้ำเตือนว่าเด็ก ๆ ยังต้องเว้นระยะห่างกับเพื่อนและหมั่นทำความสะอาดมืออยู่เสมอ ในส่วนของนายกฯ ซูลบาร์กของนอร์เวย์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีฝ่ายครอบครัวและเยาวชน ก็ได้ตั้งโต๊ะตอบคำถามของเด็ก ๆ ที่มีความกังวลใจกับสถานการณ์ดังกล่าวโดยเฉพาะเช่นกัน โดยนายกฯ ซูลบาร์กปลอบโยนเด็ก ๆ ในนอร์เวย์ว่า "มันไม่เป็นไรหรอกนะที่หนู ๆ จะรู้สึกกลัว เมื่อมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายในตอนนี้" ไปจนถึงการตอบว่า แค่เด็ก ๆ อยู่บ้านกับครอบครัวก็ถือเป็นการช่วยเหลือประเทศได้แล้ว เมื่อเด็กนอร์เวย์ถามว่า “What can I do to help?”

 

©wikimedia.org

“Be Strong, Be Kind, We Will Be OK.”
จาซินดา อาร์เดิร์น (Jacinda Ardern) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์

ไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติที่เดินทางหรือเปลี่ยนเครื่องจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้าประเทศ หรือหากเป็นชาวนิวซีแลนด์หรือชาวต่างชาติอื่น ๆ ที่เดินทางเข้าประเทศต้องทำการกักตัวอย่างจริงจัง 14 วัน คือมาตรการเตรียมรับมือกับเชื้อไวรัสที่ตัดสินใจอย่างรวดเร็วล่วงหน้าก่อนถึง 1 เดือน กว่าจะเจอผู้ติดเชื้อรายแรกในแดนกีวี

ต่อมาเมื่อสถานการณ์ทั่วโลกย่ำแย่ลง นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ จาซินดา อาร์เดิร์น (Jacinda Ardern) ก็ได้ทำการสั่งปิดพรมแดนตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม ซึ่งในขณะนั้นพบผู้ติดเชื้อในประเทศเพียง 28 คนเท่านั้น แต่เพราะผู้ป่วยทุกรายมีประวัติการติดเชื้อมาจากต่างประเทศ นายกฯ หญิงจึงเลือกตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดที่อาจลุกลามและส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนทั้งประเทศ จนต่อมาเมื่อพบการติดเชื้อภายในประเทศครั้งแรกในวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งหมายถึงว่าจะควบคุมการติดเชื้อต่อจากนี้ได้ยากยิ่งขึ้น สามวันถัดมา นิวซีแลนด์ก็ประกาศภาวะฉุกเฉินและทำการล็อกดาวน์ทั่วประเทศเป็นเวลา 1 เดือนทันที ผลของการเลือกตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาดนี้ ทำให้นิวซีแลนด์มียอดผู้ป่วยสะสมและจำนวนผู้เสียชีวิตที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก และอัตราการแพร่เชื้อก็ลดลงอยู่ที่ 1 ต่อ 0.48 เท่านั้น จนเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา นิวซีแลนด์ก็สามารถผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ได้สำเร็จ นายกฯ อาร์เดิร์นเรียกชื่อทีมต่อสู้โรคโควิด-19 ในครั้งนี้ว่า “ทีม 5 ล้านคนของเรา” ซึ่งเป็นจำนวนของประชากรทั้งประเทศ พร้อมยกย่องความสำเร็จให้แก่ทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรด้านสาธารณสุข และชาวกีวีทุกคนที่ช่วยกันปฏิบัติตามกฎกติาในขณะล็อกดาวน์ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

