สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่เสื่อมโทรม ความยากจน และการถูกละเลยเพิกเฉยจากสังคม คือแรงผลักดันให้ชาวแอฟริกันอเมริกันและชาวเปอร์เตอร์ริกันที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กซิตี้สร้างตัวตนและพื้นที่ทางสังคมผ่านการแร็ปและวัฒนธรรมฮิปฮอปที่เปรียบเสมือนกระบอกเสียงของหนุ่มสาวผู้ที่รู้สึกว่าไม่มีใครในสังคมรับฟัง จากเทคนิคการพูดตามจังหวะเสียงเพลงของเอ็มซีเพื่อแนะนำดีเจเปิดแผ่นในงานบล็อกปาร์ตี้ในอพาร์ทเมนท์ที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความสนุกสนานและลบเลือนความเครียดให้กับผู้คนในเขตบร็องซ์ตอนใต้ การแร็ปกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฮิปฮอปที่ขยายตัวข้ามไปยังเขตต่างๆ ในเมืองแห่งนี้ กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกไม่ว่าชาติไหนและผิวสีอะไรในภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับแร็ปเปอร์ เปลี่ยนพวกเขาจากคนธรรมดาให้กลายเป็นศิลปินแถวหน้าของวงการดนตรีระดับโลก และเป็นมหาเศรษฐีที่ใครๆ ต่างจับตามอง อีกทั้งกลายเป็นสำเนียงเฉพาะให้กับมหานครที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้ 

©Jan Strecha/Unsplash

ปาร์ตี้เปลี่ยนสลัมเป็นตำนาน 
ในปี 1960 เขตบร็องซ์ตอนใต้ตกอยู่ในความเสื่อมโทรมและกลายเป็นหนึ่งในเขตที่ยากจนมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ชาวผิวขาวอพยพหนีความยากจนไปสร้างชีวิตใหม่ในเขตแมนแฮตตัน เขตบร็องซ์ตอนใต้จึงเหลือแต่ชาวแอฟริกันอเมริกันและชาวเปอร์เตอร์ริกันอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ ผลกระทบจากการสร้างทางด่วน Cross Bronx Express ตัดผ่านย่านต่างๆ ในเขตบร็องซ์ เช่น การทำลายชุมชนในบริเวณนั้น หรือการทำให้บ้านเรือนเสียหาย ทำให้ชาวแอฟริกันอเมริกันและชาวเปอร์เตอร์ริกันเริ่มพากันละทิ้งถิ่นฐานเพื่อไปตั้งรกรากในเขตบรู๊กลินและควีนส์ ส่งผลให้อัตราพื้นที่อยู่อาศัยที่รกร้างในเขตบร็องซ์ตอนใต้มีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเวลานั้น 

ในขณะที่พื้นที่ที่รกร้างว่างเปล่าถูกแทนที่ด้วยแก๊งค์อันธพาล เหตุลักลอบวางเพลิง และยาเสพติดมากขึ้น ความสนใจใยดีของรัฐบาลและตำรวจ NYPD ต่อเขตนี้กลับมีน้อยลง การเพิกเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบร็องซ์ตอนใต้เติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมและสังคมที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาไม่เป็นที่ต้องการและไม่มีใครสนใจ “เราเดินไปตามถนน เห็นตึกร้างมากมาย และสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ลงเงินช่วยเหลือเพื่อมาพลิกฟื้นชุมชนแห่งนี้ นอกจากนี้คุณจะเห็นนักการเมืองแวะเวียนกันมาที่บร็องซ์แต่พวกเขาไม่ทำอะไร พวกเราอยู่กันมาในสถานการณ์แบบนี้ และนี่แหละสถานที่ที่ฮิปฮอปเกิดขึ้น” Grandwizard Theodore ดีเจและผู้คิดค้นเทคนิคการสแครช กล่าว

