หากเป็น 10 ปีก่อน คงยากจะนึกภาพว่าจีนจะผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างไร แต่วันนี้ถ้าคุณพยายามจ่ายเงินสดในร้านสะดวกซื้อ พนักงานอาจปฏิเสธและขอให้คุณใช้แอพพลิเคชัน Alipay หรือ Wechat Pay แทน หรือจ่ายผ่านระบบสแกนใบหน้า นี่คือตัวอย่างไลฟ์สไตล์ของชาวจีนในเมืองใหญ่อย่างกรุงปักกิ่งที่ไม่อาจแยกจากเทคโนโลยีได้อีกแล้ว

มันคือความสำเร็จของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ Tencent และ Alibaba ที่แข่งกันอย่างดุเดือดในสงคราม Mobile Payment และเปลี่ยนให้การทำธุรกรรมง่ายขึ้นในเสี้ยววินาที ปี 2016 อัตราการทำธุรกรรมบนมือถือในจีนเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 5.61 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และอาจแตะ 47 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2019 ตามการคาดการณ์โดยบริษัทวิจัย Analysys

ปรากฏการณ์ QR Code Economy ที่เฟื่องฟูในจีนดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและนักลงทุนต่างประเทศได้อยู่หมัด เพราะผู้บริโภคชาวจีนโอบรับเทรนด์นี้เข้ามาชีวิตประจำวันกันเป็นปกติ ทั้งวัยเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ แม้แต่ธุรกิจร้านค้าก็ไม่อาจต้านทานกระแสนี้ได้ ป้าย QR Code กลายเป็น ‘ของที่ต้องมี’ ในตลาดสด ห้างหรู ร้านอาหารญี่ปุ่น บริการเช่าจักรยาน หรือแม้แต่จุดบริจาคเงิน

 

เบื้องหลังความสำเร็จของยุคสามทหารเสือ Alibaba Tencent และ Baidu คือ การเลียนแบบตั้งแต่โมเดลธุรกิจไปจนถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการของผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองตลาดในฝั่งตะวันตกอยู่แล้ว เช่น Amazon Google และeBayโดยเน้นการผลิตสินค้าในราคาถูกกว่าและต้นทุนต่ำสุด แต่ในปัจจุบันบริษัทจีนนั้นมุ่งลงทุนในสตาร์ทอัพและธุรกิจใหญ่หลายสาขาในซิลิคอนแวลีย์ รวมทั้งซื้อตัว 'มันสมอง' ของประเทศที่ทำงานตามบริษัทใหญ่กลับมา เพื่อดึงองค์ความรู้มาพัฒนาต่อยอดเอง ที่สำคัญต้องทำให้ดียิ่งขึ้นด้วย Huawei นั้นลงทุนกับการตั้งทีมวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเองเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน และลงทุนโฆษณามหาศาล จนสามารถทลายอคติของผู้บริโภคบางส่วนที่มองว่าสินค้าจีนด้อยคุณภาพ

อุตสาหกรรมและธุรกิจเทคโนโลยีในจีนยังได้แรงสนับสนุนจากรัฐบาลเต็มที่ เพราะรัฐบาลจีนต้องการพลิกบทบาทจากตลาดผู้บริโภคมาสู่ฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของโลก ตามนโยบาย Made in China 2025 เช่น การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพและการลงทุนต่างชาติ การอัดฉีดเม็ดเงินให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และยานยนต์อัตโนมัติ ทางด้านธุรกิจยักษ์ใหญ่ก็จับมือกันก่อตั้งกองทุนร่วมสำหรับสร้างระบบนิเวศที่เกื้อหนุนกับการทำธุรกิจและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามอันแรงกล้าที่จะพิสูจน์ว่าจีนไม่ใช่ ประเทศจอมก็อป (Imitator) อีกต่อไป แต่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโลก (Innovator) การปรับตัวของแดนมังกรส่งผลให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมมาตรการตอบโต้ ต้านการลงทุนจากจีนในบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ และปิดกั้นไม่ให้ธุรกิจของสหรัฐฯ ขายสินค้าไฮเทคบางประเภทให้กับจีน เช่น ขึ้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากจีน

©Vingoojuice.com
 

ทั้งนี้ต้องไม่ลืมยกเครดิตให้กับ ‘ผู้บริโภคชาวจีน’ ที่มีมายด์เซ็ตแบบ Digital First กล้าใช้ กล้าลอง และเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว เช่น การซื้อของทางออนไลน์ที่ทำให้จีนเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ระบบจ่ายเงินด้วยใบหน้าของ Ant Financial ในร้านเคเอฟซี เครื่องวิเคราะห์อารมณ์ลูกค้าที่ใช้ AI และ Data Analytics ในร้านสะดวกซื้อ ตู้จำหน่ายน้ำผลไม้สดอัตโนมัติซึ่งจะคั้นน้ำจากผลไม้สดๆ เมื่อมีคนสั่ง แล้วบรรจุขวดให้เสร็จสรรพ โดยที่เราสามารถจ่ายเงินผ่านแอพฯ ได้เลย เหล่านี้คือนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาใจผู้บริโภคที่ไม่กลัวการทดลองสิ่งใหม่ๆ หากสิ่งนั้นสามารถอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการในทันที กระแสของซูเปอร์มาร์เก็ตขายอาหารสดพร้อมปรุงและรับประทาน (และแน่นอนว่าไม่ต้องจ่ายเงินสด) ที่กำลังมาแรงในประเทศจีน ยังสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจกับความสดใหม่และที่มาของอาหารอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลาง วัยรุ่นและวัยทำงาน ขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกก็พยายามปรับตัวอยู่รอดด้วยการนำเสนอทางเลือกใหม่

แม้ว่าผู้บริโภคจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่ Digital Nation แต่ก็แลกกับการสูญเสียข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของตนเองให้กับกลุ่มธุรกิจและรัฐบาล เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นอยู่ที่ทันสมัยและสะดวกสบายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มออกมาเรียกร้องสิทธิความเป็นส่วนตัวต่อบริษัทผู้ถือครองข้อมูลอยู่บ้าง แต่แก่นแท้ของระบอบเผด็จการของจีนก็ยังคงฝังลึกอยู่ภายใต้ความสมัยใหม

น่ากังวลว่าเมื่อจีนบรรลุเป้าหมายจนกลายเป็นผู้ผูกขาดตลาดเทคโนโลยีแล้ว วันนั้นเราจะยังเหลือทางเลือกอะไรกันบ้าง

ที่มา:

https://www.bcg.com/publications/2018/chinese-insurers-digital-innovation.aspx

http://www.scmp.com/comment/insight-opinion/article/2083377/how-chinas-copycat-tech-companies-are-now-ones-beat

http://money.cnn.com/2018/05/02/technology/china-tech-us-tariffs/index.html

https://www.vox.com/world/2018/6/26/17500848/trump-china-trade-war-invest-export

เรื่อง/ภาพ : ปิยพร อรุณเกรียงไกร: ปิยพร อรุณเกรียงไกร