ในคืนวันที่ 7 กรกฎาคม 2009 ห้องประชุม Sheikh Zayed Theatre ของ London School of Economics (LSE) คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาร่วมฟังสัมมนาเรื่อง The Museum of the 21st Century โดยเซอร์นิโคลาส เซโรตา (Nicholas Serota) ผู้อำนวยการของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเทต (Tate Art Museums and Galleries) และนีล แมกเกรเกอร์ (Neil MacGregor) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บริติช (British Museum) สองผู้อำนวยการของพิพิธภัณฑ์ยักษ์ใหญ่แห่งกรุงลอนดอนให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า อินเทอร์เน็ตจะเข้าไปเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างพิพิธภัณฑ์และผู้คนให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หน้าที่หลักของพิพิธภัณฑ์จะไม่ได้มีแค่การจัดหาและรักษาวัตถุจัดแสดงในคอลเล็กชัน แต่จะรวมไปถึงการใช้สื่อและเครื่องมือต่างๆ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับผู้คนทั่วโลก สิ่งที่เซโรตาและแมกเกรเกอร์คาดคะเนไว้เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วนั้นถูกต้องอย่างไม่ผิดเพี้ยน ดังจะเห็นได้จากพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในกรุงลอนดอนที่ต่างพากันใช้ประโยชน์จากการมาถึงของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างทางเลือกต่างๆ นานา ให้ผู้คนทั้งในลอนดอนและทั่วโลกได้เข้าถึงและได้เพลิดเพลินกับองค์ความรู้ผ่านประสบการณ์ที่น่าจดจำ ไม่ว่าผู้คนเหล่านั้นจะมีหรือไม่มีโอกาสได้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ด้วยตนเองก็ตาม

©tate.org.uk
 

ชมงานศิลปะขณะเดินทาง
แนวความคิดเรื่องการเผยแพร่องค์ความรู้ให้ไปไกลกว่าพื้นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ อ็องเดร มาลโร (André Malraux) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเรียกแนวคิดนี้ว่า Museum Without Walls ไว้ในหนังสือ Le Musée Imaginaire เมื่อปี 1965 โดยให้ความหมายไว้ว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวมผลงานศิลปะไว้ด้วยกันและผู้คนสามารถเข้าถึงงานศิลปะเหล่านั้นได้อย่างไร้พรมแดน เมื่ออินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นสิ่งที่ผู้คนเข้าถึงได้ แนวคิดของมาลโรจึงเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น การมาถึงของช่วงเวลาที่เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลมีพร้อมให้พิพิธภัณฑ์ใช้เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างทางเลือกในการเรียนรู้ให้กับผู้คน เทตคือหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่คว้าโอกาสนี้ไว้ และร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำเรื่องราวของศิลปะเข้าไปสู่ชีวิตประจำวันของผู้คน

©milkand2.co.uk
 

ในปี 2013 คนใช้รถใช้ถนนที่มุ่งหน้าจากสนามบินฮีทโธรว์สู่ใจกลางกรุงลอนดอนบนถนนสาย M4 จะต้องประหลาดใจกับภาพงานศิลปะจากคอลเล็กชัน 500 Years of British Art ของพิพิธภัณฑ์เทต บริเตน (Tate Britain) ที่ปรากฏบนจอบิลบอร์ดโฆษณาข้างทาง พร้อมข้อความทักทายผู้ใช้รถใช้ถนนที่เปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงเวลา เช่น ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากไฟลต์ปารีส-ลอนดอนกำลังนั่งรถเข้าเมือง พวกเขาจะมีโอกาสได้เห็นภาพงานศิลปะพร้อมข้อความ “Tate Britain vous souhaite la bienvenue a Londres.” (เทต บริเตนขอต้อนรับคุณสู่ลอนดอน) หรือ ในขณะที่รถทุกคันต่างเหยียบคันเร่งเพื่อมุ่งหน้าเข้าเมือง พวกเขาก็จะมีโอกาสเห็นภาพงานศิลปะพร้อมข้อความว่า “ขณะนี้เป็นเวลา 15:37 น. ทำไมทุกคนถึงเร่งรีบนัก” ภาพพร้อมข้อความบนจอบิลบอร์ดเหล่านี้คือแคมเปญ Welcome to London ที่เทตทำร่วมกับ Liveposter บริษัทสื่อโฆษณานอกบ้าน โดยใช้หลักการทำงานที่สอดคล้องกันกับข้อมูลต่างๆ เช่น ตารางขึ้น-ลงเครื่องบิน เวลา หรือ ความเร็วในการขับรถ ในการเลือกนำภาพงานศิลปะที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์มาขึ้นแสดงบนจอ พร้อมกับข้อความที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงเวลานั้นๆ