DJ Kool Herc
©wikipedia.org
 

ชาวบร็องซ์เปลี่ยนความอัดอั้นจากการถูกเพิกเฉยเป็นพลังในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ พวกเขานำความสนุกสนานมาแทนที่ความว่างเปล่ารกร้างของพื้นที่ ด้วยการจัดงานบล็อกปาร์ตี้สร้างสีสัน เสียงเพลง และความสนุกสนานให้กับผู้คนที่อยู่อาศัยในเขตนี้ ค่ำคืนหนึ่งในหน้าร้อนเดือนสิงหาคม ปี 1973 Clive Campbell ผู้อพยพชาวจาไมกัน จัดงานบล็อกปาร์ตี้ “Back to School Jam” ขึ้นในอพาตเมนต์หมายเลข 1520 Sedgwick Ave ในเขตบร็องซ์ตอนใต้ Campbell เปิดประตูบ้านต้อนรับทุกคนโดยคิดค่าความสนุกเป็นเงินเล็กๆ น้อยๆ เพียง 25 เซนต์สำหรับสุภาพสตรี (Ladies) และ 50 เซนต์สำหรับพวกผู้ชาย (Fellas) ในค่ำคืนนั้น Campbell ขึ้นแสดงในนาม DJ Kool Herc โดยใช้เทิร์นเทเบิลสองตัวและมิกซ์เซอร์เปิดแผ่นสลับกัน ความสนุกสนานจากแนวเพลงของเขาที่ได้อิทธิพลมาจากวัฒนธรรมจาไมกัน ทำให้งานบล็อกปาร์ตี้ของเขาได้รับการกล่าวขานและชื่อของ DJ Kool Herc กลายเป็นที่รู้จักทั่วทั้งเขตบร็องซ์ตอนใต้ในชั่วข้ามคืน อีกทั้งได้รับการยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกดนตรีประเภทใหม่และเป็นบิดาแห่งฮิปฮอป นอกจาก DJ Kool Herc แล้วยังมี Afrika Bambaataa และ Grandmaster Flash ศิลปินในช่วงเวลานั้นที่กลายเป็นสามผู้บุกเบิกและผู้เผยแพร่การแร็ปและวัฒนธรรมฮิปฮอปให้กลายเป็นเอกลักษณ์ของเขตบร็องซ์ “ฮิปฮอปเปลี่ยนสลัมให้กลายเป็นตำนานและอนาคต” Marcyliena Morgan อาจารย์ภาควิชา African American Studies และ ผู้อำนวยการ HipHop Archive and Research Institute ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด กล่าว

 

©flickr.com/Krists Luhaers
 

Rap VS Hip-Hop
แม้จะต้องอดทนต่อสภาพความเป็นอยู่ที่เสื่อมโทรมและการถูกเพิกเฉยจากสังคม คนรุ่นใหม่เลือกที่จะมองข้ามการก่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองและเลือกที่จะแสดงตัวตนของพวกเขาผ่านกิจกรรมต่างๆ แทน ไม่ว่าจะเป็น ดีเจ เอ็มซี บีบอยหรือจีเกิร์ล (เบรกดานซ์) และกราฟิตี้ ที่กลายมาเป็นองค์ประกอบสี่อย่างที่สำคัญของวัฒนธรรมฮิปฮอปในเวลาต่อมา จริงอยู่ที่ว่าดีเจคือพระเอกคนสำคัญที่คอยสร้างความสนุกสนานด้วยเสียงเพลงให้กับผู้คนในค่ำคืนนั้น แต่ปาร์ตี้นั้นๆ เองจะขาดเอ็มซีไม่ได้เช่นกัน เอ็มซีมีหน้าที่กล่าวแนะนำดีเจด้วยการพูดแนะนำให้ทันจังหวะเพลงอย่างคล้องจอง เทคนิคการพูดนี้เองที่กลายมาเป็นการแร็ปในเวลาต่อมาส่งผลให้แร็ปกลายเป็นอีกชื่อหนึ่งของเอ็มซี ในยุค 1980 ความนิยมในการแร็ปและจำนวนแร็ปเปอร์ที่มีมากขึ้นทำให้แร็ปเปอร์กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมฮิปฮอป ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้แร็ปเปอร์กลายเป็นตัวแทนของฮิปฮอปในสายตาของใครหลายๆ คน และเข้าใจว่าแร็ปคือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของฮิปฮอป แต่อันที่จริงแล้วดีเจ บีบอยหรือจีเกิร์ล (เบรกดานซ์) และกราฟิตี้ ต่างเป็นองค์ประกอบที่สำคัญไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน

