ปี 2019 คือปีที่สิงคโปร์กำลังก้าวเดินสู่ขวบปีที่ 54 ในการก่อตั้งประเทศ หลังจากตกเป็นเมืองอาณานิคมของอังกฤษมายาวนานกว่า 150 ปี เกาะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ และเต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติ ความเชื่อ และวัฒนธรรมแห่งนี้ กำลังกอบเก็บทุกคุณค่าสู่การสร้างตัวตนที่เป็นหนึ่งในทุกๆ ด้าน เพื่อให้สมกับชื่อเรียก 'สิงคโปร์' ที่มาจากคำว่า 'สิงหะ–ปุระ' อันหมายถึงเมืองแห่งสิงโต (City of the Lion) ราชันย์แห่งผืนป่าที่พร้อมรับมือบทพิสูจน์สุดท้าทายใหม่ นั่นคือการก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งการออกแบบและศิลปวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในวันเวลาที่สิงคโปร์มีฐานะเป็นเพียงสถานีการค้าของอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 19 ด้วยมีทำเลทองตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือสายสำคัญระหว่างอินเดียและจีน สิงคโปร์จึงประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรม ทั้งคนเชื้อสายมาเลย์จากพื้นที่ใกล้เคียง ผู้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ ชาวบูกิสซึ่งเป็นชาวเรือที่มาจากเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย และชาวอินเดียที่เป็นแรงงานทยอยย้ายเข้ามาตั้งรกรากและทำงานบนเกาะแห่งนี้ ในช่วงเวลาแห่งการเป็นเมืองอาณานิคม อังกฤษไม่ได้สนใจเรื่องของการผสมผสานวัฒนธรรมที่แตกต่างเหล่านี้มากนัก ทำให้แต่ละเชื้อชาติต่างดำรงชีวิตอยู่ภายในกลุ่มก้อนของตนเอง กระทั่งสิงคโปร์ได้รับอิสรภาพและถูกปลดปล่อยให้มีเอกราชโดยสมบูรณ์ในปี 1965 รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้ดำเนินนโยบายในการสร้างสิงคโปร์ที่เป็นหนึ่งเดียวขึ้น 

หลังจากได้รับเอกราช 5 ปี รัฐบาลเลือกขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายสร้างชาติที่เรียกว่า Policy of Survival เพราะนับแต่ปี 1945 จนถึงยุคต้นทศวรรษ 1970 สิงคโปร์ต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยอย่างรุนแรง และยังมีปัญหาด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จำนวนอาชญากรรมและอัตราการว่างงานสูง นอกจากนี้ยังต้องเร่งแก้ปัญหาด้านเชื้อชาติที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงระหว่างคนต่างเชื้อชาติที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ซึ่งการดำเนินนโยบายที่เน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติด้วยการเก็บภาษีในอัตราที่ดึงดูดใจ พร้อมกับการเร่งพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานให้สมบูรณ์ การสร้างแรงงานที่มีคุณภาพและมีวินัยสูง รวมถึงการเข้าควบคุมของภาครัฐที่เข้มงวด ก็ส่งผลให้สิงคโปร์ที่เคยเป็นเพียงเมืองท่าริมฝั่ง กลับกลายมาเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ร่ำรวย เป็นระเบียบ และก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบในช่วงเวลาเพียง 30 กว่าปีให้หลัง 

ภูมิหลังที่แร้นแค้นยิ่งขับดันให้วัฒนธรรมของสิงคโปร์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมั่งคั่งและมั่นคง ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ไม่มีวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งมีอิทธิพลเหนือวัฒนธรรมอื่นๆ แต่พลเมืองชาวสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าชาติจะอยู่รอดได้ ก็เมื่อต้องรวมความแตกต่างและหลากหลายทางวัฒนธรรมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และประชากรทุกเชื้อชาติต้องเรียกขานตนเองว่าเป็น 'ชาวสิงคโปร์' 

ในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้ก้าวไปไกลจากเมืองท่าที่มาเลเซียเคยขับไล่ออกจากสหพันธรัฐ มาสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ล้ำหน้า ประชากรมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยที่ 9% ต่อปี เทียบเท่ากับประชากรในสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังมีเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลายชาติที่มีดินแดนกว้างขวางกว่าและทรัพยากรมากกว่า...แล้วอะไรคือก้าวต่อไปของสิงคโปร์