การตอบรับที่ดีจากแคมเปญ Welcome to London นี้ ยังนำมาสู่แฮชแท็กสุดฮิตอย่าง #Tateweather ในปี 2014 ที่เทตร่วมมือกับ Exterion Media บริษัทสื่อโฆษณานอกบ้านรายใหญ่อีกครั้งในการทำให้ชาวเมืองลอนดอนและงานศิลปะได้ใกล้ชิดกันขึ้นอีกนิด โดยมาจากพื้นฐานความจริงที่ว่า เรื่องลมฟ้าอากาศคือหนึ่งในบทสนทนาที่ชาวเมืองฝนแปดแดดสี่แห่งลอนดอนนี้คุ้นเคยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และผู้คนในเมืองต่างก็ใช้รถไฟใต้ดินในการเดินทางเป็นจำนวนมาก แคมเปญนี้จึงนำเสนอข้อมูลพยากรณ์อากาศพร้อมภาพงานศิลปะจากคอลเล็กชันของเทต บริเตนบนจอฉาย ณ บริเวณชานชาลาให้กับผู้โดยสารที่กำลังรอรถไฟได้ชม ถ้าขณะนั้นอากาศหนาว ผู้โดยสารมีโอกาสจะได้เห็นภาพ Christ Church, Spitalfields Morning พร้อมข้อความ “ขณะนี้ฟ้าครึ้มและหนาวเย็น ได้เวลารูดซิปแจ็กเก็ต พยากรณ์อากาศเช้านี้ให้ความรู้สึกเหมือนภาพ Christ Church, Spitalfields Morning โดย Leon Kossoff, ลอนดอน วันพฤหัสบดี 7 องศา” ผู้โดยสารรถใต้ดินจึงได้ร่วมเพลิดเพลินไปกับภาพงานศิลปะที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามสภาพอากาศในแต่ละวัน

©fishinabottle.com
 

ยกห้องนิทรรศการมาไว้ในมือ
หลังจากประตูห้องเมน แกลเลอรีภายใน Royal Academy of Arts (RA) ที่จัดแสดงนิทรรศการ Ai Weiwei ปิดลงในเดือนธันวาคม 2015 RA ได้ร่วมกับ The Space บริษัทดิจิทัลเอเจนซีสร้างนิทรรศการ Ai Weiwei 360 เพื่อเปิดประตูต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกให้เข้าชมนิทรรศการนี้ที่จัดแสดงผลงานของอ้าย เว่ย เว่ย (Ai Weiwei) ศิลปินชาวจีนซึ่งพูดถึงเรื่องราวเสรีภาพในความคิดสร้างสรรค์ การเซ็นเซอร์ และสิทธิมนุษย์ชน อีกครั้งในรูปแบบนิทรรศการออนไลน์

RA และ The Space จัดทำนิทรรศการออนไลน์นี้ ด้วยการบันทึกภาพในแกลเลอรีและวัตถุจัดแสดงโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Photorealistic Stereoscopic เพื่อที่ผู้ชมออนไลน์จะสามารถดูรายละเอียดของ “Straight” ผลงานจัดแสดงจากเหล็กเส้นจำนวน 150 ตันที่ได้รับการดัดให้เป็นเส้นตรง เพื่อตั้งคำถามกับรัฐบาลเกี่ยวกับกรณีนักเรียนผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวน (2008) ได้ชัดเจนเสมือนกำลังดูชิ้นงานจัดแสดงของจริง