 

สำเนียงเฉพาะย่าน 
งานบล็อกปาร์ตี้ “Back to School Jam” โดย DJ Kool Herc กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนเขตบร็องซ์ตอนใต้ให้กลายเป็นแหล่งรวมผู้บุกเบิกด้านการแร็ปและวัฒนธรรมฮิปฮอปที่ทรงอิทธิพล แร็ปและฮิปฮอปเฟื่องฟูขึ้นในเวลาต่อมาและขยายตัวออกไปยังเขตอื่นๆ ในนิวยอร์กซิตี้ แร็ปเปอร์หน้าใหม่มากความสามารถในเขตบรู๊กลิน ควีนส์ สเตตันไอส์แลนด์มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาใช้ความรู้สึกและความเคารพต่อย่านอยู่อาศัยที่แสนอันตรายและเต็มไปด้วยความหลากหลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง “ผมโตขึ้นมาในการเคหะ Marcy Projects เขตบรู๊กลิน และมันไม่ง่ายเลย ที่ต้องคอยรับมือกับสถานการณ์ชี้เป็นชี้ตายกับชีวิตเรื่อยๆ โคเคนและยาเสพติดระบาดเต็มพื้นที่ไปหมด นั่นคือเหตุผลว่าทำไมอิทธิพลของฮิปฮอปในนิวยอร์กยุค 1980 จะถูกมองข้ามไปไม่ได้ ฮิปฮอปสร้างความหวัง สร้างงาน สร้างโฟกัสให้กับเด็กๆ ในเขตนี้ และนี่คือสิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง” Jay-Z กล่าวให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Condé Nast Traveller เมื่อแร็ปเปอร์จากแต่ละเขตต่างงัดฝีมือออกมาเพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของตน ทำให้บุคลิกและสำเนียงการแร็ปของแต่ละเขตเกิดขึ้น เขตบร็องซ์คือบ้านของดีเจรุ่นบุกเบิกอย่าง DJ Kool Herc, Afrika Bambaataa และ Grandmaster Flash เขตควีนส์จะเป็นพื้นที่ของแร็ปเปอร์อย่าง A Tribe Called Quest, Nas หรือ 50 Cent ที่ต่างเป็นที่รู้จักกันในสไตล์และรสนิยมในการแร็ปที่ไม่เหมือนใคร ในขณะที่เขตลองไอส์แลนด์คือที่ของแร็ปเปอร์หัวสมัยใหม่อย่างPublic Enemy, Eric B & Rakim และ De La Soul “ฮิปฮอปเป็นเรื่องของพื้นที่ คุณมาจากย่านไหน คุณเรียนความเป็นฮิปฮอปจากย่านนั้นๆ นี่แหละคือฮิปฮอปที่คุณได้ติดตัวมา ถ้าคุณมาจากแถวแม่น้ำบร็องซ์ คุณได้ฮิปฮอปมาจาก Bambaataa ถ้าคุณมาจากฝั่งตะวันตก คุณได้มันมาจาก Kool Herc ถ้าคุณมาจากบร็องซ์ทางตอนใต้ คุณได้มันมาจาก Flash” Grandmaster Caz เอ็มซีและไกด์นำเที่ยวจาก HushTours.com กล่าว 