©Mark Mitchell/NZME/Bloomberg

นอกจากคำชื่นชมต่อภาวะผู้นำของนายกฯ หญิงแดนกีวีที่ตัดสินใจต่อภาวะวิกฤตได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาดแล้ว ทักษะการสื่อสารและการรู้จักปลอบประโลมใจประชาชนที่แสดงออกให้เห็นทั้งในแถลงการณ์ผ่านทีวีและการตอบคำถามไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กในชุดอยู่บ้านสบาย ๆ ก็สามารถช่วยคลายความกังวลใจให้คนในประเทศได้อย่างอบอุ่นราวกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกันจริง ๆ พร้อมทั้งมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ และการประกาศลดเงินเดือนของตัวเองและคณะรัฐบาลลง 20% เป็นเวลา 6 เดือนเพื่อนำเงินดังกล่าวมาช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ก็สามารถสร้างขวัญกำลังใจให้คนในประเทศอุ่นใจได้ว่ารัฐบาลจะคอยซัพพอร์ตพวกเขาต่อจากนี้ นอกเหนือจากนั้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่นายกฯ อาร์เดิร์นคอยพูดย้ำเตือนประชาชนบ่อยครั้งเพื่อส่งต่อพลังบวกให้กันและกันก็คือ “'Be strong, be kind” พร้อมฝากให้ทุกคนดูแลเพื่อนบ้านและช่วยเหลือกันให้มากที่สุด 

"แม้ตอนนี้จะมีเรื่องที่น่าหวาดหวั่นและคาดเดาไม่ได้เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ดิฉันแน่ใจก็คือ ประเทศของเราเคยผ่านบททดสอบความยากลำบาก ความรุนแรง และเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายมาแล้ว และในตอนที่เราช่วยดูแลกันและกัน ใส่ใจต่อผู้ที่อ่อนแอที่สุด จุดนี้่เองคือสิ่งที่หล่อหลอมชาวนิวซีแลนด์ทั้งหมดให้ได้แสดงตัวตนที่ดีที่สุดของเราออกมา" จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์กล่าวไว้ก่อนการประกาศล็อกดาวน์ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมนายกฯ หญิงจากแดนกีวีที่สามารถเป็นทั้งผู้นำที่เด็ดขาด พร้อม ๆ กับการแสดงความเห็นอกเห็นใจและส่งต่อพลังบวกคนนี้ ถึงได้ใจคนทั้งประเทศและได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

เข้าใจวัยรุ่น
ตำแหน่งผู้นำหญิงอายุน้อยที่สุดในโลกของนายกฯ อาร์เดิร์น ตกไปอยู่กับนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์อย่าง ซันนา มาริน (Sanna Marin) ผู้นำหญิงที่มีอายุเพียง 34 ปีเท่านั้นเมื่อครั้งที่เธอชนะการเลือกตั้งในปีที่ผ่านมา โดยกลยุทธ์ฝ่าฝันกับวิกฤตครั้งนี้ของฟินแลนด์ภายใต้ผู้นำหญิงวัยมิลเลนเนียล เธอเลือกใช้ความเข้าใจวัยรุ่นโดยขอความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ในโลกอินเทอร์เน็ตให้ช่วยกันกระจายข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องจากทางภาครัฐ เพื่อส่งต่อไปยังชาวฟินแลนด์อย่างทั่วถึง เพราะเธอเข้าใจว่าการแถลงการณ์จากภาครัฐผ่านช่องทีวีไม่ได้เข้าถึงคนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โซเชียลมีิเดียจึงเป็นอีกช่องทางในการสื่อสารกับคนที่อายุน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า “หากเราขอความร่วมมือกับเด็กมัธยมปลายที่มีผู้ติดตามราว 1 พันคนเพื่อให้ช่วยแบ่งปันข้อมูลที่ถูกต้อง ก็นับเป็นการช่วยเหลือที่มีค่าเช่นกัน” ซีอีโอของ PING Helsinki หน่วยงานด้านสื่อจากภาคเอกชนที่ร่วมมือกับรัฐบาลของมารินกล่าว

 

©wikimedia.org

“This Success Is No Coincidence.”
ไช่ อิงเหวิน (Tsai Ing-wen) ประธานาธิบดีไต้หวัน