©fishinabottle.com
 

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการออนไลน์ Ai Weiwei 360 เป็นมากกว่าการดูรูปหรือวิดีโอผ่านหน้าจอก็คือฟังก์ชันที่ทำให้ผู้ชมได้เพลิดเพลินกับรายละเอียดในนิทรรศการ เช่น การเลือกดูแต่จุดในห้องจัดแสดงได้อย่างสมจริง การเลือกชมรายละเอียดชิ้นงาน หรือแม้แต่การเลือกฟังบทบรรยายจากภัณฑารักษ์และอ้าย เว่ย เว่ย เพื่อค้นหาความหมายแฝง ที่มา และแรงบันดาลใจของศิลปิน นิทรรศการออนไลน์ Ai Weiwei 360 ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีและมีผู้เข้าชมกว่า 180,000 คน ตลอดระยะเวลาจัดแสดงระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2016 – 12 มกราคม 2017

โปรเจ็กต์ After Dark
©Alexey Moskvin, Tate Britain
 

คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงไปที่จะบอกว่า พิพิธภัณฑ์และภัณฑารักษ์น่าจะเป็นบุคคลที่บอกได้ว่า ควรจะนำเสนอเนื้อหานิทรรศการหรือคอลเล็กชันบนออนไลน์แพลตฟอร์มอย่างไร แต่ในบางครั้ง การเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณะก็อาจนำมาซึ่งมุมมองใหม่ๆ ที่น่าสนใจอย่างเหลือเชื่อ ทุกปีพิพิธภัณฑ์เทตจะมอบรางวัล IK Prize ให้แก่บุคคล กลุ่มบุคคล หรือบริษัท ที่นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้เกี่ยวกับคอลเล็กชันของพิพิธภัณฑ์ The Workers สตูดิโอออกแบบจากลอนดอน คือผู้คว้ารางวัล IK Prize ไปครองเป็นคนแรกในปี 2014 ด้วยโปรเจ็กต์ After Dark โปรเจ็กต์ซึ่งนำเสนอทางเลือกในการเข้าชมแกลเลอรีของเทต บริเตนด้วยการเปิดให้ผู้ชมสามารถสำรวจแกลเลอรีในยามค่ำคืนหลังหลังพิพิธภัณฑ์ปิดทำการในรูปแบบ Space-Age หรือการมองผ่านสายตาเสมือนการสำรวจอวกาศผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ทางเว็บแอพพลิเคชัน โดยการรับชมการถ่ายทอดสดนี้จะเป็นภาพมาจากหุ่นยนต์บังคับที่จะเดินไปตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ โดยมีผู้โชคดีที่ได้รับเลือกให้ร่วมในโปรเจ็กต์นี้เป็นคนบังคับหุ่นยนต์

ให้วิดีโอเล่าเรื่อง
โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางที่เชื่อมพิพิธภัณฑ์และผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกปีๆ วิดีโอยังกลายเป็นสื่อที่ได้รับความสนใจทางโซเชียลมีเดียมากขึ้นเนื่องจากผู้ชมออนไลน์สามารถรับรู้เรื่องราวได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาอ่านเนื้อความจำนวนมาก อีกทั้งยังได้เพลิดเพลินไปกับการเล่าเรื่องจากการถ่ายทำที่น่าสนใจ วิดีโอที่ช่วยให้เห็นแบบ 360 องศาอย่างเช่น 360 Tour หรือการถ่ายทอดสด (Live Steaming Video Broadcast) ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมกับเทต และงานศิลปะ จึงได้รับความสนใจจากผู้ชมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย และทำให้ยอดคนดูวิดีโอทั้ง 2 รูปแบบนี้เพิ่งสูงถึง 16.5 ล้านครั้งในปีที่ผ่านมา

