[For English, please scroll down.]

ปี 2019 คือปีที่สิงคโปร์กำลังก้าวเดินสู่ขวบปีที่ 54 ในการก่อตั้งประเทศ หลังจากตกเป็นเมืองอาณานิคมของอังกฤษมายาวนานกว่า 150 ปี เกาะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ และเต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติ ความเชื่อ และวัฒนธรรมแห่งนี้ กำลังกอบเก็บทุกคุณค่าสู่การสร้างตัวตนที่เป็นหนึ่งในทุกๆ ด้าน เพื่อให้สมกับชื่อเรียก 'สิงคโปร์' ที่มาจากคำว่า 'สิงหะ–ปุระ' อันหมายถึงเมืองแห่งสิงโต (City of the Lion) ราชันย์แห่งผืนป่าที่พร้อมรับมือบทพิสูจน์สุดท้าทายใหม่ นั่นคือการก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งการออกแบบและศิลปวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในวันเวลาที่สิงคโปร์มีฐานะเป็นเพียงสถานีการค้าของอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 19 ด้วยมีทำเลทองตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือสายสำคัญระหว่างอินเดียและจีน สิงคโปร์จึงประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรม ทั้งคนเชื้อสายมาเลย์จากพื้นที่ใกล้เคียง ผู้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ ชาวบูกิสซึ่งเป็นชาวเรือที่มาจากเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย และชาวอินเดียที่เป็นแรงงานทยอยย้ายเข้ามาตั้งรกรากและทำงานบนเกาะแห่งนี้ ในช่วงเวลาแห่งการเป็นเมืองอาณานิคม อังกฤษไม่ได้สนใจเรื่องของการผสมผสานวัฒนธรรมที่แตกต่างเหล่านี้มากนัก ทำให้แต่ละเชื้อชาติต่างดำรงชีวิตอยู่ภายในกลุ่มก้อนของตนเอง กระทั่งสิงคโปร์ได้รับอิสรภาพและถูกปลดปล่อยให้มีเอกราชโดยสมบูรณ์ในปี 1965 รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้ดำเนินนโยบายในการสร้างสิงคโปร์ที่เป็นหนึ่งเดียวขึ้น 

หลังจากได้รับเอกราช 5 ปี รัฐบาลเลือกขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายสร้างชาติที่เรียกว่า Policy of Survival เพราะนับแต่ปี 1945 จนถึงยุคต้นทศวรรษ 1970 สิงคโปร์ต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยอย่างรุนแรง และยังมีปัญหาด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จำนวนอาชญากรรมและอัตราการว่างงานสูง นอกจากนี้ยังต้องเร่งแก้ปัญหาด้านเชื้อชาติที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงระหว่างคนต่างเชื้อชาติที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ซึ่งการดำเนินนโยบายที่เน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติด้วยการเก็บภาษีในอัตราที่ดึงดูดใจ พร้อมกับการเร่งพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานให้สมบูรณ์ การสร้างแรงงานที่มีคุณภาพและมีวินัยสูง รวมถึงการเข้าควบคุมของภาครัฐที่เข้มงวด ก็ส่งผลให้สิงคโปร์ที่เคยเป็นเพียงเมืองท่าริมฝั่ง กลับกลายมาเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ร่ำรวย เป็นระเบียบ และก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบในช่วงเวลาเพียง 30 กว่าปีให้หลัง 

ภูมิหลังที่แร้นแค้นยิ่งขับดันให้วัฒนธรรมของสิงคโปร์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมั่งคั่งและมั่นคง ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ไม่มีวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งมีอิทธิพลเหนือวัฒนธรรมอื่นๆ แต่พลเมืองชาวสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าชาติจะอยู่รอดได้ ก็เมื่อต้องรวมความแตกต่างและหลากหลายทางวัฒนธรรมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และประชากรทุกเชื้อชาติต้องเรียกขานตนเองว่าเป็น 'ชาวสิงคโปร์' 

ในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้ก้าวไปไกลจากเมืองท่าที่มาเลเซียเคยขับไล่ออกจากสหพันธรัฐ มาสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ล้ำหน้า ประชากรมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยที่ 9% ต่อปี เทียบเท่ากับประชากรในสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังมีเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลายชาติที่มีดินแดนกว้างขวางกว่าและทรัพยากรมากกว่า...แล้วอะไรคือก้าวต่อไปของสิงคโปร์