ไร้ราก...ไม่ไร้วัฒนธรรม
หากก้าวต่อไปของสิงคโปร์ไม่ใช่การขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี หรือการรักษาความสำเร็จที่ประเทศเล็กๆ ก้าวขึ้นมาโดดเด่นเทียบเท่ามหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้ด้วยการทำงานหนัก และทัศนคติแบบ ‘เกียซู’ (kiasu-ภาษาจีนฮกเกี้ยน) ที่หมายถึงความรู้สึกชอบแข่งขันตลอดเวลา ไม่อยากสูญเสียหรือพลาดอะไร สิงคโปร์จะต้องการอะไรเพื่อทำให้ประเทศของตนนั้นไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ เท่ากับความพยายามในการลบคำครหาที่นานาประเทศกล่าวไว้ว่า สิงคโปร์คือประเทศที่ไร้รากวัฒนธรรรมอันอัตลักษณ์ที่สำคัญของประเทศ

ความจริงที่ว่าสิงคโปร์คือประเทศที่หลอมรวมความหลากหลายของต่างชนชาติและภาษามาเป็นเวลานาน ทำให้สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของสิงคโปร์นั้นแทบไม่มีอะไรที่เป็น 'ออริจินัล' หรือเกิดขึ้นดั้งเดิมบนเกาะแห่งนี้เลย ทุกอย่างล้วนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นจีน มาเลย์ หรืออินเดีย ส่งผลให้สิงคโปร์เป็นประเทศหนึ่งที่เคยขาดแคลนงานด้านศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม งานออกแบบ หรือแม้แต่ศิลปะการแสดงประจำชาติ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหาดังกล่าว และได้ลงมือให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เกี่ยวกับการสร้างสรรค์และเผยแพร่งานศิลปะสู่สาธารณชนทั้งภายในประเทศและชาวต่างชาติ โดยคนรุ่นใหม่ของสิงคโปร์เองต่างก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับประเด็นด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด

คณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board) รายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่า สิงคโปร์มีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18.5 ล้านคนในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อนหน้า โดยนักเดินทางจำนวนมากมาจากตลาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ในปีล่าสุดนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางมาที่นี่เพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 3.4 ล้านคน ขณะที่นักเดินทางจากอินเดีย ก็เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 13% อยู่ที่ 1.4 ล้านคน 

เมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเฟื่องฟู รัฐบาลจึงต้องเร่งเสนอแพ็กเกจการท่องเที่ยวทางศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกในวันนี้ใฝ่หา 

Art Takes Over
นอกจากที่สิงคโปร์จะได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานซัมมิตครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา กับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ปี 2018 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นประเทศที่มีความมั่นคงปลอดภัยจนติดอันดับโลกแล้ว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศในฐานะอีกหนึ่งเดสติเนชั่นทางด้านศิลปวัฒนธรรม สิงคโปร์ยังได้จัดงานที่ชื่อว่า 'งานสัปดาห์ศิลปะสิงคโปร์' (Singapore Art Week) ขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีอีกด้วย

ในปีนี้ งานสัปดาห์ศิลปะสิงคโปร์ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 19–27 มกราคม เพื่อเฉลิมฉลองให้กับความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะของสิงคโปร์ และเป็นอีกงานใหญ่ภายใต้ความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน คือ สภาศิลปกรรมแห่งชาติ (National Arts Council – NAC) การท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board - STB) และคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Singapore Economic Development Board) เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะดินแดนแห่งศิลปะที่โดดเด่น ภายใต้ธีม 'Art Takes Over' โดยมีการจัดกิจกรรมและอีเวนต์มากมายตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเกาะ เช่น หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ สถานที่สาธารณะ รวมไปถึงในตรอกซอกซอยเล็กๆ 

ย่านซีวิค ดิสทริคท์และอ่าวมารีน่า, บราส บาซาห์ และบูกิส, จาลัน เบซาร์ และลิตเติลอินเดีย, กิลแมน บาร์แรคส์ และบริเวณใกล้เคียง ล้วนเป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานที่สะท้อนภาพของเมืองแห่งศิลปะที่อยู่เบื้องหลังภาพจำของตึกสูงและความเป็นเมืองของสิงคโปร์ที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย กิจกรรมอย่าง S.E.A Focus: A Spotlight on Southeast Asia ที่กิลแมน บาร์แรคส์ สถานที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของค่ายทหารอังกฤษในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นสนามรบแห่งสุดท้ายของสิงคโปร์ก่อนที่จะพ่ายแพ้สงคราม สามารถดึงดูดคนรักงานศิลปะให้เข้าร่วมเวิร์กช็อปและงานแสดงบูติกอาร์ตที่ส่งเสริมผลงานศิลปะสมัยใหม่ของเอเชียอาคเนย์ให้ผู้คนได้รู้จักและชื่นชมกันอย่างคึกคักตลอดการจัดงาน โดยที่นี่ยังคงเป็นสถานที่ถาวรของบรรดาแกลเลอรี หอศิลป์ และร้านรวงต่างๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะมาตั้งแต่ปี 2012 จนกลายมาเป็นแหล่งรวมงานศิลปะร่วมสมัยของสิงคโปร์ที่สำคัญในปัจจุบัน