©youtube.com
 

ในขณะที่ห้องแกลเลอรีของเทต โมเดิร์น (Tate Modern) ที่จัดแสดงนิทรรศการ Georgia O’Keeffe เต็มไปด้วยผู้คนที่มาชมภาพวาดของศิลปินหญิงชาวอเมริกันเจ้าของฝีแปรงภาพวาดลายดอกไม้และภาพทิวทัศน์ของรัฐนิวเม็กซิโก เฟซบุ๊กและยูทูบของเทตก็เต็มไปด้วยผู้เข้าชมออนไลน์ที่ตื่นตาตื่นใจไปกับการได้สำรวจทิวทัศน์ของรัฐนิวเม็กซิโกที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินอย่างจอร์เจีย โอคีฟ ได้แบบ 360 องศาทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเทตได้ร่วมกับ Happy Finish โปรดักชันสตูดิโอผู้เชี่ยวชาญในด้าน CGI VR และ AR ในการผลิตวิดีโอ 360 Tour of Georgia O’Keeffe ขึ้น โดยไม่ได้มีจุดประสงค์แค่ใช้เพื่อโปรโมตนิทรรศการเท่านั้น แต่ยังทำขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปินคนนี้ให้คนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้มีโอกาสเดินทางมาที่เทต โมเดิร์นได้รู้จักกับตัวเธอและผลงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งเมื่อเนื้อหาที่น่าสนใจได้รับการบอกเล่าผ่านภาพที่ได้รับการถ่ายทำอย่างประณีต อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ชมมีโอกาสสำรวจทิวทัศน์ของนิวเม็กซิโกได้เสมือนจริง วิดีโอตัวนี้จึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามโดยมีผู้ชมถึงหลัก 3.5 ล้านคนภายในหนึ่งสัปดาห์ และมียอดคนดูทั้งหมด 3.4 ล้านวิว

นอกจากการผลิตวิดีโอที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับนิทรรศการหมุนเวียนแล้ว เทตยังผลิตวิดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปินและงานศิลปะในคอลเล็กชั่นผ่านโปรแกรม TateShots จากภาพยนตร์เรื่องแรกเกี่ยวกับมาร์ติน ครีด (Martin Creed) ศิลปินและนักดนตรีชาวอังกฤษขึ้นในปี 2007 โดยเทตได้จัดทำและเผยแพร่วิดีโอ TateShots มาแล้วกว่า 500 ชิ้น ดึงดูดคนให้เข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์ของเทตมากกว่า 1.7 ล้านคน และมีคนเข้าชมผ่านยูทูบกว่า 600 ล้านวิว วิดีโอ TateShots ตอนที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ Yayoi Kusama’s Obliteration Room ซึ่งมีจำนวนวิวสูงถึง 634,000 วิว และดึงดูดคนให้เข้ามาสมัครช่องยูทูบของเทต กว่า 22,000 คน

©artsandculture.google.com
 

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ 
จริงที่ว่าคอลเล็กชันของพิพิธภัณฑ์ คือแม่เหล็กที่ดึงดูดให้ผู้คนอยากแวะเวียนไปเยี่ยมชม แต่ในยุคที่ผู้คนเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้เพียงปลายนิ้วคลิก การมีคอลเล็กชันวัตถุจัดแสดงที่ล้ำค่าอาจไม่สำคัญเท่ากับการนำเสนอคอลเล็กชันให้คนจำนวนมากเข้าถึงได้อย่างน่าสนใจ 

พิพิธภัณฑ์วิคตอเรีย แอนด์ อัลเบิร์ต (Victoria and Albert: V&A) มีคอลเล็กชันวัตถุจัดแสดงประเภทงานออกแบบและความคิดสร้างสรรค์กว่า 2.3 ล้านชิ้น ในหมวดคอลเล็กชันแฟชั่นเสื้อผ้าเพียงหมวดเดียวมีวัตถุจัดแสดงกว่า 100,000 ชิ้น บางชิ้นจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ บางชิ้นเก็บอยู่ที่ Clothworkers’ Centre ด้วยจำนวนวัตถุจัดแสดงที่มากมายขนาดนี้ V&A จึงไม่สามารถจัดแสดงชิ้นงานทุกชิ้นได้ V&A จึงร่วมกับ Google ในโปรเจ็กต์ We Wear Culture เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าถึงคอลเล็กชันที่น่าเหลือเชื่อ ด้วยการนำเสนอภาพเสื้อผ้าในคอลเล็กชันที่ผลิตขึ้นด้วยความละเอียดในระดับพันล้านพิกเซล (Gigapixel) ผ่านทางเว็บไซต์ Google Arts and Culture 