ไร้ราก...ไม่ไร้วัฒนธรรม
หากก้าวต่อไปของสิงคโปร์ไม่ใช่การขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี หรือการรักษาความสำเร็จที่ประเทศเล็กๆ ก้าวขึ้นมาโดดเด่นเทียบเท่ามหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้ด้วยการทำงานหนัก และทัศนคติแบบ ‘เกียซู’ (kiasu-ภาษาจีนฮกเกี้ยน) ที่หมายถึงความรู้สึกชอบแข่งขันตลอดเวลา ไม่อยากสูญเสียหรือพลาดอะไร สิงคโปร์จะต้องการอะไรเพื่อทำให้ประเทศของตนนั้นไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ เท่ากับความพยายามในการลบคำครหาที่นานาประเทศกล่าวไว้ว่า สิงคโปร์คือประเทศที่ไร้รากวัฒนธรรรมอันอัตลักษณ์ที่สำคัญของประเทศ

ความจริงที่ว่าสิงคโปร์คือประเทศที่หลอมรวมความหลากหลายของต่างชนชาติและภาษามาเป็นเวลานาน ทำให้สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของสิงคโปร์นั้นแทบไม่มีอะไรที่เป็น 'ออริจินัล' หรือเกิดขึ้นดั้งเดิมบนเกาะแห่งนี้เลย ทุกอย่างล้วนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นจีน มาเลย์ หรืออินเดีย ส่งผลให้สิงคโปร์เป็นประเทศหนึ่งที่เคยขาดแคลนงานด้านศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม งานออกแบบ หรือแม้แต่ศิลปะการแสดงประจำชาติ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหาดังกล่าว และได้ลงมือให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เกี่ยวกับการสร้างสรรค์และเผยแพร่งานศิลปะสู่สาธารณชนทั้งภายในประเทศและชาวต่างชาติ โดยคนรุ่นใหม่ของสิงคโปร์เองต่างก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับประเด็นด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด

คณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board) รายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่า สิงคโปร์มีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18.5 ล้านคนในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อนหน้า โดยนักเดินทางจำนวนมากมาจากตลาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ในปีล่าสุดนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางมาที่นี่เพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 3.4 ล้านคน ขณะที่นักเดินทางจากอินเดีย ก็เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 13% อยู่ที่ 1.4 ล้านคน 

เมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเฟื่องฟู รัฐบาลจึงต้องเร่งเสนอแพ็กเกจการท่องเที่ยวทางศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกในวันนี้ใฝ่หา 

Art Takes Over
นอกจากที่สิงคโปร์จะได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานซัมมิตครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา กับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ปี 2018 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นประเทศที่มีความมั่นคงปลอดภัยจนติดอันดับโลกแล้ว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศในฐานะอีกหนึ่งเดสติเนชั่นทางด้านศิลปวัฒนธรรม สิงคโปร์ยังได้จัดงานที่ชื่อว่า 'งานสัปดาห์ศิลปะสิงคโปร์' (Singapore Art Week) ขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีอีกด้วย

ในปีนี้ งานสัปดาห์ศิลปะสิงคโปร์ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 19–27 มกราคม เพื่อเฉลิมฉลองให้กับความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะของสิงคโปร์ และเป็นอีกงานใหญ่ภายใต้ความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน คือ สภาศิลปกรรมแห่งชาติ (National Arts Council – NAC) การท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board - STB) และคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Singapore Economic Development Board) เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะดินแดนแห่งศิลปะที่โดดเด่น ภายใต้ธีม 'Art Takes Over' โดยมีการจัดกิจกรรมและอีเวนต์มากมายตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเกาะ เช่น หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ สถานที่สาธารณะ รวมไปถึงในตรอกซอกซอยเล็กๆ 

