ไม่แปลกที่เราจะชื่นชอบคนที่มี “เรื่องราว” น่าสนใจไว้ให้พูดคุยได้เสมอ แล้วถ้าเรามีโอกาสทำความรู้จักกับใครสักคนที่รู้เรื่องราวและเป็น “ประจักษ์พยาน” ในประวัติศาสตร์ความเป็นมานับร้อยปีของกรุงเทพฯ...นั่นคงน่าสนใจไม่น้อย

โอกาสที่ว่านั้นมาถึงแล้ว เมื่อเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2563 หรือ BKKDW2020 เตรียมจัดแสดงผลงาน “Hundred Years Between” นิทรรศการภาพถ่ายที่เปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกของผู้บันทึกภาพ “ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน” ซึ่งได้เดินทางตามรอยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ค้นหาร่องรอยแห่งกาลเวลาที่อาจยังถูกพิทักษ์รักษาในอ้อมกอดของธรรมชาติ อันเป็นเส้นทางเดียวกับเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรนอร์เวย์ การเสด็จประพาสที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในทางประวัติศาสตร์ 

ซึ่งนอกจากผู้เข้าร่วมชมนิทรรศการดังกล่าว จะได้ร่วมสำรวจเรื่องราวอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์จากการศึกษาค้นคว้าพระราชหัตถเลขาที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงมีถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดีกรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี พระราชธิดา รวมทั้งภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่กระตุ้นให้ครุ่นคิดถึงการดำรงอยู่ของตนทั้งในปัจจุบันและอนาคตกาลแล้ว นี่ยังเป็น “ครั้งแรก” ที่สาธารณชนจะได้เข้าชมงานนิทรรศการภาพถ่าย ณ อาคารหลังประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานครอย่าง “ศุลกสถาน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โรงภาษีร้อยชักสาม” (The Custom House) ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามายาวนานกว่า 136 ปี 

เมื่อเอกชนร่วมงานกับกรมศิลป์
“อาคารศุลกสถาน” อาคารเก่าทรงคุณค่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งยืนตระหง่านผ่านกาลเวลาในช่วงเหตุการณ์สำคัญ มากมายของสยามประเทศ กำลังจะฟื้นคืนขึ้นมาทำหน้าที่ครั้งใหม่ในฐานะ “ประจักษ์พยาน” และ “นักเล่าเรื่อง” ในสมัยรัชกาลที่ 5 สู่ผู้คนในปัจจุบัน นี่จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่คนไทยจะได้เรียนรู้ความเป็นมาที่เฟื่องฟูในอดีตผ่านโบราณสถานสำคัญของประเทศ 

โดยบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับสิทธิในการพัฒนาโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม จากกรมธนารักษ์ ได้เปิดพื้นที่การทำงานร่วมกับกรมศิลปากรในการลงพื้นที่สำรวจทางโบราณคดี พร้อมทั้งบันทึกและศึกษารายละเอียดด้านสถาปัตยกรรมของอาคารศุลกสถาน บนที่ราชพัสดุเนื้อที่ 5 ไร่ เพื่อดำเนินการเนรมิตอาคารประวัติศาสตร์อายุกว่า 130 ปีแห่งนี้ ให้กลับมามีชีวิตชีวาและเฟื่องฟูอีกครั้ง พร้อมยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในย่านเจริญกรุงให้แก่ผู้ที่สนใจได้เข้าชมและสัมผัสกับอาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้ด้วยตนเอง

“โรงภาษีร้อยชักสาม ถือเป็นอาคารเก่าแก่ซึ่งอยู่คู่กับย่านเจริญกรุงริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามายาวนาน และเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านของเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมในอดีต สถานที่นี้จึงเป็นเสมือนมรดกของชาติที่ประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งทางผู้บริหารได้เน้นย้ำว่า การพัฒนาฟื้นฟูอาคารแห่งนี้จะต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์และสร้างคุณค่าสําหรับคนรุ่นหลังต่อไปให้มากที่สุด เป็นการนำเอาสิ่งที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ออกมาบอกเล่าอีกครั้งซึ่งอ้างอิงอยู่บนหลักฐานทางประวัติศาสตร์จริงๆ และเป็นการสืบสานเรื่องราวในอดีตสู่คนยุคใหม่ ผ่านการบูรณะ การออกแบบ และเทคโนโลยีที่ร่วมสมัย โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุน จาก กรมธนารักษ์ กรมศิลปากร และทีมผู้เชี่ยวชาญในทุกๆสาขา มาร่วมในงานอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้” คุณปิยพร พรรณเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ยู ซิตี้ กล่าว

ตามดูร่องรอยอารยธรรมของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5
ในอดีต โรงภาษีร้อยชักสาม นอกจากจะใช้เป็นที่ทำการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าและขาออกแล้ว อาคารแห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ของเชื้อพระวงศ์และชาวต่างชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของงานสมโภชเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติพระนครหลังจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2502 อาคารศุลกสถานถูกปรับเป็นที่ทำการของสถานีตำรวจดับเพลิงบางรักยาวนานกว่า 60 ปี ก่อนจะย้ายออกไป และปัจจุบันตัวอาคารถูกปิดการเข้าใช้งาน อยู่ในสภาพทรุดโทรม โดยมีโครงสร้างส่วนหนึ่งชำรุดผุพัง

คุณลีนวัตร ธีระพงษ์รามกุล ที่ปรึกษาด้านการบูรณะอาคารอนุรักษ์ กล่าวว่า “การบูรณะอาคารเก่าจะมีหลักในทำงานที่ต้องเป็นไปตามหลักการบูรณะอาคารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย สำหรับโรงภาษีร้อยชักสาม ก็จะยึดการอนุรักษ์ความงดงามของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเป็นหลัก ให้มีความสมบูรณ์ใกล้เคียงกับความเป็นจริงในอดีตมากที่สุด” 

การบูรณะโรงภาษีร้อยชักสามในครั้งนี้ จะใช้เวลาดำเนินการรวมราว 6 ปี ประกอบด้วยการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดี การบูรณะซ่อมแซมอาคารเดิมจำนวน 3 หลัง รวมถึงการสร้างอาคารใหม่อีก 1 หลัง พร้อมปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นโรงแรม ห้องประชุมสัมมนา ห้องอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยลักษณะการใช้งานทั้งหมดจะอยู่บนหลักของการส่งผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์จากรุ่นสู่รุ่น และการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าถึงพื้นที่ริมน้ำ เพื่อเป็นการส่งเสริมมูลค่าด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนธุรกิจแวดล้อมภายในย่านเจริญกรุงต่อไป  

“ที่สำคัญคือช่วงเวลาหลังงาน Bangkok Design Week 2020 ที่เราจะเปิดให้มีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ระหว่างวันที่ 1-9 กุมภาพันธ์ 2563 แล้ว ทางเราก็จะเริ่มล้อมรั้วเพื่อทำการบูรณะพื้นที่อย่างจริงจัง นี่จึงเป็นโอกาสเดียวที่สาธารณชนจะได้เข้าถึงพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์นี้ โดยเฉพาะเป็นช่วงเวลาระหว่างการขุดค้นทางโบราณคดีโดยรอบพื้นที่ เพื่อนำมาใช้อ้างอิงสำหรับการบูรณะอาคารโบราณสถานและก่อสร้างอาคารใหม่ที่จะเกิดขึ้นภายในพื้นที่ในอนาคต จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการจะได้เรียนรู้และซึมซับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของย่านเจริญกรุงไปพร้อมกัน” คุณปิยพรทิ้งท้าย