โปรเจ็กต์นี้ไม่เพียงทำให้ผู้คนทั่วโลกเข้าถึงคอลเล็กชันแฟชั่นเสื้อผ้าของ V&A แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เห็นถึงรายละเอียดที่โดดเด่นของชิ้นงานเสื้อผ้าที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นอกจากนี้ V&A ยังร่วมกับ Google Arts and Culture เปิดประสบการณ์ด้านแฟชั่นให้กับผู้คนทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง Virtual Experience ผ่านทางนิทรรศการออนไลน์ที่บอกเล่าเรื่องราวอันน่าทึ่งเกี่ยวกับคอลเล็กชันเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่ช่วยให้พิพิธภัณฑ์สามารถนำเสนอคอลเล็กชันให้กับผู้ชมออนไลน์ได้ทั่วโลก

©vrfocus.com
 

การมีคอลเล็กชันออนไลน์ที่ผู้คนสามารถเข้าไปชมได้เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น และสิบตาเห็นก็อาจไม่เท่ามือได้สัมผัส พิพิธภัณฑ์บริติชจึงเปิดทางเลือกการเรียนรู้ผ่านคอลเล็กชันในรูปแบบใหม่ โดยร่วมมือกับ Boulevard บริษัทพัฒนาและผลิตเนื้อหาด้วยเทคโนโลยี VR ผลิต Two Million Years of History And Humanity แอพพลิเคชัน Oculus Touch ที่ผู้ใช้สามารถดูและเปรียบเทียบวัตถุจัดแสดง 48 ชิ้นจากคอลเล็กชันของพิพิธภัณฑ์ รวมไปถึงลองหยิบมีดหิน Mesopotamian Flood Tablet วัตถุจัดแสดงที่เก่าแก่ที่สุดของพิพิธภัณฑ์ได้แบบเสมือนจริง 

“Virtual Reality คือก้าวต่อไปสำหรับพิพิธภัณฑ์ แม้ว่าจะไม่มีสิ่งไหนมาแทนที่ประสบการณ์การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ แต่การเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุจัดแสดงผ่านการชม Virtual Reality จะช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ครั้งหนึ่งเป็นประสบการณ์ที่สงวนไว้สำหรับภัณฑารักษ์ผู้ชำนาญการเท่านั้น British Museum ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ Boulevard ในการสร้างวิธีใหม่เพื่อแบ่งปันคอลเล็กชันให้กับผู้คนในโลกนี้” คริส ไมเคิลส์ (Chris Michaels) หัวหน้าฝ่ายดิจิทัลและสื่อสิ่งพิมพ์จากพิพิธภัณฑ์บริติชกล่าว

ในช่วงเวลาที่อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัลมีให้พร้อมหยิบใช้ นี่คือโอกาสที่พิพิธภัณฑ์จะสร้างทางเลือกในการเข้าถึงและเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ให้กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการนำชิ้นงานเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน การจัดทำนิทรรศการออนไลน์ หรือการนำเสนอคอลเล็กชันในรูปแบบใหม่ ทั้งหมดนี้ล้วนเปิดโอกาสให้พิพิธภัณฑ์ได้ใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่องค์ความรู้ไม่ได้หาได้แค่ในพิพิธภัณฑ์ และทุกอย่างสามารถหาเจอบนอินเทอร์เน็ต ดังเช่นที่เซโรตาพูดทิ้งท้ายไว้ในงานสัมมนา The Museum of the 21st Century ว่า “อนาคตของพิพิธภัณฑ์อาจจะหยั่งรากอยู่ในอาคาร แต่พิพิธภัณฑ์จะเป็นต้องเป็นหลักให้กับผู้คนทั่วโลก เป็นสถานที่ที่ให้ผู้คนทั่วโลกได้พูดคุยสนทนากัน สถาบันใดที่สามารถตอบรับเรื่องนี้ได้เร็วที่สุดและไกลที่สุด จะกลายเป็นสถาบันที่ทรงอำนาจในอนาคต” CT

 

