“ในวันที่คุณนั่งเรียนและเตรียมตัวสอบ คุณคงหวังว่าจะไม่เจอเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรในข้อสอบ ส่วนครูก็คงจะคิดว่าพวกเขาเตรียมพร้อมทุกอย่างเพื่อให้เด็กๆ ทำข้อสอบได้ แต่ในความเป็นจริง ทุกวันเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ การศึกษาจึงควรเตรียมตัวให้เด็กรับมือกับเรื่องไม่คาดฝันและความไม่มั่นคงที่ต้องเจอในอนาคต” 

สตีเฟน เฮพเพลล์ (Stephen Heppell) นักการศึกษาชาวอังกฤษได้กล่าวไว้ในสารคดี “Networked Society: The Future of Learning” ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นความจริงไม่น้อย และอาจจะจริงที่สุดด้วยซ้ำ เพราะเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ว่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อรายงานจาก Dell Technologies Research ออกมาประกาศว่า “85% ของงานที่จะเกิดขึ้นในปี 2030 ยังไม่ถูกคิดค้นขึ้น”

©Unsplash/Lukas
 

แต่เด็กในภาคการศึกษาที่มุ่งเน้นการเรียนรู้และท่องจำเพื่อเตรียมสอบในวันนี้ ต้องเผชิญกับคู่แข่งสำคัญอย่างโรบอตและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ที่กำลังมีบทบาทในตลาดแรงงาน ทั้งการมาแทนที่มนุษย์ด้านพละกำลังและยังมีพัฒนาการด้านทักษะที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาสำเร็จรูปแบบนี้แล้ว พวกเขาจะสามารถรับมือกับเรื่องไม่คาดฝันที่ต้องเผชิญในอนาคตได้ดีอยู่หรือไม่

ในวันนี้ การศึกษาที่มุ่งพัฒนาทักษะของมนุษย์ที่ไม่ถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีใดได้ง่ายๆ อย่างความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) จึงถูกชูความสำคัญมากขึ้นกว่าที่เคย

เก่งอย่างมีหัวใจ
จากข่าวสะเทือนวงการการแพทย์เมื่อเร็วๆ นี้ ที่คุณหมอ AI ชื่อว่า “ไบโอมายด์ (Biomind)” จากศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์เพื่อการวิจัยโรคทางประสาทประจำโรงพยาบาทปักกิ่งได้เอาชนะทีมหมอชั้นนำของประเทศจีนด้วยการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำกว่าทีมหมอตัวจริง คงจะสร้างความหวาดวิตกให้หลายวิชาชีพไม่น้อยว่า ขนาดคนเก่งระดับหัวกะทิและมีความเชี่ยวชาญสูงอย่างแพทย์ยังอาจถูกแทนที่ด้วย AI ในอนาคต 

แต่หากลองจินตนาการในสถานการณ์จริงดูว่า เมื่อเราถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้าย เราจะอยากให้คุณหมอ AI มาเผยความจริงที่น่าโหดร้ายและสะเทือนจิตใจหรือไม่ คำตอบก็คงจะไม่ เพราะคุณหมอเสมือนจริงที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้มีหัวใจและจิตวิญญาณเหมือนกับเรา การแสดงความเสียใจที่ถูกโปรแกรมมาคงไม่สามารถเยียวยาสภาพจิตใจของเราให้ดีขึ้นมาได้มากนัก ในสถานการณ์อันอ่อนไหวเช่นนี้ ก็คงมีแต่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้นที่จะทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด ดังนั้นบทเรียนที่สอนให้นักเรียนมีความเห็นอกเห็นใจและเคารพความเป็นมนุษย์ด้วยกัน จึงถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรของหลายโรงเรียนทั่วโลก

©thinkglobalschool.org
 
  • THINK Global School สอนนักเรียนให้เป็นพลเมืองโลก

แม้จะมีสำนักงานหลักที่นิวยอร์ก แต่ THINK Global School เป็นโรงเรียนมัธยมปลายที่ไม่มีรั้วและกำแพงกั้น เพราะนักเรียนที่นี่มีโลกทั้งใบเป็นห้องเรียน ในแต่ละเทอม พวกเด็กๆ จะเดินทางไปอยู่กับโฮสต์ต่างแดนเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การเมือง และซึมซับวัฒนธรรมท้องถิ่นอันหลากหลาย ได้เข้าใจวิทยาศาสตร์จากการศึกษาและเปรียบเทียบธรรมชาติในนิเวศที่แตกต่าง ได้ฝึกฝนจินตนาการผ่านการอ่านวรรณกรรมคลาสสิกในเวลาว่าง และมีการบ้านครั้งใหญ่คือการส่งโปรเจ็กต์ที่เป็นแนวทางหรือสามารถแก้ปัญหาสังคมในประเทศที่ตนเรียนรู้อยู่ได้จริง ทั้งหมดนี้เป็นจุดประสงค์ของโรงเรียนที่มุ่งมั่นผลิตนักคิดรุ่นเยาว์ให้เติบโตขึ้นเป็นนักเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคต

©thinkglobalschool.org​
 

ตัวอย่างโปรเจ็กต์หนึ่งที่นักเรียนเคยทำตอนไปเยือนสวีเดน ประเทศที่มีปัญหาผู้อพยพเป็นอันดับต้นๆ ของโลก คือการนำประสบการณ์ที่เด็กๆ รู้สึกหลังจากได้พบเจอและเรียนรู้จากผู้อพยพ มาถ่ายทอดเป็นละครเวทีที่ผสมผสานการเล่าเรื่องผ่านบทกวี ดนตรีสด และบทละครที่พวกเขาช่วยกันคิดและร่วมกันแสดงกับศิลปินท้องถิ่น เรื่องราวทั้งหมดมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ชมได้เข้าถึงจิตใจของผู้อพยพที่ต้องเผชิญกับการค้นหาตัวตนและตำแหน่งแห่งที่ในประเทศใหม่ที่พวกเขาเข้ามาอาศัยอยู่ โดยสุดท้ายเด็กๆ ได้นำรายได้จากการแสดงทั้งหมดไปบริจาคให้กับ Refugee Solidarity Network หรือองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนให้กับผู้อพยพในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

©thinkglobalschool.org​
 

“ช่วงเวลาที่เรียน ฉันมีโอกาสไปสำรวจประเทศต่างๆ ใน 6 ทวีป ได้เรียนรู้เพื่อปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่แปลกและแตกต่าง ฉันเห็นความฝันชัดเจนขึ้นผ่านการเรียนรู้ที่อยู่นอกเหนือตำรา ครั้งหนึ่งฉันได้ถกประเด็นเรื่องประชาธิปไตยกับเพื่อนๆ ที่วิหารพาร์เธนอนในกรุงเอเธนส์ ได้เรียนชีววิทยาในป่าดิบชื้นที่ประเทศคอสตาริกา และเป็นส่วนหนึ่งในสหประชาชาติจำลอง (Model United Nations) เพื่อเรียนรู้การทำงานของสหประชาชาติที่สำนักงานใหญ่ในมหานครนิวยอร์ก” โซรา อูฮาบี (Zora Ouhabi) ศิษย์เก่าของโรงเรียน THINK Global School ได้เล่าประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นให้ฟัง ซึ่งสะท้อนถึงคำขวัญของโรงเรียนนี้ได้เป็นอย่างดีว่า “อย่าพร่ำสอนว่าฉันต้องคิดอะไร แต่สอนให้ฉันเรียนรู้ที่จะคิด (Don’t teach me what to think, teach me how to think.)”

เก่งพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง
ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการเล่าเรื่องของมนุษย์อาจจะไม่ได้พิเศษอีกต่อไป เมื่อ AI สามารถแต่งเรื่องสั้นได้ดีเสียจนเกือบเอาชนะรางวัลใหญ่ของ Hoshi Shinichi Literary Award ที่ประเทศญี่ปุ่นไปได้เมื่อปีที่แล้ว นักเขียน AI ฝีมือดีนามว่า “โนเวลล่า (Novella)” ได้ถูกยกย่องให้เป็นนักเขียนร่วมกับทีมงานที่พัฒนาโนเวลล่าขึ้นมา เพื่อช่วยกันเขียนเรื่องสั้น “The Day a Computer Writes a Novel” โดยมีทีมงานช่วยคิดพล็อตเรื่องกว้างๆ และกำหนดเพศของตัวละครในเรื่องสั้นเท่านั้น “ผมประทับใจกับโครงเรื่องที่ถูกวางไว้อย่างดี แต่พบจุดอ่อนที่การบรรยายคาแรกเตอร์ของตัวละคร” ซาโตชิ ฮาเซ (Satoshi Hase) หนึ่งในคณะกรรมการได้กล่าวเอาไว้ 