สำหรับใครก็ตามที่เคยไปเดินเล่นอยู่บนเกาะสิงคโปร์ คงพบว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่สามารถใช้การเดินเท้าเพื่อสำรวจเมืองได้อย่างเป็นมิตรมากที่สุดเมืองหนึ่งของโลก และหากสังเกตให้ดีจะพบว่าในระหว่างการเดินนั้น เรายังสามารถแวะพักเพื่อดื่มด่ำกับงานศิลปะได้อย่างไม่ยากเย็น ด้วยมีสถานที่ที่รวบรวมงานศิลปะไว้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ (National Gallery Singapore) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ (National Museum of Singapore) พิพิธภัณฑ์ศิลป์และศาสตร์ (ArtScience Museum) ตลอดจนพิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์ (Singapore Art Museum) ซึ่งต่างจัดแสดงผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมอยู่ตลอดทั้งปี

©artwalklittleindia.sg

แม้แต่ย่านที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มต่างๆ ในประเทศอย่างลิตเติลอินเดีย ก็ยังร่วมจัดงานที่ชื่อว่า ARTWALK Little India ขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อแสดงผลงานศิลปะในย่านพื้นที่ทางวัฒนธรรม และทำให้มรดกล้ำค่าทางวัฒนธรรมกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการวาดภาพบนผืนกำแพง นิทรรศการศิลปะ กิจกรรมฉายภาพยนตร์และการแสดงมากมาย พร้อมบอกเล่าเรื่องราวของบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านลิตเติลอินเดียมาช้านาน 

สภาศิลปกรรมแห่งชาติ คือหน่วยงานที่ดูแลงานด้านศิลปกรรมในสิงคโปร์ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนศิลปินและองค์กรด้านศิลปะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการมอบเงินทุน เชื่อมความสัมพันธ์ อำนวยความสะดวก หรือจัดแสดงผลงานศิลปะ เพื่อพัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม และทำให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกๆ คนในสังคม เมื่อได้จับมือทำงานกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของภาคการบริการ ก็ยิ่งทำให้ความพยายามของภาครัฐอย่างคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ ที่มีหน้าที่ในการวางแผนและดำเนินกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลก และสร้างเมืองแห่งศิลปะเกิดขึ้นจริงได้ พร้อมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป ด้วยการสร้างความแตกต่างให้กับสิงคโปร์ในฐานะจุดมุ่งหมายอันมีชีวิตชีวาที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้มาเยือน

เมื่อรวมกับการทำงานอย่างเป็นองคาพยพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในประเทศ เช่น มูลนิธิเพื่อการส่งเสริมศิลปะระดับโลกต่างๆ The Ryan Foundation มูลนิธิศิลปะไม่แสวงหาผลกำไรของสิงคโปร์ที่มีเป้าหมายในการสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นทางศิลปะในสังคม และภาคธุรกิจเอกชนอีกเป็นจำนวนไม่น้อย จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราจึงมีโอกาสได้ชมนิทรรศการจากศิลปินระดับโลกซึ่งจัดขึ้นในสิงคโปร์อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ Andy Warhol: Social Circus ที่รวบรวมคอลเล็กชั่นภาพถ่ายโพลารอยด์โดยแอนดี้ วอร์ฮอล ศิลปินชื่อก้องโลกมาจัดแสดงรวมกันไว้มากที่สุดในเอเชียเมื่อเดือนกันยายน ปี 2016 หรือนิทรรศการ Yayoi Kusama: Life is the Heart of a Rainbow ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม–3 กันยายน ปี 2017 ที่หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ และสามารถดึงดูดผู้เข้าชมจากทั่วโลกได้เป็นประวัติการณ์กว่า 235,000 คน มากที่สุดนับตั้งแต่เปิดทำการหอศิลป์ฯ มา ดร. ยูจีน ทัน (Dr. Eugene Tan) ผู้อำนวยการหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์กล่าวว่า “ภารกิจสำคัญของแกลเลอรีคือการทำให้ผู้ชมทั้งที่เป็นชาวสิงคโปร์และผู้ชมในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เข้าถึงโลกของศิลปะได้ง่ายขึ้นในประเทศของเราเอง”

จากประเทศที่ไร้ราก เต็มไปด้วยการผสมผสานของต่างวัฒนธรรมของพลเมืองราว 6 ล้านคน ที่มีเชื้อชาติแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งจีน มาเลย์ อินเดีย และยังดึงดูดคนเก่งที่มีพรสวรรค์จากต่างประเทศเข้าไปมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ มีภาษาที่ใช้สื่อสารกันมากถึง 4 ภาษา ได้แก่ มาเลย์ อังกฤษ ทมิฬ และจีนแมนดาริน ประเทศเจ้าของมื้ออาหารที่ถูกฟิวชั่นจนแทบนึกไม่ออกว่ามีพื้นเพมาจากเมนูของชนชาติไหน ในวันนี้สิงคโปร์ได้เลือกสร้างตัวตนขึ้นใหม่ผ่านมุมมองทางด้านศิลปวัฒนธรรม ที่แม้หลายคนจะยังมองว่าเป็นเพียงอีกหนึ่งการผสมผสาน แต่จะสำคัญอะไรในเมื่องานศิลปะทุกชิ้นต่างก็รับและส่งแรงบันดาลใจถึงกันเป็นเรื่องปกติ รวมถึงพลวัตรของเมืองที่ย่อมส่งอิทธิพลต่อผู้มาเยือนที่สิงคโปร์แห่งนี้ไม่มากก็น้อย 