ย่านซีวิค ดิสทริคท์และอ่าวมารีน่า, บราส บาซาห์ และบูกิส, จาลัน เบซาร์ และลิตเติลอินเดีย, กิลแมน บาร์แรคส์ และบริเวณใกล้เคียง ล้วนเป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานที่สะท้อนภาพของเมืองแห่งศิลปะที่อยู่เบื้องหลังภาพจำของตึกสูงและความเป็นเมืองของสิงคโปร์ที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย กิจกรรมอย่าง S.E.A Focus: A Spotlight on Southeast Asia ที่กิลแมน บาร์แรคส์ สถานที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของค่ายทหารอังกฤษในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นสนามรบแห่งสุดท้ายของสิงคโปร์ก่อนที่จะพ่ายแพ้สงคราม สามารถดึงดูดคนรักงานศิลปะให้เข้าร่วมเวิร์กช็อปและงานแสดงบูติกอาร์ตที่ส่งเสริมผลงานศิลปะสมัยใหม่ของเอเชียอาคเนย์ให้ผู้คนได้รู้จักและชื่นชมกันอย่างคึกคักตลอดการจัดงาน โดยที่นี่ยังคงเป็นสถานที่ถาวรของบรรดาแกลเลอรี หอศิลป์ และร้านรวงต่างๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะมาตั้งแต่ปี 2012 จนกลายมาเป็นแหล่งรวมงานศิลปะร่วมสมัยของสิงคโปร์ที่สำคัญในปัจจุบัน

สำหรับใครก็ตามที่เคยไปเดินเล่นอยู่บนเกาะสิงคโปร์ คงพบว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่สามารถใช้การเดินเท้าเพื่อสำรวจเมืองได้อย่างเป็นมิตรมากที่สุดเมืองหนึ่งของโลก และหากสังเกตให้ดีจะพบว่าในระหว่างการเดินนั้น เรายังสามารถแวะพักเพื่อดื่มด่ำกับงานศิลปะได้อย่างไม่ยากเย็น ด้วยมีสถานที่ที่รวบรวมงานศิลปะไว้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ (National Gallery Singapore) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ (National Museum of Singapore) พิพิธภัณฑ์ศิลป์และศาสตร์ (ArtScience Museum) ตลอดจนพิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์ (Singapore Art Museum) ซึ่งต่างจัดแสดงผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมอยู่ตลอดทั้งปี

©artwalklittleindia.sg

แม้แต่ย่านที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มต่างๆ ในประเทศอย่างลิตเติลอินเดีย ก็ยังร่วมจัดงานที่ชื่อว่า ARTWALK Little India ขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อแสดงผลงานศิลปะในย่านพื้นที่ทางวัฒนธรรม และทำให้มรดกล้ำค่าทางวัฒนธรรมกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการวาดภาพบนผืนกำแพง นิทรรศการศิลปะ กิจกรรมฉายภาพยนตร์และการแสดงมากมาย พร้อมบอกเล่าเรื่องราวของบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านลิตเติลอินเดียมาช้านาน 

สภาศิลปกรรมแห่งชาติ คือหน่วยงานที่ดูแลงานด้านศิลปกรรมในสิงคโปร์ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนศิลปินและองค์กรด้านศิลปะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการมอบเงินทุน เชื่อมความสัมพันธ์ อำนวยความสะดวก หรือจัดแสดงผลงานศิลปะ เพื่อพัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม และทำให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกๆ คนในสังคม เมื่อได้จับมือทำงานกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของภาคการบริการ ก็ยิ่งทำให้ความพยายามของภาครัฐอย่างคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ ที่มีหน้าที่ในการวางแผนและดำเนินกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลก และสร้างเมืองแห่งศิลปะเกิดขึ้นจริงได้ พร้อมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป ด้วยการสร้างความแตกต่างให้กับสิงคโปร์ในฐานะจุดมุ่งหมายอันมีชีวิตชีวาที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้มาเยือน

เมื่อรวมกับการทำงานอย่างเป็นองคาพยพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในประเทศ เช่น มูลนิธิเพื่อการส่งเสริมศิลปะระดับโลกต่างๆ The Ryan Foundation มูลนิธิศิลปะไม่แสวงหาผลกำไรของสิงคโปร์ที่มีเป้าหมายในการสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นทางศิลปะในสังคม และภาคธุรกิจเอกชนอีกเป็นจำนวนไม่น้อย จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราจึงมีโอกาสได้ชมนิทรรศการจากศิลปินระดับโลกซึ่งจัดขึ้นในสิงคโปร์อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ Andy Warhol: Social Circus ที่รวบรวมคอลเล็กชั่นภาพถ่ายโพลารอยด์โดยแอนดี้ วอร์ฮอล ศิลปินชื่อก้องโลกมาจัดแสดงรวมกันไว้มากที่สุดในเอเชียเมื่อเดือนกันยายน ปี 2016 หรือนิทรรศการ Yayoi Kusama: Life is the Heart of a Rainbow ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม–3 กันยายน ปี 2017 ที่หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ และสามารถดึงดูดผู้เข้าชมจากทั่วโลกได้เป็นประวัติการณ์กว่า 235,000 คน มากที่สุดนับตั้งแต่เปิดทำการหอศิลป์ฯ มา ดร. ยูจีน ทัน (Dr. Eugene Tan) ผู้อำนวยการหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์กล่าวว่า “ภารกิจสำคัญของแกลเลอรีคือการทำให้ผู้ชมทั้งที่เป็นชาวสิงคโปร์และผู้ชมในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เข้าถึงโลกของศิลปะได้ง่ายขึ้นในประเทศของเราเอง”