เปลี่ยนความแร้นแค้นเป็นเพลงแร็ป 
เมื่อความนิยมในการแร็ปและวัฒนธรรมฮิปฮอปมีมากขึ้น จำนวนดีเจและเอ็มซีจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ในขณะที่เหล่าดีเจต่างพากันปรับปรุงจังหวะโดยการใช้เทคนิคต่างๆ เช่น การสแครชแผ่น เหล่าเอ็มซีปรับการแร็ปของพวกเขาให้มีความคล้องจองกันมากขึ้น เพื่อให้สามารถแร็ปได้อย่างไหลลื่น สไตล์ของเพลงแร็ปก็ถูกปรับเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากเดิมที่สไตล์ของเพลงจะเน้นความสนุกสนานอันจะเห็นได้จากเพลง Rapper’s Delight (1979) โดย The Sugarhill Gang และกลายเป็นเพลงฮิปฮอปเพลงแรกๆ ที่ได้รับความนิยมจากผู้คนในวงกว้างจนกลายเป็นเพลงฮิตอันดับสองของการจัดอันดับ 100 เพลงฮิปฮอปยอดเยี่ยมตลอดกาลโดย VH1 หลังจากความสำเร็จของ Rapper’s Delight เพลงฮิปฮอปสไตล์คล้ายกันก็ถูกปล่อยออกมา ไม่ว่าจะเป็น The Breaks (1980) โดย Kurtis Blow หรือ Planet Rock (1986) โดย Afrika Bambaataa ที่เน้นความสนุกสนานเป็นหลัก จนกระทั่ง Grandmaster Flash and the Furious Five ปล่อยเพลง The Message (1982) ซึ่งเป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องสังคม เช่น ความยากจน อาชญากรรม และความเครียดจากการอยู่อาศัยในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กที่เต็มไปด้วยอันตราย เมื่อเข้าสู่กลางยุค 80 และ 90 ผู้คนต่างหันมาให้ความสนใจในเนื้อหาของเพลงและจังหวะการแร็ปของศิลปินที่มีความก้าวร้าว เกรี้ยวกราด และหยาบคาย แร็ปเปอร์ใช้เพลงของพวกเขาเล่าถึงความแร้นแค้นที่ต้องพบเจอ รวมทั้งเป็นสื่อในการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เยาวชนผิวสีและชาวฮิสแปนนิคใช้การแร็ปเป็นเครื่องมือในการแสดงตัวตน แร็ปเปอร์อย่าง Public Enemy N*ggas with Attitude (NWA) และ Snoop Dogg ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นยุคทองของฮิปฮอป ในช่วงเวลานั้นเอง เขตบรู๊กลินกลายเป็นบ้านของแร็ปเปอร์มากฝีมือไม่ว่าจะเป็น Big Daddy Kane Special Ed และ Fat Boys หนึ่งในศิลปินคนสำคัญจากเขตบรู๊กลิน คือ Notorious B.I.G หรือบิ๊กกี้ เขาเริ่มต้นเส้นทางนี้ในช่วงต้นยุค 1990 ด้วยการค้ายาเสพติดและพยายามที่จะเป็นแร็ปเปอร์ เพลงของบิ๊กกี้ดึงความสนใจจากผู้ฟังและสร้างกระแสความแปลกใหม่และความซับซ้อนของเนื้อร้องให้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง “เป็นการคิดต้นอีสต์โคสต์แร็ปขึ้นใหม่สำหรับยุคแกงค์สเตอร์” Steve Huey บรรณาธิการของ AllMusic กล่าวถึงความสำเร็จของอัลบั้ม Ready to Die (1994) ไว้ว่า “ทำให้ Notorious B.I.G. ดังเป็นพลุแตกในวงการฮิปฮอป เป็นดาวรุ่งดวงเด่นจากฝั่งอีสต์โคสต์” ด้วยความสามารถในการแต่งเนื้อร้องที่ดิบเถื่อนของเขาทำให้เขาประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่ปี “เมื่อคุณนึกถึงแร็ปเปอร์ประจำนิวยอร์ก คุณนึกถึงบิ๊กกี้ เขาคือตัวแทนของบรู๊กลิน เพลง “Juicy” เปรียบเหมือนการกล่าวต้อนรับคุณเข้าสู่ชีวิตในนิวยอร์ก นำเสนอถึงจิตวิญญาณและความเร่งรีบของเมืองแห่งนี้ เมืองที่คุณสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ สร้างชื่อเสียง และลืมอดีตที่ขมขื่นไปซะ” Michael Depland นักเขียนและบรรณาธิการประจำ Billboard และ The Hollywood Reporter กล่าว