รักข้ามวัฒนธรรม
เพราะความรักคืออีกหนึ่งเรื่องของชีวิตที่ก้าวข้ามความแตกต่างได้เสมอ สิ่งนี้กำลังพิสูจน์ความจริงบนดินแดนแห่งความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างสิงคโปร์ เพราะสถิติในปี 2017 พบว่า 22.1% ของคู่แต่งงานในสิงคโปร์ คือการแต่งงานแบบข้ามเชื้อชาติ ซึ่งสถิติที่ว่านี้เพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่านับจากในปี 1997 ที่มีเพียง 8.9% 

ประเทศที่แม้จะดูเหมือนเปิดรับวัฒนธรรมที่หลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อสำรวจให้ลึกลงไปกลับพบว่าสังคมส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ยังคงต้องการรักษาเอกสิทธิ์ในการแต่งงานไว้ภายในกลุ่มเชื้อชาติของตนเท่านั้น (Pure Race) แต่เหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้สถิติคู่รักต่างเชื้อชาติเพิ่มขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือการหลั่งไหลเข้ามาเรียนและทำงานของชาวต่างชาติในสิงคโปร์ และในทางกลับกันชาวสิงคโปร์ก็เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ เช่นกัน อีกเหตุผลก็คือความเจือจางของค่านิยมการแต่งงานภายในเชื้อชาติเดียวกันของชาวสิงคโปร์รุ่นใหม่นั่นเอง 

พอลลิน สตรอจกัน (Paulin Straughan) นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (Singapore Management University) กล่าวว่า “จำนวนคู่แต่งงานต่างเชื้อชาติที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นอีกหนึ่งความหวังของการผสมผสานด้านเชื้อชาติ ซึ่งย่อมส่งผลให้สิงคโปร์กลายเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่แท้จริง เพราะการแต่งงานคือการแสดงออกที่ชัดเจนถึงการยอมรับคู่ชีวิตที่มีความต่าง และยังสะท้อนว่าการแต่งงานในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับสังคมสิงคโปร์อีกต่อไป” 

จากจำนวนคู่แต่งงานต่างเชื้อชาติที่เพิ่มขึ้นพบว่า คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษามากขึ้นมักมีแนวโน้มที่จะให้เสรีภาพกับการเลือกคู่ครองที่ไม่จำกัดเฉพาะเชื้อชาติเดียวกัน นี่จึงอาจเป็นข่าวดีของรัฐบาล เพราะปัจจุบันสิงคโปร์ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการแต่งงานน้อยและมีแนวโน้มประชากรเด็กเกิดใหม่ขาดแคลน ในปี 2017 มีคู่แต่งงานจำนวน 28,212 คู่ เพิ่มขึ้นเพียง 0.9% จากที่ปี 2016 ที่มีคู่แต่งงาน 27,971 คู่ เมื่อบวกกับการที่ประชากรส่วนใหญ่จะแก่ชราลง ซึ่งหากไม่สามารถเพิ่มประชากรได้ สิงคโปร์ก็จะต้องพบกับภาวะวิกฤตคนวัยทำงานลดต่ำภายในปี 2020 นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้โอกาสในการเกิดพรหมลิขิตข้ามเชื้อชาติเป็นไปได้ง่ายขึ้นและถูกขัดขวางน้อยลงในอนาคต

ที่มา: บทความ “More Mixed Marriages Registered in Singapore” โดย Theresa Tan จาก straitstimes.com

 

ที่มา: 
บทความ “ดัชนีดึงดูดคนเก่งโลก: สิงคโปร์ครองอันดับ 2 ส่วนไทยอยู่อันดับ 70” จาก bbc.com
บทความ “ทำไม ‘ทรัมป์-คิม’ ต้องไปคุยนัดประวัติศาสตร์กันที่ ‘สิงคโปร์’ ” จาก khaosod.co.th
บทความ “People's Action Party: Post-independence years” จาก eresources.nlb.gov.sg
บทความ “Singapore” จาก everyculture.com
บทความ “Yayoi Kusama’s Exhibition Draws Record Attendance Since National Gallery Singapore's Opening” จาก channelnewsasia.com

เรื่อง: พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์