ราวกับว่าสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ในวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์อาจจะทำได้ดีกว่าในวันหน้า โรงเรียนหลายแห่งในขณะนี้จึงเตรียมตัวตั้งรับความเปลี่ยนแปลงที่ว่าวันหนึ่งโรบอตจะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ การบ่มเพาะเด็กนักเรียนให้มีทักษะที่ดูเหมือนว่ามนุษย์เท่านั้นจะยังทำหน้าที่ได้ดีที่สุด อย่างการเป็น “นักแก้ปัญหา” ที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ขั้นสูงและความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ที่ซับซ้อน จึงเป็นทักษะที่กำลังถูกสอนอย่างจริงจังให้เด็กมัธยมเพื่อเตรียมตัวให้พวกเขาพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญี่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

©imdb
 
  • High Tech High สอนนักเรียนให้เป็นนักแก้ปัญหารุ่นเยาว์

“สอนแบบบูรณาการ” น่าจะเป็นคำนิยามที่ใกล้เคียงที่สุดสำหรับการอธิบายสไตล์การเรียนการสอนของโรงเรียน High Tech High ในซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตัวอย่างบทเรียนหนึ่งที่สอนอย่างบูรณาการก็คือ บทเรียนประวัติศาสตร์ที่สอนทฤษฎีว่าด้วยเหตุผลที่ทำให้อารยธรรมรุ่งโรจน์หรือล่มสลาย ขั้นแรกคุณครูผู้สอนจะเปิดโอกาสให้นักเรียนแต่ละคนได้ออกมาวิเคราะห์และวิพากษ์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของทฤษฏีที่ถูกสอนในห้องเรียน ต่อมานักเรียนจะนำความคิดเชิงนามธรรมเหล่านั้นมาแปลงเป็นโปรเจ็กต์ให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยมีคุณครูเป็นเสมือนโค้ชแนะนำอย่างใกล้ชิด เช่น นักเรียนกลุ่มหนึ่งพยายามอธิบายทฤษฎีที่ตนเชื่อมั่นผ่านการประดิษฐ์บอร์ดที่บรรจุภาพวาด งานแกะสลัก และวงล้อเครื่องจักร พวกเขาจึงต้องมีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ และฟิสิกส์ เพื่อทำให้เครื่องกลหมุนไปตามเหตุการณ์และความเป็นเหตุและผลที่อธิบายความเป็นไปของอารยธรรมในยุคสมัยหนึ่งได้ โดยท้ายที่สุดโปรเจ็กต์ของนักเรียนทุกกลุ่มจะถูกนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมและซักถามได้อย่างเสรี นับเป็นความท้าทายที่นักเรียนจะได้ฝึกฝนการนำเสนองานกับสาธารณชนเสมือนได้ลงสนามทำงานจริง ซึ่งความท้าทายนี้ยังรวมไปถึงการให้เด็กๆ ได้รับประสบการณ์ตรงที่ว่า พวกเขาอาจทำมันสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ 

©facebook.com/MLTSfilm

โรงเรียน High Tech High จึงนับเป็นอีกตัวอย่างที่น่าจับตามองสำหรับการมุ่งหน้าพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในอนาคตให้แข็งแกร่งและมีคุณค่าเหนือกว่าโรบอต เพราะโรงเรียนแห่งนี้เลือกที่จะเชิดชูความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการทำงานเป็นทีม การคิดเชิงวิพากษ์ และยังช่วยย้ำเตือนอีกว่าเด็กๆ ทุกคนสามารถผิดพลาด ล้มเหลว และลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเองเพื่อสู้ต่อได้เช่นกัน ซึ่งนั้นน่าจะเป็นความสามารถพิเศษของมนุษย์ที่จำเป็นที่สุดสำหรับการศึกษาในยุคนี้ 

ไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่จำเป็นต้องเรียนรู้
อาจจะดูโลกสวยเกินไปหากจะนำเสนอตัวอย่างการศึกษาทางเลือกที่ยกมาให้ทั้งหมดโดยไม่บอกความจริงสำคัญที่ว่า ไม่ใช่ใครก็สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเหล่านี้ได้ เพราะค่าเทอมของโรงเรียนทางเลือกนั้นก็สูงซะจนราวกับว่ามีเพียงเด็กที่อยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชนเท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้เข้าเรียน แต่ความจริงข้อนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของความหวังสำหรับผู้มีใจใฝ่เรียนรู้อย่างแท้จริง