©londonreconnections.com
 

รื่นรมย์ยามโลดแล่น
ด้วยจำนวนประชากรที่มากขึ้นทุกปี กรุงลอนดอนจึงได้เร่งดำเนินการปรับปรุงเมือง เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้คนที่อาศัยอยู่ โดยหนึ่งในโครงการที่จะช่วยรองรับจำนวนประชากรที่หนาแน่นภายในเมืองก็คือ การเปิดเส้นทางเดินรถไฟฟ้าสายใหม่ที่มีชื่อว่า Elizabeth Line ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2018 นี้ โครงการนี้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2009 ด้วยงบประมาณที่สูงถึง 14,800 ล้านปอนด์ ภายใต้การรับผิดชอบของบริษัท Crossrail Ltd. รถไฟฟ้าสาย Elizabeth Line มีความยาวของเส้นทางเดินรถกว่า 60 ไมล์ และให้บริการทั้งหมด 41 สถานี โดยเริ่มต้นเส้นทางจากฝั่งตะวันตกที่เมือง Reading ต่อมาที่สนามบินฮีทโธรว์ วิ่งผ่านสู่ใจกลางกรุงลอนดอน มุ่งหน้าต่อไปทาง Shenfiled และสิ้นสุดที่ Abbey Wood ทางฝั่งตะวันตก 

โปรเจ็กต์นี้จะเป็นการช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางข้ามฝั่งเมืองให้มีมากขึ้นและเดินทางได้รวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งยังคาดการณ์ว่ารถไฟใต้ดินสายนี้จะมีคนใช้มากกว่า 200 ล้านคนต่อปี ซาดิค ข่าน (Sadiq Khan) นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนกล่าวถึงโปรเจ็กต์นี้ว่า “จากแผนที่รถไฟฟ้าใหม่จะเห็นได้ว่ารถไฟฟ้าสาย Elizabeth Line จะเชื่อมเครือข่ายการเดินทางระหว่างนอกเมืองกับบริเวณใจกลางกรุงลอนดอน และช่วยลดความหนาแน่นของรถไฟใต้ดินสายอื่นๆ อันเนื่องมาจากจำนวนผู้อยู่อาศัยในลอนดอนที่มีมากขึ้น”

นอกจากระบบคมนาคมที่จะสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนในเมืองดีขึ้นตามไปด้วยแล้ว เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเส้นทางเดินรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมปีนี้  Crossrail Art Programme โครงการที่มีเป้าหมายในการบูรณาการงานอาร์ตเข้ากับระบบสาธารณูปโภคสุดล้ำของกรุงลอนดอน จึงได้ร่วมกับศิลปินทั้งจากอังกฤษและนานาชาติในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อสาธารณะ (Public Art) เพื่อนำมาจัดแสดงภายในสถานีต่างๆ ตามเส้นทางเดินรถสาย Elizabeth Line เพื่อให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการของสถานีได้เพลิดเพลินไปกับงานศิลปะขณะเดินทาง โดยผลงานที่จะนำมาจัดแสดงในโอกาสนี้ ได้แก่ Study for ‘A Sunday Afternoon in Whitechapel’ I โดย Chantal Joffe ที่สถานี Whitechapel ผลงาน A Cloud Index โดย Spencer Finch ที่สถานี Paddington รวมไปถึงผลงาน Digital rendering of Infinite Accumulation โดย Yayoi Kusama ที่สถานี Liverpool Street เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์และบทบาทที่เหมาะสมของงานศิลป์ระดับโลกท่ามกลางบริบทของโลกยุคใหม่ ที่งานอาร์ตนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่บนหิ้ง แต่ควรเข้าถึง กลมกลืน และจับต้องได้จริงในชีวิตประจำวัน

 
ที่มา : 
บทความ “Art Capital: Art for the Elizabeth line” จาก whitechapelgallery.org
บทความ “Discover Two Million Years Of History With The British Museum’s Latest VR Experience” จาก vrfocus.com
บทความ “London's Tube map has just been updated to include the Elizabeth Line — take a look” จาก businessinsider.com
บทความ “Q&A with Tate digital director Ros Lawler – ‘We want to make art accessible to everyone’” จาก publictechnology.net
บทความ “Take a 360-degree tour through 25 years of Ai Weiwei's art” จาก wired.com
บทความ “We Wear Culture – a new virtual fashion experience” จาก vam.ac.uk
 
เรื่อง : ชาลินี วงศ์อ่อนดี