จากบร็องซ์สู่บิลเลียนแนร์ 
จากแนวเพลงใหม่ที่เกิดขึ้นในเขตบร็องซ์ตอนใต้ในปี 1973 แร็ปและฮิปฮอปกลายเป็นสไตล์เพลงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในศตวรรษที่ 21 และกลายเป็นประเภทเพลงที่มีคนฟังมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาในปี 2018 สหรัฐอเมริกา ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี้ คือโอกาสทางธุรกิจที่พร้อมจะมอบรายได้กำไรงามให้กับผู้ที่เล็งเห็นถึงโอกาสและพร้อมที่ไขว่คว้าโอกาสนั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งศิลปินและผู้ร่วมลงทุน สำนักข่าว ABC News รายงานว่าในปี 2018 ฮิปฮอปสร้างรายได้มากกว่า 10 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และไปไกลมากกว่าแค่เรื่องของดนตรีแต่กลายเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ บริษัทต่างๆ จึงเริ่มหาโอกาสในการทำเงินจากแร็ปเปอร์มากฝีมือเหล่านี้ “หนึ่งในคนที่เริ่มต้นเรื่องสปอนเซอร์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ให้กับวงการฮิปฮอป คือ Chalie Stetteler ในยุคต้น 80 เขาจัดงานดนตรีให้วัยรุ่นกว่าหกพันคนเข้ามาดูว่าใครคือคนที่กำลังมาแรงของวงการฮิปฮอปในช่วงเวลานั้น และยังเปิดเวทีแสวงหาดาวรุ่งดวงใหม่ของวงการด้วย” Zack O’malley Greenburg บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร Forbes กล่าว “Chalie เล่าว่าวง The Fat Boys เปิดประตูบานใหม่ในเรื่องการทำพาร์ตเนอร์ชิประหว่างวงฮิปฮอปและแบรนด์ต่างๆ” ในขณะเดียวกัน แร็ปเปอร์ต่างๆ เริ่มมองหาโอกาสในการขยับขยายธุรกิจเพื่อทำเงินมากขึ้นและสร้างรายได้อย่างไม่รู้จบ จากการจัดอันดับ 20 ศิลปินฮิปฮอปที่ทำรายได้สูงที่สุดประจำปีของนิตยสาร Forbes ประจำปี 2018 รายได้จากการทัวร์คอนเสิร์ตและค่าโฆษณาที่แร็ปเปอร์แต่ละคนสามารถทำได้ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของรายได้แร็ปเปอร์แต่ละคนสูงถึง 44 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี Jay-Z และ Diddy คือ แร็ปเปอร์จากนิวยอร์กซิตี้ที่ทำรายได้สูงที่สุดสองอันดับแรกในปี 2018

Jay-Z หรือ Shawn Corey Carter แร็ปเปอร์จากบรู๊กลินผู้เริ่มต้นชีวิตในวงการดนตรีในกลางยุค 90 ทำรายได้ไปทั้งหมด 76.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งรายได้ส่วนมากมาจากธุรกิจมีเดียและความสำเร็จของคอนเสิร์ต “On the Run II” กับบียองเซ่ ในปี 2018 จริงอยู่ที่ว่าผลงานเพลงคือสิ่งที่สร้างชื่อเสียงและตัวตนให้กับเขา แต่ Jay-Z มองไปไกลกว่านั้น เขาไม่ใช่แค่แร็ปเปอร์ แต่ยังเป็นนักธุรกิจที่มองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากกว่าแค่การออกอัลบั้ม ในปี 1994 Jay-Z ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง Roc-A-Fella Records กับแร็ปเปอร์คนอื่นๆ ในปี 2013 เขาเริ่มต้นธุรกิจด้านกีฬาด้วยการก่อตั้ง Roc Nation Sports ร่วมกับ Creative Artists Agency ในปี 2015 เขาตัดสินใจซื้อ Tidal เพื่อลงทุนในธุรกิจการฟังเพลงออนไลน์