 
  • โรงเรียนบนก้อนเมฆ

“การรู้กลายเป็นเรื่องที่ล้าสมัยสำหรับโลกปัจจุบัน นักเรียนไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนเพียงเพื่อรู้บางสิ่ง เพราะพวกเขาสามารถหาคำตอบได้เองทันทีที่ต้องการ” ซูกาตา มิตรา (Sugata Mitra) นักการศึกษาชาวอินเดียผู้มุ่งมั่นสนันสนุนการสร้างนิเวศการเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Self-organized Learning Environment - SOLE) กล่าวเอาไว้ โดยเขาได้รายงานผลการทดลองที่น่าประหลาดใจให้สาธารณชนได้รับทราบ อย่างการให้เด็กอินเดียอายุ 12 ปี 26 คนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษเรียนเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพเป็นภาษาอังกฤษด้วยตัวเองภายในเวลา 2 เดือนผ่านวิดีโอบทเรียนที่เขาเตรียมไว้ให้ ผลที่ได้คือเด็กๆ ทำคะแนนสอบได้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ซึ่งถือว่ายังไม่ผ่าน แต่เมื่อเขาไหว้วานให้เด็กสาวที่โตกว่าในหมู่บ้านเดียวกันซึ่งไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีชีวภาพมารับหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยสอนด้วยวิธีการกล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเด็กๆ ตลอดการเรียนรู้ ผลที่ได้อีก 2 เดือนต่อมา เด็กๆ เหล่านี้สามารถทำข้อสอบได้ผ่าน 50 เปอร์เซ็นต์พอดิบพอดี

©blog.ted.com
 

มีอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน เมื่อซูกาตาเดินทางไปยังเมืองตูริน ประเทศอิตาลี เพื่อทำการทดลองกับเด็กอายุ 10 ขวบที่ยังไม่รู้ภาษาอังกฤษด้วยการเขียนคำถามว่า “ใครคือพิธากอรัสและเขาทำอะไร?” บนกระดานดำเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อเวลาผ่านไป 20 นาที ภาพสามเหลี่ยมมุมฉากก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอของเขาซึ่งเป็นคำตอบที่ส่งมาจากเด็กๆ โดยเขาสังเกตเห็นว่าเด็กน้อยวัยเพียง 10 ขวบได้หาคำตอบด้วยตัวเองผ่านการพิมพ์คำถามลงในกูเกิลเพื่อแปลเป็นภาษาอิตาเลียนและค้นหาคำตอบนั้นอีกครั้งโดยไม่ต้องมีใครมาคอยบอกวิธีการให้

“ผมเชื่อว่าเด็กๆ สามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายทางการศึกษาของตนเองได้” นี่คือความเชื่อของซูกาตา และก็ควรเป็นความเชื่อของเราทุกคนด้วยเช่นกัน เพราะปัจจุบันการเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้อยู่ใกล้เพียงปลายนิ้วคลิกเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่หรืออยู่ส่วนไหนของโลก หากเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกคนก็สามารถเรียนแทบทุกเรื่องได้ด้วยตัวเองผ่านแพลตฟอร์มการเรียนอย่าง Coursera, Udacity, edX, FutureLearn ฯลฯ ที่จับมือร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเปิดสอนหลักสูตรออนไลน์ที่เรียกว่า ‘หลักสูตรการเรียนออนไลน์ระบบเปิด’ (Massive Open Online Course- MOOC) ที่นอกจากจะฟรีแล้ว (หากต้องการใบรับรองต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ระบบการเรียนแบบนี้ยังทำให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้กำหนดและเลือกทักษะความรู้ที่ตนเองต้องการได้อย่างแท้จริง

©Unsplash.com/Annie Spratt
 

แต่คงง่ายเกินไปที่จะสรุปว่าระบบการศึกษาที่นำเสนอมาทั้งหมด จะเป็นคำตอบที่ใช่ที่สุดสำหรับนักเรียนทุกคนในวันนี้ เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการศึกษาอาจมีได้หลายแบบเพื่อรองรับการเรียนการสอนที่เหมาะสำหรับเด็กที่หลากหลาย และมันก็ไม่ได้หมายความว่านักเรียนที่ผ่านการศึกษาในระบบที่เน้นการท่องจำจะต้องล้มเหลวในสังคมที่ AI รุ่งโรจน์ หากเขาไม่หยุดพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในทำนองเดียวกัน เด็กที่ได้รับการศึกษาแบบใหม่ก็ไม่ได้ถูกรับประกันว่า พวกเขาจะเหนือกว่าเด็กคนอื่นๆ เช่นกัน ดังนั้น ในวันนี้สิ่งที่เราควรพุ่งเป้าอาจไม่ใช่ระบบการศึกษา แต่เป็นการสนับสนุนให้เด็กๆ กล้าสงสัยและตั้งคำถาม เพราะหากความอยากรู้และความสนใจได้เกิดขึ้นแล้ว การศึกษาก็ย่อมเกิดขึ้นเช่นกันCT