จากประเทศที่ไร้ราก เต็มไปด้วยการผสมผสานของต่างวัฒนธรรมของพลเมืองราว 6 ล้านคน ที่มีเชื้อชาติแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งจีน มาเลย์ อินเดีย และยังดึงดูดคนเก่งที่มีพรสวรรค์จากต่างประเทศเข้าไปมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ มีภาษาที่ใช้สื่อสารกันมากถึง 4 ภาษา ได้แก่ มาเลย์ อังกฤษ ทมิฬ และจีนแมนดาริน ประเทศเจ้าของมื้ออาหารที่ถูกฟิวชั่นจนแทบนึกไม่ออกว่ามีพื้นเพมาจากเมนูของชนชาติไหน ในวันนี้สิงคโปร์ได้เลือกสร้างตัวตนขึ้นใหม่ผ่านมุมมองทางด้านศิลปวัฒนธรรม ที่แม้หลายคนจะยังมองว่าเป็นเพียงอีกหนึ่งการผสมผสาน แต่จะสำคัญอะไรในเมื่องานศิลปะทุกชิ้นต่างก็รับและส่งแรงบันดาลใจถึงกันเป็นเรื่องปกติ รวมถึงพลวัตรของเมืองที่ย่อมส่งอิทธิพลต่อผู้มาเยือนที่สิงคโปร์แห่งนี้ไม่มากก็น้อย 

รักข้ามวัฒนธรรม
เพราะความรักคืออีกหนึ่งเรื่องของชีวิตที่ก้าวข้ามความแตกต่างได้เสมอ สิ่งนี้กำลังพิสูจน์ความจริงบนดินแดนแห่งความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างสิงคโปร์ เพราะสถิติในปี 2017 พบว่า 22.1% ของคู่แต่งงานในสิงคโปร์ คือการแต่งงานแบบข้ามเชื้อชาติ ซึ่งสถิติที่ว่านี้เพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่านับจากในปี 1997 ที่มีเพียง 8.9% 

ประเทศที่แม้จะดูเหมือนเปิดรับวัฒนธรรมที่หลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อสำรวจให้ลึกลงไปกลับพบว่าสังคมส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ยังคงต้องการรักษาเอกสิทธิ์ในการแต่งงานไว้ภายในกลุ่มเชื้อชาติของตนเท่านั้น (Pure Race) แต่เหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้สถิติคู่รักต่างเชื้อชาติเพิ่มขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือการหลั่งไหลเข้ามาเรียนและทำงานของชาวต่างชาติในสิงคโปร์ และในทางกลับกันชาวสิงคโปร์ก็เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ เช่นกัน อีกเหตุผลก็คือความเจือจางของค่านิยมการแต่งงานภายในเชื้อชาติเดียวกันของชาวสิงคโปร์รุ่นใหม่นั่นเอง 

พอลลิน สตรอจกัน (Paulin Straughan) นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (Singapore Management University) กล่าวว่า “จำนวนคู่แต่งงานต่างเชื้อชาติที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นอีกหนึ่งความหวังของการผสมผสานด้านเชื้อชาติ ซึ่งย่อมส่งผลให้สิงคโปร์กลายเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่แท้จริง เพราะการแต่งงานคือการแสดงออกที่ชัดเจนถึงการยอมรับคู่ชีวิตที่มีความต่าง และยังสะท้อนว่าการแต่งงานในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับสังคมสิงคโปร์อีกต่อไป” 