ในขณะที่ Diddy ทำรายได้ไปทั้งหมด 64 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในเครื่องดื่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวอดก้า Ciroc เตกิล่าร์ DeLeon และ น้ำอัลคาไลน์ Aquahydrate Diddy ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Forbes ถึงความร่ำรวยของเขาไว้ว่า “ผมเริ่มอาชีพนักธุรกิจของผมตั้งแต่อายุ 12 สมัยผมเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ มันทำให้ผมเข้าใจเสมอมาว่า ถ้าผมดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด บริการพวกเขาอย่างที่พวกเขาควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของดนตรี เสื้อผ้า หรือวอดก้า ผมจะได้กำไรกลับมาจากการทำงานอย่างหนักแน่นอน”

คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงไปนัก ที่จะบอกว่าความเป็นอยู่ที่เสื่อมโทรม ความยากจน และการถูกละเลยเพิกเฉย คือ ปัญหาของการอยู่อาศัยในเมืองใหญ่ ในขณะที่เมืองไม่พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ การมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่าด้วยตนเองอาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ถ้าในค่ำคืนนั้น Clive Campbell เลือกที่จะจมอยู่กับความชิงชังในสภาพความเป็นอยู่ของเขตบร็องซ์ตอนใต้ นิวยอร์กซิตี้อาจจะไม่ใช่เมืองแห่งแร็ปเปอร์มากฝีมือและคงไม่ได้สมญานามว่าเป็นมหานครแห่งเพลงแร็ปและฮิปฮอป ดังเช่นที่ Jeff Chang นักเขียนหนังสือ Can't Stop Won't Stop: A History of the Hip-Hop Generation กล่าวว่าไว้ “ฮิปฮอปไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเพื่อเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง มันไม่ได้มีการแถลงการณ์อะไร เด็กๆ เริ่มต้นสิ่งนี้ขึ้นเพื่อหาอะไรทำฆ่าเวลา พวกเขาแค่อยากจะสนุกกันเท่านั้น แต่พวกเขาเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ถูกเพิกเฉย สิ่งที่พวกเขาทำฆ่าเวลาจึงกลายเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับการเริ่มต้นวัฒนธรรมใหม่ๆ” 

 
เพลย์ลิสต์ประกอบบทความ 
Rapper’s Delight โดย The Sugarhill Gang
The Breaks โดย Kurtis Blow
Juicy โดย Notorious B.I.G.
The Message โดย Grandmaster Flash and the Furious Five 
Hard Knock Life (Ghetto Anthem) โดย Jay-Z
 

ที่มา :
บทความ “Brooklyn's Finest: Has the New York Borough's Hip-Hop Crown Slipped?” โดย Ben Westhoff จาก theguardian.com
บทความ “DJ Kool Herc DJs His First Block Party (His Sister's Birthday) at 1520 Sedgwick Avenue, Bronx, New York” โดย Angus Batey จาก theguardian.com
บทความ “40 Years On from the Party Where Hip Hop Was Born” โดย Rebecca Laurence จาก bbc.com
บทความ “Here’s How Much Jay-Z Is Worth-and How He Makes Money” โดย Allana Akhtar จาก time.com
บทความ “Hip-Hop: Billion-Dollar Biz” โดย Julie Watson จาก abcnews.go.com
บทความ “History of Hip Hop Music” จาก englishclub.com
บทความ “Jay-Z's Favorite Places in New York” โดย Emma Coiler จาก cntraveller.com
บทความ “Sounds and Scenes of New York City: Hip-Hop” จาก macaulay.cuny.edu
บทความ “The Forbes Five: Hip-Hop's Wealthiest Artists 2018” โดย Zack O'Malley Greenburg จาก forbes.com
บทความ “The Social Significance of Rap & Hip-Hop Culture” โดย Becky Blanchard จาก web.stanford.edu
บทความ “20 Essential Tracks From The Golden Age Of ’90s Hip Hop” โดย Leonie Cooper จาก nme.com
เรื่อง : ชาลินี วงศ์อ่อนดี