©facebook.com/greenschool
 

Green School โรงเรียนหัวใจสีเขียว
ไม่ใช่แค่การใส่ใจจิตใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นที่จะกลายเป็นทักษะสำคัญในอนาคต แต่จิตสำนึกของการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติที่มนุษย์เรายังต้องพึ่งพาอาศัยก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โรงเรียนนานาชาติสายเขียว Green School ในบาหลี ประเทศอินโดนีเชีย จึงมีหลักการสอนที่มุ่งปลุกปั้นให้เด็กๆ ในวันนี้กลายเป็นผู้นำแห่งความยั่งยืนในวันหน้า 

"คุณรู้หรือไม่ครับว่าลูกหลานของพวกเราใช้เวลา 181 วันไปโรงเรียน และอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่ออกแบบและใช้วัสดุไม่ต่างจากคุกและสถานที่พักฟื้นสำหรับผู้ป่วยวิกลจริต... ผมจึงตั้งใจสร้างห้องเรียนสีเขียวแบบไม่มีผนัง และให้คุณครูสอนหนังสือบนกระดานไม้ไผ่ โต๊ะเรียนไม่ใช่ทรงสี่เหลื่ยมแต่ให้นั่งล้อมกันเป็นวงกลม ที่โรงเรียนสีเขียว เด็กๆ มักมีรอยยิ้ม ที่นี่เราจะสอนทฤษฎี ‘องค์รวม (Holistic Education)’ ที่ให้เด็กเรียนรู้โลกทั้งใบเพื่อใช้ชีวิต... เราสอนเด็กๆ ว่าโลกใบนี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป" จอห์น ฮาร์ดี (John Hardy) ผู้ก่อตั้งโรงเรียนกล่าวในเวทีเท็ดทอล์ก ซึ่งน่าจะเป็นจริงดังที่เขาว่าไว้ เพราะนอกจากองค์ประกอบภายนอกของโรงเรียนที่ทุกอย่างล้วนถูกสร้างจากวัสดุธรรมชาติ ทั้งยังใช้พลังงานสะอาดอย่างพลังงานน้ำวนเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองแล้ว โรงเรียนแห่งนี้ยังมุ่งเน้นสอนบทเรียนที่นอกเหนือจากวิชาสามัญอย่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา เพราะเด็กๆ จะได้เรียนรู้วิชาชีวิตที่ใช้ได้จริงอย่างการปลูกพืชอินทรีย์ เก็บเกี่ยวผลผลิต ทำอาหารจากพืชผักที่ปลูกเอง รู้จักการแบ่งปันกับเพื่อนบ้าน และอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เพื่อสุดท้ายแล้วเด็กๆ จะได้ตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติที่มนุษย์เราต้องอาศัย และช่วยกันยืดอายุโลกใบนี้ให้อยู่กับเราและคนรุ่นถัดไปได้นานยิ่งขึ้น 

ที่มา :
บทความ “85% of Jobs that will Exist in 2030 haven’t been Invented yet: Dell” (กรกฎาคม 2017) โดย Daniel Tencer จาก huffingtonpost.ca
บทความ “China plans to dominate AI, with a vanguard of robotic doctors like Biomind” (กรกฎาคม 2018) โดย Robyn Dixon จาก latimes.com
บทความ “Japanese AI Writes a Novel, Nearly Wins Literary Award” โดย Natalie Shoemaker จาก bigthink.com
บทความ “Refugee aid at the heart of student production Meet Me in Dreamland” (พฤศจิกายน 2015) โดย Lindsay Clark จาก thinkglobalschool.org
บทความ “The 14 most innovative schools in America” (พฤษภาคม 2016) โดย Chris Weller จาก businessinsider.com
วิดีโอ “My Green School Dream” (พฤศจิกายน 2010) โดย John Hardy จาก ted.com
วิดีโอ “The Child-driven Education” โดย Sugata Mitra จาก ted.com
สารคดี “Most Likely to Succeed” โดย Greg Whiteley
สารคดี “Networked Society: The Future of Learning” โดย Ericsson

เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