จากจำนวนคู่แต่งงานต่างเชื้อชาติที่เพิ่มขึ้นพบว่า คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษามากขึ้นมักมีแนวโน้มที่จะให้เสรีภาพกับการเลือกคู่ครองที่ไม่จำกัดเฉพาะเชื้อชาติเดียวกัน นี่จึงอาจเป็นข่าวดีของรัฐบาล เพราะปัจจุบันสิงคโปร์ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการแต่งงานน้อยและมีแนวโน้มประชากรเด็กเกิดใหม่ขาดแคลน ในปี 2017 มีคู่แต่งงานจำนวน 28,212 คู่ เพิ่มขึ้นเพียง 0.9% จากที่ปี 2016 ที่มีคู่แต่งงาน 27,971 คู่ เมื่อบวกกับการที่ประชากรส่วนใหญ่จะแก่ชราลง ซึ่งหากไม่สามารถเพิ่มประชากรได้ สิงคโปร์ก็จะต้องพบกับภาวะวิกฤตคนวัยทำงานลดต่ำภายในปี 2020 นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้โอกาสในการเกิดพรหมลิขิตข้ามเชื้อชาติเป็นไปได้ง่ายขึ้นและถูกขัดขวางน้อยลงในอนาคต

ที่มา: บทความ “More Mixed Marriages Registered in Singapore” โดย Theresa Tan จาก straitstimes.com

 

ที่มา: 
บทความ “ดัชนีดึงดูดคนเก่งโลก: สิงคโปร์ครองอันดับ 2 ส่วนไทยอยู่อันดับ 70” จาก bbc.com
บทความ “ทำไม ‘ทรัมป์-คิม’ ต้องไปคุยนัดประวัติศาสตร์กันที่ ‘สิงคโปร์’ ” จาก khaosod.co.th
บทความ “People's Action Party: Post-independence years” จาก eresources.nlb.gov.sg
บทความ “Singapore” จาก everyculture.com
บทความ “Yayoi Kusama’s Exhibition Draws Record Attendance Since National Gallery Singapore's Opening” จาก channelnewsasia.com

เรื่อง: พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์


Singapore…Marrying Culture

2019 marks the 54th anniversary of Singapore gaining independence after over 150 years under British colonial rule. This small island situated on a strategic location with a rich diversity of ethnicities, beliefs and cultures is harvesting its every value to create an identity of excellence to match its name. “Singapore” comes from the word “Singapura” which means “City of the Lion”. The king of the jungle is now ready for a new challenge: becoming the greatest design, art and cultural city in Southeast Asia.

During the 19th century, Singapore was established as a British trading post thanks to its location on an important sea route between India and China. Singapore was therefore made up of people from different ethnicities and cultures. Malays from nearby areas, immigrants from mainland China, Bugis or the sea people from Sulawesi Island in Indonesia, and Indian labourers gradually moved in to settle down and work on the island. During its colonial years, the British did not pay much interest in the assimilation of different cultures and each ethnic group lived separately. It was not until Singapore gaining its independence in 1965 that the government implemented the policy to create one united Singapore.

Five years after independence, the government chose to adopt the Policy of Survival to drive the country forward. From 1945 to early 1970s, Singapore suffered severe housing shortages as well as inefficient basic infrastructures, high crime and unemployment rates along with an urgent need to tackle ethnic problems which caused interracial aggression between people who lived in the same community. The implementation of the policy which focused on drawing in foreign investments with attractive tax rates, quickly developing basic infrastructure, building quality and disciplined workforce, as well as exercising strict government control had transformed a small, former port city like Singapore into a wealthy, orderly, developed and fully industrialized country in just over 30 years.

Its impoverished history drove Singapore to build its culture on the foundation of wealth and stability among its cultural diversity where no culture has influence over others. However, Singaporean citizens all agreed that, for the country to survive, the cultural differences and diversity must be united as one and people of every ethnicity must call themselves “Singaporeans”.

Over the past 5 decades, Singapore has come a long way from a port city that was expelled from the Federation of Malaysia into a nation with highly advanced economy. It boasts an average 9% increase of income per capita annually, which is comparable to the United States, along with ongoing political stability and economic wealth compared to many neighbouring countries which are better endowed with land and resources. What then is Singapore’s next step?

Rootless…Not Cultureless
If the next step is not to become the leader in the development of science, mathematics and technology, or to maintain the success that matched the world’s economic superpowers with diligence and “kiasu” (ever-competitive attitude), what Singapore wants in order to take itself further is to erase the criticism that it is a country without cultural roots and identity.

The truth is Singapore is the country where the melting of diverse ethnicities and languages has taken place for so long that it barely has any “original” cultural assets. Everything was influenced by different cultures--Chinese, Malay and Indian, and that once resulted in a lack of art and cultural works, literatures, design or even performing arts. However, the government recognises this problem and provides support for the creation and publicity of artworks at both national and international levels. New-gen Singaporeans also clearly express their interest in art and cultural issues.