หากไต้หวันมีโอกาสได้เป็นหนึ่งในสมาชิกสหประชาชาติและองค์กรอนามัยโลก ไต้หวันคงเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ารับมือกับโรคโควิด-19 ได้ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถึงจะไม่ได้รับการเอ่ยนามหรือถูกพูดถึงจาก 2 องค์กรใหญ่ สื่อทั่วโลกต่างก็ออกมายกย่องและชื่นชมแล้วว่า ไช่ อิงเหวิน (Tsai Ing-wen) ประธานาธิบดีไต้หวัน สามารถรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างดีเยี่ยมแม้จะต้องลุยเดี่ยวก็ตาม 

อาจเรียกได้ว่าไต้หวันใช้บทเรียนเจ็บแล้วจำในครั้งเมื่อโรคซาร์ส (SARS) ระบาดใหญ่ในปี 2003 ซึ่งเกิดจากการที่รัฐบาลจีนบอกความจริงไม่หมด จนทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคอย่างเลวร้ายไปหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าไต้หวันก็เสียหายไปไม่น้อย ดังนั้นเมื่อได้ยินข่าวโรคปริศนาที่สร้างความเสียหายกับระบบทางเดินหายใจที่พบในเมืองอู่ฮั่นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีอิงเหวินก็ไม่รอช้าและเริ่มจับตาเฝ้าระวังตัวเป็นพิเศษ ถึงขั้นสั่งให้มีการตรวจวัดอุณหภูมิและสังเกตอาการของผู้ที่เดินทางมาจากอู่ฮั่นตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคมปีที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลจีนยังไม่เคยออกมาพูดด้วยซ้ำว่าเชื้อไรวัสนี้สามารถติดต่อผ่านคนสู่คนได้หรือไม่ แต่เพราะไต้หวันเคยได้บทเรียนราคาแพงมาแล้วว่า รัฐบาลจีนอาจปกปิดข้อมูลบางอย่าง เมื่อจีนออกมาประกาศว่าเชื้อไวรัสนี้แพร่มาจากสัตว์สู่คน และไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ทีมงานไต้หวันที่เข้าไปสำรวจกลุ่มคนไข้ในอู่ฮั่นขณะนั้นกลับตั้งข้อสันนิษฐานว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คน ทำให้ในวันที่ 15 มกราคม รัฐบาลไต้หวันเพิ่มความระมัดระวังอีกขั้นด้วยการขึ้นบัญชีโรคติดต่อปริศนา หากโรงพยาบาลใดตรวจพบต้องรายงานกลับมาทางรัฐบาลภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งมาตรการเฝ้าระวังทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีคนติดเชื้อที่ไต้หวันเสียอีก แถมไต้หวันยังก้าวรุดหน้าองค์การอนามัยโลก (WHO) ไปถึง 15 วัน กว่าจะประกาศการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลกในวันที่ 30 มกราคม นอกจากนั้น หลังการประกาศล็อกดาวน์ของเมืองอู่ฮั่น รัฐบาลไต้หวันก็สั่งระงับการส่งออกของหน้ากากอนามัยทั้งหมดเพื่อเตรียมสำรองใช้กับประชาชนในประเทศ พร้อมเร่งการผลิตหน้ากากอนามัยให้เพียงพอต่อบุคลากรทางการแพทย์และชาวไต้หวัน ควบคุมราคาที่เป็นธรรม อีกทั้งยังคิดค้นแอพพลิเคชันให้ประชาชนได้ตามหาซื้อหน้ากากอนามัยได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย

©AFP

“ความสามารถของมนุษย์ที่ร่วมมือกันเอาชนะความท้าทายต่าง ๆ นั้นไร้ขีดจำกัด” ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน เขียนไว้ในบทความที่พูดถึงการรับมือกับโควิด-19 ในเว็บไซต์นิตยสาร Time เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยยอดผู้ป่วยสะสมที่น้อยกว่า 400 คน (ข้อมูลวันที่ 14 เมษายน 2020) ก็ถือเป็นตัวเลขที่ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลไต้หวันในการรับมือต่อโรคระบาดนี้ได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าประธานาธิบดีอิงเหวินไม่ลืมที่จะยกย่องความสำเร็จให้กับทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชน ซึ่งเธอเรียกทีมเวิร์กนี้ว่า “ทีมไต้หวัน” ที่สามารถร่วมกันฝ่าฟันและต่อสู้กับเชื้อไวรัสนี้จนควบคุมสถานการณ์ในประเทศเอาไว้ได้ และแม้เธอจะกล่าวว่าไต้หวันไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก 2 องค์กรระดับโลกข้างต้น แต่ประเทศของเธอก็พร้อมจะแบ่งปันข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถช่วยเหลือผู้คนทั่วโลกในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ต่อไปด้วยกัน

พลังหญิง หรือ แค่โชคดี ?
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจตั้งข้อสังเกตว่าที่ประเทศเหล่านี้สามารถผ่านพ้นวิกฤตโรคโควิด-19 ไปได้ อาจไม่ใช่เพราะปัจจัยของการมีผู้นำเป็นผู้หญิง ส่วนสำคัญอาจจะอยู่ที่ความโชคดีทางด้านสถานะทางการเมือง สังคม ภูมิศาสตร์ ตลอดจนทรัพยากรที่มีพร้อมมากกว่าบางประเทศ แต่ผู้นำที่ดีก็ต้องเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้ในยามยาก ยิ่งในช่วงที่คนในประเทศต่างหวั่นวิตกกับเหตุการณ์ที่น่าหวาดหวั่น อำนาจทั้งหมดในมือที่ประชาชนมอบให้กับคณะผู้นำก็ต้องถึงเวลาแสดงศักยภาพออกมาให้ประชาชนได้ประจักษ์ว่าพวกเขาเลือกคนไม่ผิด แน่นอนว่าผู้นำที่ดีคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศสภาพ แต่ผู้นำที่ดีในเวลานี้น่าจะพิสูจน์ได้ด้วยการที่สามารถนำพาประเทศชาติและประชาชนรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้ว่า ผู้นำหญิงเหล่านี้สอบผ่าน (แม้ตอนนี้โลกจะมีผู้หญิงเป็นผู้นำประเทศเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น) แต่ที่แน่ ๆ คนทั่วโลกในตอนนี้ก็ได้รับรู้แล้วว่า ผู้นำประเทศของพวกเขามีภาวะผู้นำที่ดีพอที่จะฝากอนาคตของชาติและของพวกเขาต่อไปได้อีกหรือไม่

ที่มา:
บทความ "Denmark’s children return to school as government plans to further ease coronavirus restrictions" (15 เม.ย. 2020) จาก foxnews.com
บทความ "Finland taps social media influencers during coronavirus crisis" (31 มี.ค. 2020) จาก politico.eu
บทความ "Merkel warns coronavirus crisis 'still just the beginning'" (23 เม.ย. 2020) จาก bbc.com
บทความ "Norway PM tells kids: 'It is OK to feel scared' during coronavirus" (16 มี.ค. 2020) จาก reuters.com
บทความ "President of Taiwan: How My Country Prevented a Major Outbreak of COVID-19" (16 เม.ย. 2020) จาก time.com
บทความ "What Do Countries With The Best Coronavirus Responses Have In Common? Women Leaders" (13 เม.ย. 2020) จาก forbes.com
บทความ "Women leaders are doing a disproportionately great job at handling the pandemic. So why aren't there more of them?" (16 เม.ย. 2020) จาก edition.cnn.com
บทความ "เตรียมล่วงหน้า สั่งก่อนสาย สูตรสำเร็จสู้โควิด 19 ของนิวซีแลนด์" (10 เม.ย. 2020) จาก ilaw.or.th
บทความ "องค์การอนามัยโลก การเมือง “จีนเดียว” ใน WHO ทำโควิด-19 ระบาดหนัก" (9 เม.ย. 2020) จาก thepeople.co

เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