The Singapore Tourism Board recently reported that the country welcomed a record-breaking 18.5 million tourists last year, a 6.2% increase from the previous year. The majority of tourists came from big markets like China and India. The number of Chinese tourists visiting Singapore rose 6% to 3.4 million last year while the number of Indian tourists increased 13% to 1.4 million. 

As tourism flourishes, the government is quick to offer art and cultural tour packages that tourists from all over the world are looking for today.

Art Takes Over
Singapore was chosen for the historic summit meeting between North Korean Chairman Kim Jong-un and U.S. President Donald Trump on 12 June 2018, which reinforces its reputation as one of the safest countries in the world. It also holds the annual Singapore Art Week to promote its tourism and image as a destination for art and culture.

In 2019, the Singapore Art Week took place for the 7th year during 19-27 January to celebrate the country’s artistic creativity. Jointly organised by the National Arts Council, Singapore Tourism Board, and the Singapore Economic Development Board, this major event reinforces Singapore's image as a leading arts destination under the theme “Art Takes Over”. Various activities were held in venues across the island such as galleries, museums, public spaces and small alleys.

The Civic District, Marina Bay, Bras Basah, Bugis, Jalan Besar, Little India, Gillman Barracks and neighbouring areas where the Art Week took place all reflected the image of an art city behind the familiar stereotype of skyscrapers and metropolis. Activities like S.E.A Focus: A Spotlight on Southeast Asia was held at Gillman Barracks, the British army's former camp before World War II and Singapore’s last battlefield before falling to the Japanese. Many art lovers came to join workshops and art exhibitions which promoted Southeast Asia’s modern arts throughout the event. Home to many art galleries, museums and shops since 2012, Gillman Barracks is the main centre of contemporary Singaporean art today.

Anyone who has been to Singapore will find that it is one of most pedestrian-friendly countries in the world. While walking around the city, we can easily take a break to appreciate arts since there are several art centres to serve its residents and tourists throughout the year such as National Gallery Singapore, National Museum of Singapore, ArtScience Museum and Singapore Art Museum.
Even residential areas such as Little India also take part in the Art Week. ARTWALK Little India is held every year to showcase its local artworks and revive its precious cultural heritage through wall murals, art exhibitions, film screening and many other performances. Those activities tell the stories of the people who have lived in Little India for a long time.

The National Arts Council champions the arts in Singapore and provides supports for artists and art organisations: from funding, connecting and facilitating to showcasing artworks. It aims to develop Singapore as an art and cultural city and make the arts an integral part of everyone's lives. Its cooperation with the Singapore Tourism Board and the Singapore Economic Development Board, the government agency responsible for planning and executing strategies to enhance Singapore’s position as a global business centre, carries out the government’s attempt to develop Singapore as a city of art while building sustainable economic growth. By creating a distinction for Singapore as an art and cultural city, the country becomes a lively destination that inspires visitors.

Thanks to the collaboration of related organisations—from art foundations such as the Ryan Foundation, a non-profit organisation promoting arts awareness, to many organisations from the business sector, we often have an opportunity to see exhibitions by world-renowned artists in Singapore. In September 2016, “Andy Warhol: Social Circus” presented the largest collection of Warhol's polaroids to be shown in Asia. The exhibition “Yayoi Kusama: Life is the Heart of a Rainbow” which was held during 9 June to 3 September 2017 at the National Gallery Singapore attracted over 235,000 visitors from around the world, the highest attendance since its opening. “It is an important mission of the Gallery to make the arts more accessible for the audiences in both Singapore and Southeast Asia.” said Dr Eugene Tan, the Director of the National Gallery Singapore.

Singapore was a rootless country, a blend of different cultures and ethnicities of around 6 million citizens comprising Chinese, Malay and Indian with four official languages: English, Malay, Mandarin, and Tamil. It ranks second as the country that attracts talented expats the most after Switzerland. Its cuisine is a fusion of diverse cultural influences that it is hard to tell the origin. Today, Singapore chooses to create a new identity through an art and cultural perspective. Even though some might see it as yet another fusion, but why that should matter when every artwork is usually a give and take of inspiration and the dynamic of the city certainly influences its visitors, more or less.

Story: Patcharin Pattanaboonpaiboon